อาคิระยืนจ้องมองเกราะสีเงินที่อยู่ตรงหน้า ร่องรอยของการต่อสู้ในอดีตยังปรากฏชัดบนผิวของมัน แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน แสงสีเงินที่เปล่งออกมาจากเกราะดูราวกับกำลังบอกเล่าเื่ราวที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ในความเงียบงัน ลวดลายวิจิตรที่สลักบนเกราะเล่าเื่ราวของนักรบผู้หนึ่งที่ยืนหยัดต่อสู้ในสมรภูมิที่ไร้จุดจบ
“นี่มัน…” อาคิระพึมพำ ขณะยื่นมือไปััพื้นผิวเย็นเฉียบของเกราะ
ทันทีที่ปลายนิ้วแตะลงบนเกราะ แสงสีขาวจ้าก็พุ่งออกมาราวกับลำแสงจากดวงอาทิตย์ มันโอบล้อมร่างของเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะดึงอาคิระเข้าสู่ห้วงแห่งความทรงจำที่ลึกที่สุด
“พี่!” ยูเอะร้องเรียกด้วยความใ เธอพยายามวิ่งเข้าหา แต่ดราโก้ยกแขนขึ้นขวาง
“อย่าเข้าไป มันอาจจะเป็บททดสอบอีกแบบหนึ่ง” เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาของเขาจับจ้องแสงสีขาวนั้นอย่างระแวดระวัง
ในห้วงแห่งความทรงจำ อาคิระพบว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยแสงแดดอบอุ่น เสียงนกร้องเพลงและสายลมอ่อนโยนพัดผ่านให้ความรู้สึกสงบ เขาหันไปมองรอบตัว และสายตาของเขาก็หยุดลงที่ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
ชายหนุ่มมีใบหน้าคมคายที่ดูเต็มไปด้วยความอบอุ่น เขาสวมเสื้อเชิ้ตเรียบง่ายสีขาว ท่าทางของเขาแสดงถึงความสุขที่เรียบง่าย
“นี่ใครกัน…” อาคิระพึมพำ ขณะเดินเข้าไปใกล้
“กาเอล…” เสียงอ่อนโยนดังขึ้นจากหญิงสาวที่ปรากฏตัวข้างชายหนุ่ม เธอมีปีกสีขาวบริสุทธิ์และรอยยิ้มที่สว่างไสวเหมือนแสงตะวัน
อาคิระจ้องมองเธอราวกับถูกดึงดูด หญิงสาวผู้นี้ดูงดงามอย่างไร้ที่ติ ดวงตาสีฟ้าสดใสของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่สิ่งที่ทำให้อาคิระต้องเบิกตากว้างคือความคล้ายคลึงอย่างน่าประหลาดระหว่างเธอกับแม่ของเขา
“เอลเลนาร์…” กาเอลเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรัก
ทั้งสองหัวเราะเบาๆ ขณะพูดคุยกัน เสียงหัวเราะนั้นอบอุ่นจนทำให้อาคิระรู้สึกเหมือนหัวใจของเขาเบาขึ้น
ทันใดนั้น ทิวทัศน์ก็เปลี่ยนไป เขาพบว่าตัวเองอยู่กลางสนามรบ เสียงคำรามของศัตรูและเสียงดาบที่กระทบกันดังสนั่น ชายหนุ่มผู้เป็กาเอลยืนอยู่กลางสมรภูมิ ดาบคู่สีดำและสีขาวในมือของเขาปล่อยแสงสว่างจ้าจนดูเหมือนจะตัดผ่านความมืด
“เพื่ออาร์เคเดีย…เพื่อเอลเลนาร์” กาเอละโก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีศัตรูตรงหน้า
อาคิระมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ภาพจะเปลี่ยนอีกครั้ง
คราวนี้ เขาเห็นกาเอลนั่งคุกเข่าอยู่กลางความมืดมิด ปีกของเอลเลนาร์ถูกเด็ดออก เธอนั่งอยู่ข้างๆ เขา ใบหน้าของเธอซีดเผือด
“เอลเลนาร์!” กาเอละโด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
อาคิระรู้สึกถึงความเ็ปในหัวใจของตัวเอง ภาพความรักที่แสนบริสุทธิ์ถูกบดขยี้โดยความโหดร้ายและการทรยศ เขาเห็นกาเอลกำหมัดแน่น ดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยความโกรธแค้น
“ข้าจะไม่ยอมให้อภัยพวกมัน! ข้าจะทำลายทุกสิ่งที่พรากเธอไปจากข้า!” เสียงะโของกาเอลดังสะท้อนก้องไปทั่ว
อาคิระถูกดึงกลับมายังโลกปัจจุบัน เขาหอบหายใจแรง ขณะมองไปที่เกราะตรงหน้า แสงของมันอ่อนลง แต่ยังคงเปล่งประกายอย่างเงียบงัน
“พี่…พี่เป็อะไรไหมคะ?” ยูเอะถามขณะที่เธอจับมือของเขา
อาคิระพยักหน้าเบาๆ “ฉัน…เห็นบางสิ่ง”
“บางสิ่ง?” ดราโก้ถามพร้อมขมวดคิ้ว “นายหมายถึงอะไร?”
อาคิระจ้องมองเกราะตรงหน้า “เื่ราวของกาเอล…ชายคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อคนที่เขารัก แต่กลับถูกทรยศและสูญเสียทุกอย่าง”
“กาเอล…” ยูเอะพึมพำ “นั่นชื่อที่หนูไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยค่ะ”
“เขาเป็ผู้กล้า…แต่ก็เป็ชายที่ถูกความโกรธแค้นกลืนกิน” อาคิระตอบ เขามองไปที่เกราะอีกครั้ง ดวงตาของเขาสะท้อนความมุ่งมั่น “แต่ฉันเชื่อว่าเื่ราวของเขาไม่ได้จบอยู่แค่นั้น”
บทสรุปของความทรงจำนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดเผยเื่ราวของกาเอลและเอลเลนาร์ แต่ยังเป็การเริ่มต้นของเส้นทางที่อาคิระต้องก้าวเดิน เขารู้ดีว่าความโกรธและความแค้นสามารถครอบงำจิตใจได้ แต่เขาเลือกที่จะใช้มันเป็บทเรียนเพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญในชีวิตของเขา
ทั้งสามคนมองหน้ากันก่อนจะพยักหน้า พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าอีกครั้ง…