บุปผาราชัน

    เล่มพิเศษ : บนเส้นขนานของความรัก - 7 -


    บนเส้นขนานของความรัก #7
    “ไม่ไปไม่ได้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
    ชามีเอ่ยขึ้นกับองค์ราชาเป็นประโยคแรกในเวลาหลังเลิกงาน เพื่อนร่วมกองต่างเริ่มแยกย้ายกันไป เหลือเพียงชายหนุ่มผู้มีผมยาวกว่าใครที่ถูกสั่งให้อยู่ต่อ
    “นั่งลงก่อน แล้วค่อยคุยกัน”
    ผู้ถูกเชิญนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่อีกฟากกับโต๊ะทรงอักษร เจ้าเหนือหัวมักให้เกียรติพวกเขาแบบนี้เสมอในยามสนทนากันตามลำพัง
    “ไม่อยากไปขนาดนั้นเลยหรือ มีปัญหาอะไรกับคนที่นั่นหรือเปล่า”
    “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ ก็แค่...ไม่อยากไป พระองค์ก็ทรงทราบว่ากระหม่อมไม่ค่อยชอบความเคร่งครัดของระบบกองทัพ แค่คิดภาพก็รู้สึกอึดอัดขึ้นมาแล้ว”
    องค์แดริสกอดอกนิ่งไปครู่หนึ่งราวกับกำลังครุ่นคิด สุดท้ายก็ได้คำตอบที่ทำเอาชามีถอนใจอย่างไม่ปิดบัง
    “ขอโทษด้วยนะชามี แต่ร้อยวันพันปีท่านอาไม่เคยเอ่ยปากขออะไรข้าเลย ข้าปฏิเสธเขาไม่ได้จริงๆ”
    “ถ้าเช่นนั้นก็ช่างเถอะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปก่อเรื่องให้ทางนั้นรำคาญจนโดนไล่กลับมาเองก็แล้วกัน”
    เสียงหัวเราะจากองค์ราชาดังขึ้น ชามีได้แต่ทำหน้าบึ้งมองอาการขำขันนั้น
    “เจ้าเนี่ยน้า... ข้าล่ะนึกสงสัยจริงเชียวว่าทำไมเด็กสาวคนนั้นขอร้องให้เจ้าไปเป็นครูฝึก ดูเหมือนผลงานของเจ้ารอบนี้จะไม่ใช่แค่ชื่อเสียงที่เล่าลือกันไปมากมายในหมู่ทหาร แต่สาวน้อยสาวใหญ่คงหลงเสน่ห์เจ้าเข้าแล้วล่ะ”
    เมื่อนึกถึงเด็กสาวที่ชื่อวารี ใบหน้าของหญิงสาวอีกคนก็โผล่ขึ้นมาด้วย ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาเป็นการโต้ตอบกับคำล้อเลียนนั้น
    “ได้คุยกันตามลำพังแบบนี้ก็ดี ชามี... ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะลองถามเจ้ามาสักพักใหญ่แล้ว ตอบข้ามาตามตรง ข้ารับรองว่าจะไม่โกรธอะไรทั้งนั้น เจ้าเกลียดราชินีของเราใช่ไหม”
    ผู้ถูกถามชะงักไปเมื่อได้ฟัง นั่งตัวแข็งราวกับถูกล้วงลับความนัยที่พยายามซ่อนไว้ให้ลึกที่สุดจากคนตรงหน้า
    “กระหม่อมภักดีต่อฝ่าบาทต่อราชบัลลังก์พ่ะย่ะค่ะ หากแม้มีความตายมาอยู่ตรงหน้ากระหม่อมก็”
    “ข้ารู้ๆ...รู้ว่าเจ้าจงรักภักดี โดยหน้าที่แล้วในยามคับขันต่อให้ต้องสละชีวิตเพื่อช่วยราชินีเจ้าก็จะทำ แต่ก็ไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่าถึงจะเป็นอย่างนั้นเจ้าก็ยังเกลียดนาง อันที่จริงภาพลักษณ์ของข้าในใจเจ้าคงมัวหมองไปไม่น้อย ไม่แปลกหรอกเพราะเจ้าเป็นเพื่อนสนิทของคาอูล ข้าไม่โกรธที่เจ้ารู้สึกขุ่นเคืองกับข้าหรอก”
    เมื่อต่างฝ่ายต่างเงียบไป จนท้ายชามีก็ทำลายความสงบนี้ขึ้น
    “กระหม่อมไม่เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ ครั้งหนึ่งคนที่บอกว่าจะแต่งงานกันแต่ในไม่นานทำไมถึงได้เปลี่ยนไปง่ายดายนัก ทั้งๆ ที่มีโอกาสเริ่มต้นใหม่แล้ว แต่สุดท้ายพระนางก็เลือกกลับมาหาฝ่าบาท... กระหม่อมเห็นแล้วกลัวใจผู้หญิงจริงๆ”
    “ข้าเองก็ไม่เคยคิดจะถามนางเรื่องนั้น แต่ถ้าให้เดาคงเป็นเรื่องของการสติแตกกับการฉกฉวยโอกาส ฟีออนคงเสียใจอย่างหนักที่ถูกคาอูลทิ้งจนสติแตก ทำประชดประชันคาอูลตอนไขคดีของราญารี แล้วบังเอิญข้าก็เลวพอที่จะฉวยโอกาสตอนนั้นไว้ รู้ไหม...คิดย้อนหลังไปคนที่ข้านับถือน้ำใจที่สุดกลับเป็นจีโอเรีย ข้าเองก็คงสติแตกไปแล้วจนถามจีโอเรียออกไปแบบนั้นตอนที่ถูกฟีออนทิ้งไป นึกภาพไม่ออกเลยว่าวันนี้จะเป็นยังไงหากจีโอเรียตอบตกลงในตอนนั้น แล้วคำพูดของนางก็ช่วยให้ข้าได้สติกลับคืนมาวางแผนอะไรต่อมิอะไรต่อ คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าไหม ว่าน้องสาวข้าจะกลายมาเป็นแบบนี้ไปได้ ต่อไปหากมีใครมาบังคับให้นางแต่งงานโดยที่นางไม่เต็มใจ ก็คงจะต้องข้ามศพข้าไปก่อนเหมือนกัน”
    ถ้อยคำหลังทำเอาชามีเกือบหลุดอาการสะดุ้งออกมา
    “อยู่ๆ ทำไมถึงรับสั่งเรื่องนี้กับกระหม่อมขึ้นมาหรือพ่ะย่ะค่ะ”
    “นอกเรื่องไปไกลเลย ที่ต้องถามเรื่องก่อนหน้าเพราะมันเป็นที่มาของคำถามนี้ เจ้าเบื่อวังมากไหม นอกจากจะอึดอัดใจเรื่องนั้นแล้ว ในวังคงสงบสุขเกินไปสำหรับเจ้าแล้วจริงๆ”
    ความวิตกกังวลเริ่มก่อเกิด เมื่อชายหนุ่มพยายามตีความหมายของรับสั่งนั้น
    “ฝ่าบาท...จะทรงไล่กระหม่อมออกไปทำงานที่อื่นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
    “เปล่า...ข้าก็แค่จะเสนอทางเลือกอื่นให้หากเจ้าเบื่อวัง หรือหากไม่อยากไปทำงานกับท่านแม่ทัพหลวง ใจจริงข้าเองก็ไม่อยากปล่อยเจ้าไปที่ไหนหรอก เจ้าเป็นคนมีความสามารถ ข้าอยากให้เจ้าอยู่ช่วยดูแลเจ้าหญิงหรืออาจมีเจ้าชายตามมาอีกจนพวกเขาโตเลยด้วยซ้ำ แต่พอได้ยินวีรกรรมของเจ้าที่หัวเมืองทางใต้ กับที่ข้าสังเกตอาการของเจ้ามาตลอดในช่วงหนึ่งปีให้หลังมานี้ ข้ารู้สึกได้ว่าขีดจำกัดความเบื่อของเจ้าใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ที่ผ่านมาข้าพยายามหาอะไรชวนตื่นเต้นให้เจ้าทำบ้าง อย่างเรื่องของโอลลี แต่ช่วงปีที่ผ่านมานี้วังของเราก็สงบสุขเกินไปจริงๆ นั่นแหละ ข้าต้องเสียดายเจ้าแน่หากปล่อยเจ้าไปทำอย่างอื่น แต่คงเสียดายมากกว่าหากปล่อยให้เจ้าเฉาตายคาวังไปพร้อมกับพรสวรรค์มากมายแบบนี้ ลองพิจารณาดูไหม ยังไม่ต้องรีบตอบก็ได้ ระหว่างนี้ก็ไปช่วยงานท่านแม่ทัพหลวงไปก่อน ข้าอยากให้เจ้าเป็น.....”

    เช้าวันใหม่ภายในรอบรั้วคฤหาสน์เฟรนด์สเกล พ่อแม่และบุตรสาวเจ้าของสายสกุลเชื้อพระวงศ์ที่ใกล้ชิดที่สุดนั่งรับประทานอาหารเช้ากันไปอย่างเงียบเชียบผิดปกติ
    “เมื่อคืนอดนอนอ่านหนังสือจนดึกอีกแล้วรึ หน้าเจ้าดูอิดโรยมากเลยนะจีโอ้”
    “............เมื่อวานหลังพบฝ่าบาทแล้วข้าก็ไปเข้าเฝ้าราชินีต่อ มีอะไรที่ข้าจะต้องศึกษาอีกมากเกี่ยวกับการก่อตั้งโรงเรียนสตรีค่ะ”
    หญิงสาวโกหก ที่จริงเมื่อคืนนี้นางไม่ได้แตะหนังสือเลยสักเล่ม แต่จีโอเรียนอนไม่หลับ อะไรบางอย่างกวนใจนางไม่ยอมหยุดตั้งแต่รู้ข่าวว่า ตั้งแต่วันนี้ไปจะมีใครบางคนมาเป็นครูฝึกวิชาป้องกันตัวให้กับวารี
    “ชามีคงจะมาหลังมื้อเช้า ให้เจ้ากับวารีไปเรียนกับเขาก่อน หลังมื้อเที่ยงพ่อจะให้เขาไปทำงานด้วย”
    นั่นไง คนอะไรตายยากเป็นบ้า แค่นึกถึงขึ้นมาก็มีคนเอ่ยชื่อเขาออกมาแล้ว
    “เขามาสอนวารี ทำไมข้าต้องไปเรียนด้วยล่ะ”
    “เขาออกจะเก่งนี่นา เจ้าก็เห็นมาเองกับตาไม่ใช่หรือ จะมาสอนทั้งทีก็เอาให้คุ้มเวลาหน่อยสิ เจ้าเองก็เลิกฝึกไปนานแล้ว รื้อฟื้นบ้างก็ดีนะ ช่วงเช้าบางวันพ่ออาจจะขอยืมตัวเขาไปฝึกให้ทหารสักหน่อย คงช่วยกระตุ้นพวกนั้นได้ดี”
    จีโอเรียเถียงไม่ออก จึงต้องหาเหตุอ้างอย่างอื่นแทน
    “ก็เพราะเก่งอย่างนั้นเขาถึงต้องเป็นองครักษ์ของฝ่าบาทไงคะ ความปลอดภัยของฝ่าบาทสำคัญกับท่านพ่อที่สุดไม่ใช่เหรอ เราจะดึงเอาคนเก่งๆ แบบนั้นมาทำงานที่ใครก็ทำได้ทำไมกัน”
    “ในวังมีอะไรอันตรายล่ะตอนนี้ ฝ่าบาทเองก็แทบไม่เสด็จออกไปไหนเลย ถ้าเป็นพ่อพ่อคงเบื่อจนเฉาตายไปแล้ว”
    “แต่ว่า...”
    “คัดค้านทำไมกัน เจ้าเองก็ชอบเขาไม่ใช่หรือ”
    “ท่านพ่อ!/ท่านพี่!”
    ไม่บ่อยเลยที่แม่กับลูกสาวจะประท้วงหัวหน้าครอบครัวขึ้นพร้อมกัน
    “เดี๋ยวก่อน... ทำไมท่านพ่อถึงคิดแบบนั้นกันล่ะ”
    “ใครได้ยินเข้าจะไม่ดีนะคะ รักษาหน้าลูกสาวหน่อยสิ”
    “รักษาไปให้ใครชมล่ะ เจ้าบอกเองว่าจะไม่แต่งงานแล้วนี่ ไม่รู้ล่ะ เจ้าเข้าวังไปเป็นถึงพระสนมแต่ฝ่าบาทก็ไม่ได้แตะต้องเจ้าแม้แต่นิด แล้วเขามีสิทธิอะไรมากอดลูกสาวข้า เขาต้องรับผิดชอบนะ ข้าจะต้องทำให้เขามาเป็นลูกเขยให้ได้”
    “ดะ...เดี๋ยวก่อนท่านพ่อ! เขาไม่ได้กอดข้านะ ข้าต่างหาก... เอ่อ แบบว่ามันดีใจจนลืมตัว ข้ารอดตาย แล้วบังเอิญคนที่มาช่วยข้าก็เป็นคนที่ข้ารู้จักถึงได้เผลอทำแบบนั้น เป็นคนอื่นข้าก็คงไม่ทำแบบนั้นหรอก”
    “จะใครกอดใคร มันก็คือกอดกันนั่นแหละ ไม่รู้ล่ะ ถ้าเจ้าไม่ชอบเขาก็ไปหาลูกเขยคนอื่นมาให้พ่อก็แล้วกัน หลังแต่งงานถ้าใครบังคับให้เจ้าอยู่แต่บ้าน ไม่ให้เจ้าออกมาทำอะไรที่เจ้าอยากทำ พ่อจะไปจัดการให้เอง”
    กล่าวจบ...แม่ทัพหลวงแห่งอาณาจักรก็ลุกขึ้นไปจากโต๊ะอาหารเช้า ผู้เป็นบุตรสาวอยากจะกรีดร้องออกมาอย่างอัดอั้นกับความแสบสันของบิดาในหนนี้ จีโอเรียรู้ดีว่าท่านพ่อเป็นห่วงอยากให้นางแต่งงานเสียที แต่ไม่นึกเลยว่าจะบีบกันดื้อๆ แบบนี้โดยเอาท่านชามีมาเป็นข้อต่อรอง
    “แล้วเจ้าชอบเขาเหมือนที่ท่านพ่อเจ้าบอกจริงรึเปล่าจีโอ้”
    “โธ่ท่านแม่! ท่านก็เป็นไปอีกคนหรือ”
    “ตอบมา...”
    ให้ตายเถอะ ทำไมหมู่นี้มีแต่คนชอบคำถามนี้กับนางเหลือเกิน หน้าของนางมันเขียนไว้ว่าชอบเขาติดอยู่หรือไง
    “เลิกพยายามจับคู่เขากับข้าเถอะค่ะ เขาต่างหากที่ไม่ชอบข้า เขาดีกับทุกคนยกเว้นข้า เขาเป็นเพื่อนสนิทคาอูล คงจะโกรธแทนเพื่อนที่ข้าหักหน้าคาอูลหนีเข้าวังไปเมื่อตอนนั้น”
    ท่านหญิงชายาเอนพิงเก้าอี้ตัวสวย มองหน้าลูกสาวแน่นิ่งราวกับจับผิดบางอย่างได้
    “เจ้ายังไม่ได้ตอบคำถามแม่เลยนะจีโอ้ เฉไฉทำไม...”
    จีโอเรียลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างหมดความอดทน
    “โอ้ย! เป็นอะไรกันไปหมด ข้าโกรธพวกท่านแล้ว!”
    ท่านหญิงแห่งเฟรนด์สเกลเดินอารมณ์เสียปึงปังออกไป ที่โต๊ะอาหารจึงเหลือเพียงนายหญิงของบ้านที่นั่งอมยิ้มกลั้นขำอาการหงุดหงิดของลูกสาว
    ทว่า...ยังไม่ทันที่อณูแห่งความหงุดหงิดของจีโอเรียจะได้จางหายไป เมื่อเดินผ่านห้องรับแขกเพื่อที่จะออกไปหน้าบ้าน หญิงสาวก็ได้พบกับว่าที่อาจารย์คนใหม่ที่มานั่งรอเสียแล้ว
    ชามีกำลังนั่งไขว่ห้างเอนหลังพิงพนักและกอดอก เขาหลับตาไว้กระดิกปลายเท้าน้อยๆ ราวกับนับจังหวะอะไรบางอย่างหรือคงรอให้ใครสักคนมาเรียก จีโอเรียหยุดเดินอยู่ตรงนั้นแล้วนิ่งมองชายหนุ่มอย่างเงียบงัน
    “จะแอบมองข้าไปถึงเมื่อไหร่กัน”
    หญิงสาวสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นจากคนที่น่าจะกำลังหลับตา
    “...ท่านเองก็แอบมองข้าเหมือนกันนั่นแหละ ไม่งั้นจะรู้ได้ยังไงว่าข้ายืนมองท่านอยู่”
    ชามีลืมตา ยักไหล่ขึ้นอย่างยียวน ก่อนจะเปลี่ยนมานั่งตัวตรง
    “ท่านแม่ทัพหลวงบอกแล้วว่าให้ข้าสอนท่านด้วย นอกเวลาเรียนท่านหญิงจะเรียกข้าว่าอะไรก็ได้ แต่ตอนเรียนโปรดเรียกข้าว่าอาจารย์ด้วย แล้วลูกศิษย์อีกคนอยู่ไหนล่ะ”
    “วารีคงไปรอที่สนามฝึกแล้ว”
    “ก็ดี... งั้นก็ไปกันเลย”
    ชามีลุกขึ้นจากชุดเก้าอี้รับแขก ก่อนจะเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังจีโอเรีย หญิงสาวรีบขยับถอยห่างออกมา ก่อนจะเดินนำพาอาจารย์คนใหม่ไปยังลานฝึกเล็กข้างคฤหาสน์ เมื่อรวมตัวกับวารีซึ่งยืนรออยู่ที่นั่นแล้ว ลูกศิษย์สองคนก็ยืนเรียงแถวทำความเคารพอาจารย์ด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
    “ข้าเพิ่งรู้ว่าต้องมาเรียนกับท่านเลยไม่ได้สวมชุดกางเกงมา ข้าต้องไปเปลี่ยนชุดก่อนไหมท่านอาจารย์”
    ชามีกับวารีหันมามองชุดกระโปรงสีฟ้าของจีโอเรีย ดูแล้วมันก็ไม่ใช่ชุดที่จะเรียนการต่อสู้ได้จริงๆ
    “ไม่ต้องหรอก ใส่แบบนี้ก็สวยดีแล้ว ใส่มาทุกวันก็ได้ ท่านเหมาะกับสีฟ้าดีนะ”
    จีโอเรียหายใจสะดุดเมื่อถูกชม ร้อนหน้าขึ้นอย่างประหลาดผิดวิสัยตัวเอง แต่นึกๆ ไปแล้วเขาก็คงชมผู้หญิงมานับไม่ถ้วน นางเหมาะกับสีฟ้างั้นหรือ ก็คงเหมือนพวกนางกำนัลในวังที่ใส่ชุดสีฟ้าที่ได้ยินมาว่าเขาไปพัวพันด้วยบ่อยๆ นั่นแหละ!
    “วันหลังเจ้าก็ไม่ต้องใส่ชุดกางเกงหรอก ใส่ชุดกระโปรงตามปกตินั่นแหละ”
    “อ้าว ทำไมล่ะคะ มันไม่รุ่มร่ามเกินไปหรอกเหรอ”
    “ในชีวิตจริงพวกเจ้าก็ไม่ได้ใส่ชุดกางเกงแบบนี้ไปไหนมาไหนสักหน่อย ต่อให้ชินกับการฝึกในชุดกางเกงแค่ไหน แต่ชีวิตประจำวันทั่วไปเจ้าก็ไม่ได้แต่งตัวแบบนี้ หากถึงเวลาได้ใช้จริงๆ เกิดสะดุดกระโปรงตัวเองล้มขึ้นมาก่อนก็จบเห่ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำอะไรแล้ว ทำตัวให้เหมือนอยู่ในสภาพปกติที่สุดดีกว่า ข้าก็แค่มาสอนพื้นฐานป้องกันตัวเล็กๆ น้อยๆ แบบที่ผู้หญิงน่าจะทำได้ ไม่ได้หนักหนาอะไรขนาดนั้นหรอก”
    วารีอ้าปากค้างพยักหน้าขึ้นลงอย่างเห็นด้วย
    “วันนี้เป็นวันแรก ก่อนอื่นข้าต้องรู้ทักษะพื้นฐานของพวกเจ้าก่อน ให้หยิบอาวุธที่คิดว่าตัวเองจะใช้ได้ถนัดที่สุดขึ้นมาคนละอย่าง”
    เพราะชามีบอกกับพ่อบ้านไว้ตอนที่มาถึง ด้านหลังของผู้เป็นอาจารย์จึงมีโต๊ะวางอาวุธต่างๆ เตรียมไว้แล้ว จีโอเรียเดินไปหยิบธนูขึ้นมาอย่างแทบไม่ต้องคิด วารีนิ่งมองซ้ายขวาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบมีดสั้นที่สวมปลอกไว้ออกมา
    “เอาล่ะ ถ้าเลือกได้แล้วก่อนอื่นมาดูธนูของท่านหญิงก่อน พ่อบ้านคงรู้ว่าท่านจะเลือกธนูสินะ ถึงได้ตั้งเป้ายิงไว้ให้พร้อมด้วยเลยแบบนี้ ไหนลองยิงให้ดูซิ”
    จีโอเรียกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ฮึ! คอยดูเถอะ นางจะแสดงฝีมือให้เขาดูจนพูดไม่ออกไปเลย ตั้งแต่เล็กมานางไม่เคยทำอะไรได้ดีสักอย่าง ที่พอจะอวดอ้างได้อย่างภูมิใจที่สุดก็คงจะเป็นการยิงธนูนี่แหละ หญิงสาวหยิบลูกศรมาตั้งเตรียมท่า พยายามทำใจเย็น เล็งจนแน่วแน่ และมั่นใจที่สุดจนกระทั่งปล่อยมือ...
    ฟุบ ลูกศรพุ่งออกจากคันธนูวิ่งไปเข้าเป้าตรงกึ่งกลางอย่างสวยงาม
    จีโอเรียยิ้มพอใจกับผลงาน วารีกระโดดปรบมือร้องโอ้โหอย่างตื่นเต้น ผิดกับผู้เป็นอาจารย์ที่ยืนกอดอกหน้านิ่ง
    “อีกรอบซิ”
    เมื่อชามีสั่ง จีโอเรียก็อมยิ้มเชิดหน้าหันไปหยิบลูกดอกมาอีกลูกอย่างภูมิอกภูมิใจ หญิงสาวทำแบบเดิม ใจเย็น ตั้งสติ เล็งให้ดีเข้าไว้อย่างที่เคยฝึกฝนมา
    ฟุบ ลูกศรพุ่งออกไปเสียบกลางเป้าเคียงข้างกับลูกศรดอกแรกอีกครั้ง
    “โอ้โห... ท่านหญิงเก่งจังเลยค่ะ”
    วารีเอ่ยขึ้นอย่างชื่นชม แต่แล้วเมื่อจีโอเรียหันไปหาอาจารย์เพื่อรับคำชมบ้าง เขากลับยังตีหน้าบึ้งเช่นเดิม
    “ท่านสอบตก... จะเล็งนานไปไหน ในสถานการณ์ฉุกเฉินจริงท่านมีเวลาให้เล็งนานขนาดนี้มั้ย ในภาวะความกดดันเป็นตายเท่ากันท่านจะเล็งได้เข้าเป้าแบบนี้รึเปล่า ดูนี่...”
    พูดจบชามีก็เดินไปหยิบลูกศรอันใหม่ อ้อมเข้าโอบด้านหลังหญิงสาวที่ถือธนูไว้ มือซ้ายจับคันธนูทั้งที่มือของจีโอเรียยังคาอยู่ มือขวาง้างสายเอ็นกับปลายลูกดอก ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนจีโอเรียยังไม่ทันแม้แต่จะได้ร้องทักท้วง ลูกศรดอกที่สามก็พุ่งผ่าอากาศเข้าเป้าไป แม้อาจไม่ใช่เป้าตรงกึ่งกลางที่สุดแต่ก็ห่างไปเพียงไม่มาก และเพียงพอแล้วสำหรับการนำไปใช้งานได้
    “ในตอนนี้ธนูของท่านหญิงคือการแสดง ใช้ได้แค่ในงานฉลองหรือการประลองเท่านั้น จากนี้ไปให้ฝึกความไวในการเล็งมากขึ้น คราวนี้มาดูของวารีบ้าง”
    จีโอเรียได้แต่แยกเขี้ยวใส่อาจารย์อย่างหมั่นไส้เมื่อเขาหันไปสนใจนักเรียนอีกคน นางอุตส่าห์พยายามแทบตายไม่ชมสักคำแถมยังต่อว่าอีกต่างหาก ใครจะไปเก่งเหมือนเขากันล่ะ ก็ใช่สิ ก็เพราะเก่งอย่างนี้ไงถึงเข้ากองทหารมหาดเล็กฯ นั่นได้! ที่น่าเจ็บใจกว่าก็คือ แม้จะบ่นในใจมากมายแต่หญิงสาวก็เถียงชามีไม่ออกสักคำ!
    “เป็นมีดสั้นแบบนี้ดีแล้ว ฉลาดมากวารี เพราะมันพกเก็บซ่อนง่าย ไม่สะดุดตา เหมาะกับผู้หญิงมากกว่า ใช้งานง่ายกว่า รวดเร็วกว่า”
    “ฮึ!” เจ้าของร่างในชุดกระโปรงสีฟ้าถอนใจฟึดฟัดออกมาอย่างสุดทน หญิงสาวขว้างธนูลงพื้น ทิ้งท้ายไว้เล็กน้อยก่อนจะหันหลังวิ่งออกไป
    “ข้างานยุ่งไม่มีเวลามาฝึกหรอก! เรียนกันไปเลยไม่ต้องรอข้าแล้ว!”
    ชามีได้แต่ถอนใจเมื่อมองตามแผ่นหลังนั้นไป วารีมองสลับนายหญิงกับอาจารย์เล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามจีโอเรียไปแทน




    คล้ายกับเรื่องบุปผาราชัน ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788