บทที่ 3 เลวแล้วยังสร้างภาพ
ซูฉินนั่งกระสับกระส่ายไม่เป็สุข สุดท้ายก็ตัดสินใจไปเยี่ยมเสิ่นม่านซู
ภายในจวนแม่ทัพ นางกับเสิ่นม่านซูมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันมาโดยตลอด อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็เป็นางที่ ‘ช่วยชีวิต’ เสิ่นม่านซูไว้ ดังนั้นการมาเยี่ยมในเวลานี้จึงดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น ่สองสามวันที่ผ่านมา ผู้ที่มาเยี่ยมเสิ่นม่านซูก็มีไม่น้อย
เมื่อป้านเซี่ยเข้ามารายงานว่าซูฉินมาขอพบ เสิ่นม่านซูก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ให้นางเข้ามา”
เสิ่นม่านซูรู้ดีว่าซูฉินเป็หนึ่งในตัวละครสำคัญของนิยายเื่นี้
ซูฉินเป็ญาติห่างๆ ของจวนแม่ทัพ ด้วยครอบครัวของนางประสบเหตุไม่คาดฝัน ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจึงรับนางมาอุปการะไว้ด้วยความเมตตา
ภายในจวนแม่ทัพ การกินอยู่ของซูฉินแทบไม่แตกต่างจากคุณหนูคนอื่นๆ ของจวนเลย
ทว่าสตรีผู้นี้กลับเป็ ‘แสงจันทร์ขาว’ ในดวงใจขององค์ชายเจ็ด
เสิ่นม่านซูจำได้ว่า ในนิยายบรรยายไว้ว่า องค์ชายเจ็ดรู้สึกว่าซูฉินมีชะตากรรมคล้ายคลึงกับตน ความรู้สึกร่วมทุกข์ร่วมสุขทำให้เขาหวั่นไหวต่อสตรีผู้แข็งแกร่งและเฉลียวฉลาดนางนี้
เสิ่นม่านซูหัวเราะเยาะในใจ
ต่อให้องค์ชายเจ็ดจะหลงใหลซูฉินเพียงใด ท้ายที่สุดเขาก็ยังแต่งงานกับนางเอกอยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังโยนความผิดที่ตนไม่อาจอยู่กับ ‘รักแท้’ ไปให้นางเอกเสียทั้งหมด
ในเมื่อไม่รักแล้วจะแต่งงานไปทำไม พูดไปพูดมาท้ายที่สุดก็ไม่ใช่เพื่อสนองความทะเยอทะยานของตัวเองหรอกหรือ
ช่างเป็ตัวอย่างชัดเจนของคนเลวที่ยังพยายามสร้างภาพว่าตนดีงามจริงๆ
ถึงกับให้คนเช่นนี้มาเป็พระเอก เสิ่นม่านซูก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่านักเขียนคิดอะไรอยู่
ซูฉินก้าวเข้ามาในห้อง ก็เห็นสาวงามผู้สูงศักดิ์เอนกายพิงอยู่ตรงนั้น สีหน้าดูเกียจคร้าน ทว่าสายตากลับคมกริบ ราวกับกำลังมองสิ่งที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง
ความสงสัยในใจซูฉินยิ่งทวีมากขึ้น แต่บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มสนิทสนม
นางเอ่ยอย่างเป็ห่วง “พี่หญิงสาม ได้ยินว่าท่านเกิดเื่ขึ้น ข้าใแทบแย่ โชคดีที่ท่านไม่เป็อะไร”
“ใมากแค่ไหนหรือ” เมื่อเห็นสีหน้าจอมปลอมของอีกฝ่าย เสิ่นม่านซูก็หัวเราะเยาะ
ซูฉินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะฝืนหัวเราะแห้งกล่าว “พี่หญิงสามช่างหยอกล้อเก่งเสียจริง”
“การหยอกล้อเก่งไม่ดีหรือ อย่างน้อยก็ช่วยให้หน้าเด็กลงตั้งสิบปี”
ซูฉินยิ่งรู้สึกว่าเสิ่นม่านซูในวันนี้ผิดแผกไปจากเดิม ความกระวนกระวายในใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้น นางเผลอกำผ้าเช็ดหน้าแน่นโดยไม่รู้ตัว
เมื่อก่อนตอนเคยมาที่นี่ นางจำได้ว่าม้านั่งตัวนี้ไม่ค่อยมั่นคงนัก จึงหาเื่พูดขึ้นมา “พี่หญิงสาม ข้าจำได้ว่าครั้งก่อนที่มา ม้านั่งตัวนี้ยังโยกอยู่เลย ท่านเปลี่ยนใหม่แล้วหรือ”
“ไม่ได้เปลี่ยน แค่เอาของมาหนุนไว้ด้านล่างเท่านั้น” เสิ่นม่านซูกล่าวเสียงเรียบ
ซูฉินก้มลงมองตามสัญชาตญาณ และเมื่อเห็นว่าที่ใต้ขาม้านั่งมีทองคำวางอยู่ ก็ถึงกับนิ่งค้างไปในทันที
เสิ่นม่านซูกล่าวอย่างเอื่อยเฉื่อย “น้องสาวพูดถูก ทองคำนี้ใช้งานได้ดีจริงๆ ไม่เพียงใช้ฆ่าตัวตายได้ แต่ยังเอามาหนุนม้านั่งได้อีกด้วย”
มือของซูฉินสั่นระริก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างจนแทบรักษาไว้ไม่อยู่
ในที่สุดเสิ่นม่านซูก็เข้าใจแล้วว่า การเปลี่ยนจากผ้าแพรขาวมาเป็การกลืนทองนั้น น่าจะเกี่ยวข้องกับซูฉินผู้นี้
นางเคยถามป้านเซี่ยกับเจ๋อหลัน ทั้งสองคนบอกว่านางเตรียมผ้าแพรขาวไว้เรียบร้อย แต่ภายหลังก็เปลี่ยนใจโดยที่ทั้งคู่ก็ไม่รู้สาเหตุ
และใน่เวลานั้น คนเดียวที่นางได้พบตามลำพังก็คือคุณหนูซูฉิน
เสิ่นม่านซูหรี่ตามองดูสีหน้าของซูฉินที่ค่อยๆ ซีดเผือด จึงแน่ใจ
ซูฉินตั้งใจจะฆ่านาง
เช่นนั้นคำถามก็คือ เหตุใดซูฉินถึงต้องทำเช่นนี้
หรือว่าในต้นฉบับ นักเขียนชุ่ยๆ คนนั้นจะซ่อนปมสำคัญอะไรเอาไว้อีก
เสิ่นม่านซูยกมือขึ้นคลึงขมับ สีหน้าดูอ่อนล้า “หากน้องสาวไม่มีธุระอื่นก็กลับไปพักเถิด ข้าเหนื่อยแล้ว”
“เช่นนั้นเชิญพี่หญิงสามพักผ่อนให้เต็มที่” ซูฉินฝืนยิ้มก่อนจะรีบจากไป
เสิ่นม่านซูหรี่ตามองตามแผ่นหลังของซูฉินที่เดินจากไป
ในเมื่อ ‘แสงจันทร์ขาว’ ผู้นี้ก็ไม่ธรรมดา เช่นนั้นก็รีบผลักนางไปให้องค์ชายเจ็ดให้เร็วที่สุดเสียดีกว่า
เช่นนี้คนที่รักกันก็จะได้สมหวังเสียที
ส่วนตัวนางเอง…ยังมีเื่สำคัญยิ่งกว่าต้องจัดการ
บทที่ 4 แพ้คนหน้าตาดี
นั่นก็คือจะทำอย่างไรให้คะแนนความประทับใจที่ไป๋ซิวจิ่นมีต่อนางสูงขึ้น
อย่ามองว่าไป๋ซิวจิ่นยังอายุน้อย เพราะตอนนี้เขาเป็ถึงหมอเทวดาที่เลื่องชื่อไปทั่วหล้าแล้ว แม้แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยังทรงให้เกียรติเขาถึงสามส่วน
มีคำเล่าลือว่า ไป๋ซิวจิ่นคือศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของหมอเทวดาเฒ่าไป๋ ผู้ที่เขาตั้งใจจะช่วยชีวิต ต่อให้เป็ยมราชก็ไม่กล้ารับตัวไป
ทว่าดังเช่นอุปนิสัยประหลาดของหมอเทวดาเฒ่าไป๋ ไป๋ซิวจิ่นเองก็ไม่ใช่คนที่จะรักษาผู้ใดง่ายๆ
จะรักษาหรือไม่ ต้องดูอารมณ์ของเขาเป็หลัก
นี่จึงเป็เหตุผลว่า เหตุใดในนิยายทุกฝ่ายอำนาจต่างพยายามดึงตัวเขาไว้ข้างกายตลอดเวลา แต่กลับไม่มีใครทำสำเร็จ
ใครบ้างจะไม่อยากให้หมอสารพัดประโยชน์เช่นนี้อยู่ภายใต้บัญชาตน
ถึงตอนนั้น ยังจะกลัวการถูกใส่ร้ายอะไรอีก ต่อให้เป็ยาพิษก็ยังกล้ากินเหมือนลูกอม
โดยเฉพาะเหล่าองค์ชายที่หมายตาตำแหน่งรัชทายาท แม้กระทั่งองค์ชายเจ็ดผู้เป็พระเอกเองก็เคยพยายามเข้าหาไป๋ซิวจิ่นหลายครั้ง
ทว่าไป๋ซิวจิ่นไม่ใช่บุคคลที่ใครจะเข้าถึงได้ง่ายๆ
หลังจากได้รับป้ายทองพระราชทานจากฮ่องเต้หย่งอัน ก็ยิ่งไม่มีใครกล้าบีบบังคับให้เขารักษาอีกต่อไป แม้แต่ฮ่องเต้หย่งอันเองก็เช่นกัน
สิ่งนี้ยิ่งทำให้ไป๋ซิวจิ่นกลายเป็ตำนาน
ครั้งนี้ที่ไป๋ซิวจิ่นยื่นมือช่วยเสิ่นม่านซู ว่ากันว่าเป็เพราะเขาติดค้างบุญคุณแม่ทัพเสิ่นอยู่หนึ่งครั้ง
เมื่อรู้เนื้อเื่ในภายหน้าว่าจวนแม่ทัพจะต้องประสบเคราะห์ร้ายอีกครั้ง บิดาเสิ่นเจิ้นกวงจะได้รับาเ็สาหัส เสิ่นม่านซูที่ใช้บุญคุณครั้งนั้นไปแล้ว จึงรู้สึกไม่สบายใจอยู่ลึกๆ และคิดหาหนทางชดเชย
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนที่นางเพิ่งฟื้นขึ้นมา เสิ่นม่านซูยังเห็นแววรังเกียจในสายตาของไป๋ซิวจิ่นอย่างชัดเจน
“จะทำอย่างไรถึงจะเข้าใกล้ไป๋ซิวจิ่นให้มากขึ้นกันนะ”
เสิ่นม่านซูเท้าคางเอ่ยกับเจ๋อหลันที่อยู่ข้างกาย “เจ๋อหลัน เ้าไปสืบดูหน่อย ว่าตอนนี้หมอเทวดาไป๋พักอยู่ที่ใด”
นางรู้เพียงว่าเขาเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว แต่กลับไม่มีใครรู้ว่าเขาพำนักอยู่ที่ใด
เจ๋อหลันพยักหน้า ก่อนจะเปิดประตูออกไปทันที
ป้านเซี่ยรินชาให้เสิ่นม่านซู ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “คุณหนู ท่านสนใจหมอเทวดาไป๋หรือเ้าคะ พูดตามตรง บ่าวรู้สึกว่าหมอเทวดาไป๋หล่อกว่าองค์ชายเจ็ดเสียอีกนะเ้าคะ”
มุมปากของเสิ่นม่านซูกระตุกเล็กน้อย
นางกำลังจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่จู่ๆ ก็หวนนึกถึงไป๋ซิวจิ่นที่พบตอนนั้น
บุรุษรูปงามราวเทพเซียน สมกับเป็หนึ่งในสิบบุรุษรูปงามในเื่ และยังเป็อันดับหนึ่งเสียด้วย
ว่ากันตามตรง แม้ผู้เขียนนิยายเื่นี้จะมีค่านิยมบิดเบี้ยวไปไกลถึงอีกฟากของมหาสมุทร แต่ในเื่รสนิยมด้านหน้าตา กลับถือว่าเป็สายส่องหน้าตัวยง
ไป๋ซิวจิ่นคู่ควรกับตำแหน่งบุรุษรูปงามอันดับหนึ่งจริงๆ
ไม่รู้ว่าบุรุษงดงามเช่นนี้จะตกเป็ของสตรีคนใด…เอ่อ ไม่สิ จะได้ลงเอยกับสตรีใดในท้ายที่สุด
ความคิดของเสิ่นม่านซูลอยไปไกล จนลืมตำหนิป้านเซี่ยไปชั่วขณะ
ทางด้านองค์ชายเจ็ดจวินมั่วหานรอข่าวจากจวนแม่ทัพอยู่นาน กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดส่งมาเลยแม้แต่น้อย
ปกติแล้ว หากเสิ่นม่านซูสร้างเื่วุ่นวายถึงเพียงนี้ แม่ทัพเสิ่นผู้รักบุตรสาวยิ่งชีวิตย่อมต้านไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องยอมรับการแต่งงานครั้งนี้
เพียงแค่จวนแม่ทัพส่งข่าวออกมาเล็กน้อย เขาก็สามารถเข้าเฝ้าขอให้เสด็จพ่อพระราชทานสมรสได้แล้ว
แต่เหตุใดผ่านไปหลายวันแล้วกลับไม่มีข่าวใดเลย
จวินมั่วหานพลันนึกขึ้นได้ว่า สองวันก่อนแม่ทัพเสิ่นติดตามเสด็จพ่อไปทางใต้ เพิ่งจะกลับมาในวันนี้
เช่นนั้นวันนี้ก็น่าจะได้คำตอบแล้วกระมัง
ดวงตาคล้ายอัญมณีของจวินมั่วหานฉายแววมั่นใจในชัยชนะวาบหนึ่ง
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจไปเยือนจวนแม่ทัพด้วยตนเอง อาศัยข้ออ้างมาเยี่ยมเสิ่นม่านซู เพื่อหยั่งเชิงท่าทีของเสิ่นเจิ้นกวง
ตอนที่จวินมั่วหานมาถึงจวนแม่ทัพ เสิ่นเจิ้นกวงนั้นเพิ่งกลับถึงจวน ขณะนี้กำลังสนทนากับหลินซื่ออยู่
เขาขมวดคิ้วเอ่ยว่า “เกิดเื่ใหญ่กับม่านซูถึงเพียงนี้ เหตุใดเ้าถึงไม่บอกข้า”
หลินซื่อตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านแม่ทัพ งานราชการทางใต้ของท่านสำคัญยิ่ง เดิมทีข้าก็คิดจะบอก แต่หลังม่านซูฟื้น หมอเทวดาไป๋ก็ยืนยันว่าไม่มีอันตราย ข้าจึงไม่อยากให้ท่านเป็ห่วง”
เสิ่นเจิ้นกวงเข้าใจเจตนาดีของภรรยา เพราะหากเขากลับกลางคัน ฮ่องเต้หย่งอันย่อมต้องทรงระแวง จึงกล่าวว่า “โชคดีที่มีหมอเทวดาไป๋อยู่ ข้าจะสั่งให้คนเตรียมของกำนัล แล้วไปขอบคุณเขาด้วยตนเอง”
หลินซื่อพยักหน้า “นั่นเป็สิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านแม่ทัพ ยังมีอีกเื่หนึ่ง ม่านซูบอกกับข้าว่า นางตระหนักได้แล้วว่าตนไม่เหมาะกับองค์ชายเจ็ด และตัดสินใจว่าจะไม่แต่งงานกับเขาเ้าค่ะ”
“จริงหรือ”
เสิ่นเจิ้นกวงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ฮ่องเต้หย่งอันมีโอรสทั้งหมดสิบพระองค์ หลังรัชทายาทเสียชีวิต ไม่นับองค์ชายสิบที่ยังเป็ทารกและองค์ชายห้าที่ขาพิการ องค์ชายที่เหลืออีกเจ็ดพระองค์ต่างหมายตาตำแหน่งนั้น
ภายนอกอาจดูเหมือนพี่น้องรักใคร่กลมเกลียว แต่ในราชวงศ์ เมื่อหมายตาบัลลังก์แล้ว จะมีมิตรแท้เหลืออยู่กี่คนกัน
เสิ่นเจิ้นกวงมองสถานการณ์ออกชัดเจน จึงไม่้าให้บุตรสาวแต่งเข้าสู่ราชวงศ์ ไปย่ำโคลนในน้ำขุ่นนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ฮ่องเต้หย่งอันแม้ทรงไว้วางใจเขา แต่ก็ทรงระแวงอยู่ลึกๆ หากม่านซูแต่งกับองค์ชายเจ็ด ย่อมถูกมองว่าจวนแม่ทัพยืนอยู่ฝั่งองค์ชายเจ็ดโดยปริยาย
เมื่อได้ยินว่าบุตรสาวเปลี่ยนใจ เสิ่นเจิ้นกวงจึงดีใจยิ่งนัก
และในขณะนั้นเอง บ่าวรับใช้ก็เข้ามารายงานว่าองค์ชายเจ็ดมา