ตอนที่ 27
เฮ้อ....เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังนั่งกินข้าวกล่องอยู่ใต้ต้นไม้ข้างโรงพยาบาลถอนหายใจออกมาเสียงถอนหายใจนี้ทำเอาผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่ข้างๆอดหันมาถามไม่ได้
“หมอดนัยเป็นอะไรเหรอคะเห็นถอนหายใจมาหลายรอบแล้ว” หมอยูมิถามใช่แล้วชายหนุ่มที่กำลังถอนหายใจอยู่นี่ก็คือดนัยนั่นเอง
“อ๋อไม่มีอะไรหรอกครับหมอยูมิพอดีช่วงนี้เหนื่อยๆน่ะ” ดนัยตอบกลับไป
“อย่างนั้นเองเหรอคะแผนกศัลยกรรมคงเหนื่อยแย่เลยหมออิจิโนเสะดันมาป่วยแบบนี้ แล้วผู้หญิงคนนั้นช่วยอะไรไม่ได้บ้างเลยเหรอคะ” หมอยูมิพูดถึงหมออีกคนหนึ่งที่มาแทนที่หมออิจิโนเสะ
“หมายถึงหมอนากิสะน่ะเหรอครับ” ดนัยสงสัยว่าหมอยูมิหมายถึงหมอนากิสะหรือเปล่า
“ใช่ค่ะ” หมอยูมิพยักหน้า
“ตอนนี้หมอนากิสะถือว่าเหนื่อยที่สุดในบรรดาพวกเราเลยล่ะครับเพราะเธอต้องผ่าตัดผู้ป่วยของเธอและก็ผ่าตัดผู้ป่วยของหมออิจิโนเสะด้วยผมเองก็นึกไม่ถึงว่าเธอจะเชี่ยวชาญด้านระบบประสาทด้วย” ดนัยพูดพลางนึกถึงตารางการผ่าตัดของหมอนากิสะที่มีตั้งแต่เช้าจนมืดตารางการผ่าตัดของเธอนั้นเป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว
“อย่างผู้หญิงคนนั้นเนี่ยนะคะตั้งใจในการเป็นหมอขนาดนั้น !!!” หมอยูมิดูตกใจมาก
“เหมือนหมอยูมิจะไม่ชอบหมอนากิสะเอามากๆเลยนะมันเกิดอะไรขึ้นกันนะ” ฮิคาริที่นั่งกินข้าวอยู่พูดขึ้นมาหลังจากเห็นปฏิกิริยาของหมอยูมิ
นั่นสิเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่นะวันก่อนถึงเราจะแอบได้ยินตอนพวกเธอคุยกันมาทำให้เรารู้ว่าพวกเธอและฮิคาริต้องรู้จักกันแน่ๆแต่เราเองก็ไม่รู้เรื่องราวว่ามันเกิดอะไรขึ้น ดนัยคิดในใจก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปากถาม
“ดูเหมือนหมอยูมิจะรู้จักกับหมอนากิสะมาก่อนนะครับแถมจากที่ฟังจากหมอยูมิพูดถึงหมอนากิสะดูเหมือนหมอยูมิจะไม่ชอบหมอนากิสะเท่าไหร่เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ” ดนัยถาม
“หมอดนัยเล่นถามมาซะขนาดนี้ฉันจะไม่เล่าให้ฟังก็ไม่ได้สินะคะ ใช่แล้วล่ะค่ะฉันรู้จักหมอนากิสะมาก่อนอย่างที่หมอดนัยคิด” หมอยูมิตอบเธอเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มพูดออกมา
“หมอดนัยรู้หรือเปล่าคะฉันน่ะเป็นคุณหนูมาจากตระกูลใหญ่นะคะ” หมอยูมิ
“เหอะๆผมไม่รู้เรื่องตระกูลใหญ่ๆของประเทศญี่ปุ่นเลยครับ” ดนัยนั้นไม่รู้เรื่องตระกูลดังๆหรือตระกูลใหญ่ๆที่มีอยู่ในประเทศญี่ปุ่นเลย
“ก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ค่ะหมอดนัยไม่ใช่คนญี่ปุ่นนี่นา ตระกูลซานาดะของฉันน่ะรู้จักกับตระกูลทาเคนากะมานานแล้วเวลามีจัดงานวันเกิดของผู้นำตระกูลต่างๆพวกเราก็มักจะเจอกันเสมอๆเพราะตระกูลใหญ่ๆจะถูกเชิญไปในฐานะแขก” หมอยูมิพูด
เหมือนในละครหรือซีรี่ย์ที่ดูสินะเวลาถึงวันเกิดคนใหญ่คนโตจะเชิญแขกมาร่วมงาน ดนัยพอจะเห็นเรื่องพวกนี้ในซีรี่ย์มาบ้าง
“ตอนนั้นรู้สึกว่าจะเป็นตอนฉันอายุเจ็ดขวบวันนั้นเป็นวันเกิดของผู้นำตระกูลทาเคนากะ ฉันและคุณปู่ได้ไปที่นั่นเพื่ออวยพรวันเกิดให้ท่านและตอนนั้นรู้สึกว่าโรงพยาบาลทาเคนากะสาขาคิวชูกำลังจะเปิดปู่ของฉันจึงได้สบโอกาสเจรจาธุรกิจ...อ้อลืมบอกไปตระกูลของฉันทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือการแพทย์น่ะค่ะ” หมอยูมิพูด
“อ้อครับ” ดนัยพยักหน้าเบาๆแกล้งทำเป็นไม่รู้ถึงจะรู้อยู่แล้วจากเมื่อวันก่อนจากการแอบฟังก็เถอะ
“ตอนนั้นฉันที่เป็นเด็กจึงต้องปลีกตัวออกมาในขณะที่ผู้ใหญ่คุยธุรกิจกันอยู่ฉันจึงไปเดินเล่นแถวๆสวนด้านหลังระหว่างเดินเล่นอยู่นั่นเองจู่ๆฉันก็ได้ยินเสียง ตูม !! เหมือนกับมีอะไรตกลงไปในน้ำฉันรีบวิ่งไปดูทันทีก่อนจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในชุดนักเรียนมอปลายยืนอยู่ที่ริมสระเธอยืนมองเด็กผู้หญิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉันที่กำลังตะเกียกตะกายอยู่ในสระน้ำจากภาพที่ฉันเห็นในตอนนั้นทำให้ฉันรู้ได้เลยว่าเด็กผู้หญิงที่กำลังตะเกียกตะกายอยู่ในสระน้ำนั้นถูกผู้หญิงคนนั้นผลักตกลงไป” หมอยูมิพูด
“อย่าบอกนะว่าผู้หญิงคนนั้นคือ !!” ดนัยอุทานออกมาเพราะถ้าหมอยูมิเล่ามาแบบนี้แสดงว่าผู้หญิงคนนั้นที่กำลังยืนมองเด็กผู้หญิงที่อยู่ในน้ำคือคนที่กำลังพูดถึง
“ใช่ค่ะเธอคือทาเคนากะ นากิสะ !!!” หมอยูมิพยักหน้า
“จะ จะ จริงเหรอเนี่ย” ดนัยไม่อยากจะเชื่อว่าจะเป็นหมอนากิสะ
“โฮ่นี่หมอนากิสะผลักเด็กลงไปในสระเหรอเนี่ยยังกับตัวร้ายในละครหลังข่าว” ฮิคาริที่ฟังอยู่เองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าหมอนากิสะจะทำอะไรแบบนั้น
“แล้วเด็กผู้หญิงคนนั้นล่ะเธอเป็นใคร” ดนัยรีบถามต่อถึงจะมั่นใจว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นจะต้องเป็นยัยผีสาวความจำเสื่อมที่นั่งอยู่ข้างๆนี่ก็เถอะ
“เด็กคนนั้นชื่อทาเคนากะ ฮิคาริเธอเป็นทายาทสายตรงของตระกูลเทคานากะ !!” หมอยูมิตอบ
“ทาเคนากะ ฮิคาริงั้นเหรอชื่อเหมือนเราเลยแฮะ” ฮิคาริพูดออกมา
ก็นั่นมันชื่อเธอไงเล่า !! ดนัยได้แต่พูดในใจ
“ละ ละ แล้วจากนั้นหมอยูมิทำยังไงล่ะครับร้องให้คนช่วยเหรอ” ดนัยสงสัยว่าหมอยูมิที่เป็นเด็กอายุเจ็ดขวบจะทำยังไงต่อ
“ใช่ฉันกรี๊ดลั่นเลยจนคนแถวนั้นได้ยินมาช่วยฮิคาริไว้ได้ทันพอพวกผู้ใหญ่มาถามว่าเกิดอะไรขึ้นฮิคาริก็บอกว่าเธอกำลังเดินเล่นอยู่แถวๆนั้นจู่ๆก็รู้สึกเหมือนมีใครมาผลักเธอจากด้านหลังซึ่งตอนนั้นก็มีเพียงนากิสะคนเดียวที่อยู่ตรงนั้น แต่นากิสะก็แก้ตัวไปว่าเธออยู่แถวนั้นพอดีฮิคาริลื่นตกลงไปเองและที่นากิสะไม่ได้รีบร้องให้คนช่วยเพราะเธอบอกว่าเธอกำลังตกใจแถมเธอก็ว่ายน้ำไม่เป็นด้วย” หมอยูมิเล่า
“พวกผู้ใหญ่คนไม่เชื่อเรื่องที่ฮิคาริเล่าสินะ” ดนัยพอจะเดาได้
“ใช่พวกผู้ใหญ่ไม่เชื่อเพราะฮิคาริเป็นแค่เด็กขนาดฉันช่วยพูดยังไม่มีใครเชื่อเลยเพราะฉันไม่ได้เห็นเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นแต่ฉันน่ะเห็นนะสายตาที่นากิสะมองฮิคาริที่พยายามตะเกียกตะกายขึ้นมาจากน้ำน่ะมันเป็นสายตาของคนสะใจชัดๆดังนั้นเรื่องที่ฮิคาริบอกว่ามีคนผลักน่ะเป็นเรื่องจริง” หมอยูมิพูดและด้วยจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เธอได้กลายเป็นเพื่อนกับฮิคาริเพราะเธอเป็นเพียงคนเดียวที่เชื่อฮิคาริพูดนั่นเอง
“อืม...แสดงว่าหมอนากิสะอยากให้ฮิคาริตายสินะทำไมล่ะ” ดนัยพูด
“เพราะต้องการขึ้นเป็นผู้นำตระกูลทาเคนากะยังไงล่ะถ้าฮิคาริที่เป็นทายาทสายตรงตายไปนากิสะที่เป็นลูกสาวของคุณป้าที่แต่งออกข้างนอกก็จะเป็นทายาทเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่” หมอยูมิบอก
“แสดงว่าข่าวลือนั่นเป็นจริงงั้นเหรอ !!” ดนัยเผลออุทานออกมา
“หือหมอดนัยรู้ข่าวซุบซิบนั่นด้วยเหรอ” หมอยูมิแปลกใจเพราะนึกไม่ถึงว่าดนัยจะเคยอ่านข่าวนั่น
“เอ่อ...ก็เคยผ่านตามาตอนหาข้อมูลโรงพยาบาลทาเคนากะน่ะครับเห็นว่าผู้ถือหุ้นลำดับที่สามต้องการยุบโรงพยาบาลทิ้งแล้วเปลี่ยนเป็นห้างสรรพสินค้าใช่มั้ยครับ” ดนัยโกหกออกไป
“ใช่ฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะว่าเรื่องนี้มันจริงแท้แค่ไหนแต่จะให้คนๆนั้นขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลทาเคนากะคนต่อไปไม่ได้คนๆนั้นน่ะในหัวมีแต่เงินเท่านั้นคุณปู่ฉันเคยบอกเอาไว้” หมอยูมิพูด
“เรื่องโคตรจะซับซ้อนเลยนี่ถ้าเรื่องที่เล่าไม่ได้ออกจากปากหมอยูมิผมนึกว่าหมอยูมิหยิบยกเอาบทละครเรื่องไหนมาเล่าให้ผมฟังเลยนะเนี่ย” ดนัยพูด
“ฮ่ะๆหมอดนัยนี่ตลกดีนะคะแต่ก็นะเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่พวกคนรวยหรือคนตระกูลใหญ่ๆต้องเจออยู่แล้วค่ะเพราะถ้าได้เป็นผู้นำตระกูลล่ะก็เม็ดเงินจำนวนมหาศาลจะตกอยู่ที่คนผู้นั้นทันที” หมอยูมิบอก
“นั่นสินะครับเรื่องพวกนี้คนจนแบบผมคงไม่มีวันได้เจอเพราะผมไม่มีทรัพย์สินหรืออำนาจอะไรให้คนอื่นมาตักตวง” ดนัยพอจะเข้าใจ
“อ๊ะนี่ก็จะบ่ายโมงแล้วเรากลับไปทำงานกันเถอะค่ะช่วงนี้ฉันงานล้นมืออยู่ด้วย” หมอยูมิเห็นว่าใกล้จะได้เวลาเข้างานแล้ว
“งานล้นมือเหรอครับเนี่ยอย่างหมอยูมิเนี่ยนะ” ดนัยแปลกใจเพราะปกติแผนกรังสีวิทยางานไม่น่าจะล้นมือเท่าไหร่
“อ้าวหมอดนัยไม่รู้เหรอคะว่าอาทิตย์หน้าเขาจะมีเจ้าหน้าที่เข้ามากำจัดยุงน่ะค่ะฉันต้องเตรียมย้ายเครื่องมือไปอีกตึกน่ะสิคะงานเลยล้นมือไปหมด” หมอยูมิบอกเพราะเครื่องมือแต่ละอย่างนั้นเป็นเครื่องมือเฉพาะซึ่งต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการตั้งค่ามันซึ่งนั่นคืองานของแผนกรังสีวิทยา
“เห...ที่ญี่ปุ่นก็มีกำจัดยุงเหรอครับเนี่ย” ดนัยแปลกใจเพราะนึกไม่ถึงว่าที่ญี่ปุ่นจะมีด้วยนึกว่าจะมีแต่ที่ประเทศไทยที่เดียวเสียอีกที่มีการฉีดสารเคมีกำจัดยุง
“ปีนี้มีคนเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นน่ะค่ะรัฐบาลเลยจริงจังขึ้นมา” หมอยูมิบอก
“อย่างนี้นี่เองหมอยูมิคงเหนื่อยแย่เลย พวกผมมัวแต่ผ่าตัดเลยไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่” ดนัยพูด
“พอจะเข้าใจค่ะเพราะศัลยแพทย์แต่ละคนต้องใช้เวลาในห้องผ่าตัดไม่ต่ำกว่าสามชั่วโมงออกมาพักยังไม่ทันหายเหนื่อยก็ต้องผ่าตัดคนไข้คนต่อไปแล้ว” หมอยูมิพยักหน้าเข้าใจ
เพราะถ้าถามว่างานแผนกไหนหนักที่สุดน่ะเหรอก็งานของหมอแผนกศัลยกรรมยังไงล่ะวันๆนึงนั้นหมอในแผนกศัลยกรรมต้องผ่าตัดคนไข้ไม่ต่ำกว่าวันละแปดถึงสิบชั่วโมงแถมการผ่าตัดยังต้องยืนตลอดอีกทั้งยังต้องใช้สมาธิสูงปรี๊ดเพราะถ้าพลาดนั่นเท่ากับชีวิตของคนไข้
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
“คนไข้คนสุดท้ายถูกย้ายไปที่ตึกข้างๆเรียบร้อยแล้วค่ะใช้เวลานานหรือเปล่าคะกว่าจะเสร็จเพราะพวกเรามีผ่าตัดอีก” หมอนากิสะถามเจ้าหน้าที่ที่มากำจัดยุงในวันนี้
“ใช่เวลาประมาณสองชั่วโมงครับคุณหมอว่าแต่เช็คแน่ใจแล้วนะครับว่าไม่มีคนอยู่ในอาคารเพราะตอนเราพ่นยานั้นถ้ายังมีคนติดอยู่ในอาคารล่ะก็ถึงตายเลยนะครับเพราะสารประกอบในตัวยานั้นมีแต่ก๊าซที่เป็นอันตรายหากสูดดมเข้าไป” เจ้าหน้าที่ถามย้ำเพื่อความปลอดภัย
“ไม่มีแล้วค่ะเราเช็คไปสามรอบแล้ว” หมอนากิสะพูด
“ครับถ้าอย่างนั้นพวกผมจะเริ่มงานเลยนะครับ เฮ้ยเปิดเครื่องได้เลย !!!” เจ้าหน้าที่พยักหน้าก่อนจะแจ้งคำสั่งแก่ลูกน้องผ่านวิทยุสื่อสารสิ้นคำสั่งของเจ้าหน้าที่ไม่กี่วินาทีต่อมาก็เริ่มมีควันสีขาวลอยมาจากภายในอาคาร
ฟู่ !!!!! ควันพวกนั้นคือก๊าซที่ใช้กำจัดยุงนั่นเองมันจะลอยไปทั่วอาคารและจะสลายไปในระยะเวลาสองชั่วโมงโดยไม่ทิ้งสารตกค้างและกลิ่นเอาไว้
“นี่พวกเราเป็นแผนกเดียวสินะคะที่มีเวลาพักสองชั่วโมง” หมอมิโฮะพูด
“ก็นะพวกเรามีหน้าที่ผ่าตัดคนไข้นี่นาถ้าห้องผ่าตัดไม่สามารถใช้งานได้แบบนี้ก็ถือว่าเราว่างนั่นแหละ” หมอนากิสะบอกตอนนี้หมอในแผนกศัลยแพทย์นั้นว่างกันทั้งหมดต่างจากหมอแผนกอื่นๆที่วิ่งกันวุ่นอยู่อีกอาคาร
แต่ทว่าตอนนั้นเองจู่ๆมือถือของหมอนากิสะก็ดังขึ้นเธอรีบรับมันทันที
“ค่ะ...เข้าใจแล้วค่ะเราจะส่งคนไปช่วย” หมอนากิสะพูดกับปลายสายหลังจากวางลงไปเธอก็รีบหันมาหาหมอในแผนกของเธอทันที
“ดูเหมือนจะไม่ได้พักแล้วล่ะแผนกฉุกเฉินพึ่งโทรมาขอความช่วยเหลือเกิดอุบัติเหตุรถบัสนักเรียนชนประสานงากับรถบรรทุกคนเจ็บยี่สิบห้าคนกำลังถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลเราทุกคนไปรวมตัวกันที่แผนกฉุกเฉินซะ !!” หมอนากิสะพูด
“ครับ/ค่ะ !!!!” ทุกคนพยักหน้าก่อนจะรีบไปที่แผนกฉุกเฉินทันทีโดยไม่รู้เลยว่ายังมีผู้ป่วยอีกคนอยู่ในอาคารซึ่งผู้ป่วยคนนี้นั้นไม่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีของผู้ป่วยในโรงพยาบาลคนที่รู้ว่ามีผู้ป่วยคนนี้อยู่นั้นมีเพียงสามคน
ผู้ป่วยคนนี้นั้นไม่ใช่ใครที่ไหนเลยเธอคือฮิคารินั่นเอง !!!!
จบ...