บทที่14
าเหยากวง
ฉันถือพจนานุกรมติดมือออกมาได้ก่อนที่ซูเหลียงจะลงกลอนห้องทำงานและห้อยกุญแจไว้กับห่วงที่เอว
เราย้ายกันมาที่ห้องสมุด ถิงถิงเล่นตุ๊กตาผ้าในขณะที่ฉันไล่เรียงดูหนังสือทุกเล่มที่เขียนเป็ภาษาสากล
ปรากฏการณ์ทางเวทมนตร์: อุบัติเหตุทางธรรมชาติที่เกิดจากเวทมนตร์ ฉันหยิบเล่มนั้นขึ้นมาดูก่อนแต่หนังสือมีความเป็วิชาการสูงจนอ่านแทบไม่รู้เื่ และมีเนื้อหาเกี่ยวกับการที่เวทมนตร์เป็พิษหรืออะไรทำนองนั้นมากกว่า
เล่มถัดมาเป็หนังสือรวมเื่ลี้ลับที่อธิบายไม่ได้มีเื่ทำนองว่าคนหนึ่งหายไปสิบปีก่อนจะโผล่มาอีกครั้งในสภาพที่ไม่เปลี่ยนไปเลยแต่ไม่รู้ว่าเชื่อได้หรือเปล่าตามฉบับหนังสือรวมเื่ลี้ลับ
ฉันมองหาหนังสือเกี่ยวกับอีกโลกหรือโลกคู่ขนาน หรือการเดินทางข้ามมิติ ซึ่งไม่ว่าจะดูในอักษรดั้งเดิมหรืออักษรสากลก็ไม่มีหนังสือทำนองนั้นอยู่เลยและฉันจนปัญญาจะค้นในหนังสือภาษาอื่นๆเวลาแบบนี้อยากได้กูเกิ้ลแปลภาษาเหลือเกิน...
พอจะหันไปถามถิงถิงว่าเธออยากได้ขนมไหมก็พบว่าเด็กหญิงนอนหนุนตุ๊กตาหลับไปบนเบาะนั่งฉันเลยเดินออกไปเงียบๆ หยิบขนมและรินชาในครัวมาสองถ้วย ใส่ถาดถือเข้ามานั่งดื่ม
เดิมทีหนิงหลงคงไม่มีหนังสือประเภทการเดินทางข้ามมิติอยู่ในอยู่แล้วเขาทำงานราชการ ไม่จำเป็ต้องใช้เื่พวกนี้หนังสือไม่กี่เล่มที่เขามีอยู่คงเป็อานิสงส์จากการที่ถิงถิงเด็กหญิงจากต่างโลกอีกคนมาปรากฏตัวขึ้นที่บ้านเขาอย่างปริศนาเมื่อสองปีก่อน
ถ้าการค้นเื่เดินทางข้ามมิติมาถึงทางตันฉันยังมีเบาะแสอื่นอยู่... าเหยากวงที่ลือกันว่ามีการใช้เวทข้ามมิติ
ฉันไล่ดูหนังสือประวัติศาสตร์ก็พบว่ามีเล่มหนึ่งเขียนเกี่ยวกับาเหยากวงโดยเฉพาะแต่มันดันถูกเขียนด้วยอักษรดั้งเดิม
เอาไงเอากัน ต่อให้ต้องเปิดพจนานุกรมดูทั้งเล่มฉันก็จะอ่านมันให้ได้
แต่ก่อนหน้านั้นฉันเปิดดูเกี่ยวกับาในหนังสือเล่มอื่นที่เป็อักษรสากลก่อนเพื่อให้คุ้นเคยกับเนื้อหาเวลาไปอ่านเล่มนั้นจะได้ไม่ต้องใช้เวลาตีความมาก
ฉันหยิบสมุดขึ้นมาและจดสรุปเื่ราวของาเหยากวงไว้
โดยรวมคือ เหยากวงเป็แคว้นติดทะเลที่มีพรมแดนติดกับไคหยางกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ที่นั่นมีทั้งคนท้องถิ่นซึ่งเป็ชาวเลกับคนซิงกวนรวมทั้งคนจากแคว้นรอบๆ อย่างโทโคโยะและกึมซงด้วย
เหยากวงเป็แคว้นสุดท้ายที่เข้าเป็แผ่นดินเดียวกับซิงกวนซึ่งมีศูนย์กลางการปกครองที่เทียนซูแต่เหยากวงยังมีราชวงศ์ของตัวเองและปกครองตนเอง พูดง่ายๆคือแทนที่จะเรียกว่าเป็หนึ่งในเจ็ดเขต เรียกว่าเป็เมืองขึ้นน่าจะเหมาะกว่า
เมื่อเวลาผ่านไปก็มีกลุ่มปลดแอกเคลื่อนไหวในเหยากวงโทโคโยะที่หาโอกาสขยายดินแดนมานานจึงเข้าช่วยเหลือและเริ่มต่อสู้กับซิงกวน
ทว่าในเหยากวงเองยังมีคนที่คิดว่าการเข้าเป็หนึ่งเดียวกับซิงกวนคือหนทางที่ดีที่สุดจึงต่อสู้เพื่อขับไล่อิทธิพลต่างชาติอย่างโทโคโยะออกไป มีเหตุการณ์มากมายตามมาในที่สุดมันกลายเป็าสองด้านที่เหยากวงต่อสู้เพื่อไม่ให้เป็เมืองขึ้นของทั้งซิงกวนและโทโคโยะ
ทว่าเหยากวงไม่ใช่แคว้นใหญ่ หากพูดถึงกำลังพลแล้วยังเป็รองสองแคว้นรอบข้างอยู่หลายขุมใน่วิกฤติที่สุดของาเหยากวงกลายเป็ว่าซิงกวนและโทโคโยะสู้กันโดยมีสมรภูมิเป็เหยากวง
และแล้ว...ก็มาถึงการล่มสลายของเหยากวง
หนังสือระบุว่าหลายตำรากล่าวตรงกันว่าคนที่เริ่มใช้คาถาต้องห้ามก่อนคือโทโคโยะ
คาถาที่ว่าคือ...คาถาะเิมนุษย์
มันเป็คาถาที่ทำให้เวทมนตร์ในร่างกายคนเสียการควบคุมจนสุดท้ายะเิออกอย่างรุนแรง เหมือนกับนักบินคามิคาเสะที่ขับเครื่องบินพุ่งชนเรือรบฝ่ายตรงข้ามโดยเสียสละชีวิตนักบิน
เมื่อโทโคโยะเริ่มใช้ ซิงกวนจึงตอบโต้ทั้งสองฝ่ายเปลี่ยนมนุษย์เป็ะเิเดินได้และสู้กัน จนสุดท้าย เหยากวงจมลงทะเลไป
ราชวงศ์ของเหยากวงยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันสุดท้ายของาแต่ทั้งหมดหายไปอย่างไร้ร่องรอย มีการคาดเดาต่างๆ นานาว่าพวกเขาหลบหนีออกไปนานแล้วโดยทิ้งตัวตายแทนให้อยู่จนกระทั่งผืนดินสุดท้ายของเหยากวงจมบ้างก็ว่าพวกเขาจมลงทะเลไปด้วย บ้างก็ว่าพวกเขาหนีไปโลกอื่น
น่าแปลกใจที่ทฤษฎีสุดท้ายได้รับความนิยมเพราะมีการค้นพบเศษหินสลักวงเวทสำหรับใช้ข้ามมิติในซากปรักหักพังใต้น้ำ
แสดงว่าพวกเขาน่าจะหนีไปที่อื่น... และคาถาเคลื่อนย้ายมิติมีจริงแถมยังเคยถูกใช้มาแล้วเมื่อสองร้อยปีก่อน มีการระบุไว้ว่าแผ่นหินซึ่งเศษนั้นหลุดออกมาน่าจะมีขนาดเท่าห้องใหญ่ๆห้องหนึ่งและต้องใช้เวทมนตร์จากผู้ทำพิธีอย่างน้อยสองคน
ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะโดนคาถาแบบนี้เรียกมามันต้องเป็อย่างอื่น... แต่หนังสือในห้องนี้ไม่มีอะไรให้ค้นแล้วฉันอาจจะต้องไปดูในห้องของหนิงหลงอีกครั้งปัญหาคือซูเหลียงไม่ยอมให้ใครเข้าไปโดยยกเหตุผลว่า เขาไม่อยากโดนดุเมื่อหนิงหลงกลับมาและของมีการเปลี่ยนที่
ฉันพบว่าถิงถิงยังนอนอยู่ทว่าใบหน้าเธอแดงซ่าน
“...?!”
ฉันคุกเข่าลงข้างเด็กหญิงเธอตัวร้อนและมีเหงื่อไหลโทรม ลมหายใจเข้าออกทรมานทั้งที่ตัวร้อนขนาดนั้นแต่เด็กหญิงนอนขดตัวเหมือนกำลังหนาว
“เจเจ้...ถิงถิงหนาว...”
ฉันทำอะไรไม่ถูก ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะช้อนร่างเธอกลับห้องและห่มผ้าให้ก่อนจะวิ่งไปตามซูเหลียง
เด็กหนุ่มกำลังเตรียมอาหารอยู่ในครัวพอฉันชี้ให้เขารีบมาด้วย เด็กหนุ่มรีบวิ่งตามมาทันที
เขามาถึงห้องของถิงถิงและจับหน้าผากเธอ
“...เป็ไข้อย่าบอกนะว่าไปติดอะไรมาจากบ้านไก่หรือตัวเพียงพอนเมื่อวาน?” ซูเหลียงเหงื่อตก“บ้าจริง ทำไมข้าน้อยทำอะไรไม่ระวัง...?! ถิงถิงป่วยง่ายเพราะร่างกายของเด็กต่างโลกไม่สามารถต้านทานโรคของต่างถิ่นได้นายท่านบอกแบบนี้...”
ฉันไม่คิดว่าคนเราจะติดหวัดจากตัวเพียงพอนถ้าใครจะเป็อะไรคงเป็ซูเหลียงมากกว่า คงเป็เพราะถิงถิงไปอยู่ในเล้าไก่เสียนาน
“หากพรุ่งนี้เช้ายังไม่หายข้าน้อยจะพาถิงถิงไปหาหมอ ท่านต้องมาด้วย” เด็กหนุ่มพูด“ท่านอยากไปในเมืองไม่ใช่รึ? นี่เป็โอกาสของท่านแล้วเพียงแต่สถานที่เดียวที่ท่านจะได้ไปคือโรงหมอ”
ฉันพยักหน้ามองถิงถิงที่นอนขดใต้ผ้าห่ม
“ข้าน้อยจะไปเอาน้ำมา คืนนี้จะนอนเฝ้านางเองระหว่างนี้รบกวนท่านอยู่เป็เพื่อนนางไปก่อน” พูดจบก็เดินออกไป
ฉันมองเด็กหญิงที่นอนจับไข้บนเตียง
ถ้าฉันไม่ได้มัวแต่ยุ่งกับการพยายามหาสาเหตุที่ตัวเองมาอยู่ที่นี่ฉันคงสังเกตแล้วว่าเธอไม่สบาย
ฉันนี่มันไม่ได้เื่เลยได้แต่ต่อว่าตัวเองที่ให้ความสำคัญกับเื่ไม่จำเป็ ฉันไม่ได้อยากกลับโลกเดิมสักหน่อยทำไมต้องพยายามหาสาเหตุที่ตัวเองโดนส่งมาโลกนี้ด้วย?ไม่ได้คิดอยากหาทางกลับด้วยซ้ำ...
ฉันหยิบผ้าขึ้นซับเหงื่อบนใบหน้าของเด็กหญิง ได้แต่หวังว่าเธอจะไม่เป็อะไรมาก
ฉันกระสับกระส่ายทั้งคืนเพราะเป็ห่วงถิงถิงซึ่งซูเหลียงนอนเฝ้าอยู่แต่สุดท้ายก็หลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น ไข้ของถิงถิงลดลงบ้างแต่เด็กหญิงยังทานอะไรไม่ลงนอกจากน้ำ ซูเหลียงจึงต้มยาสมุนไพรให้เธอดื่มเรื่อยๆ
“เราจะไปหาหมอ ท่านเตรียมตัวเถอะ”
ฉันเขียนถามเขาว่าใครจะดูแลบ้าน
“บ้านอยู่ของมันได้แต่คนสำคัญกว่าขอรับ ข้าน้อยจะไม่ปล่อยให้ท่านอยู่ที่นี่คนเดียว”เด็กหนุ่มยืนกรานเสียงแข็ง “ยิ่งข้าน้อยกับนายท่านไม่อยู่ทั้งสองคนอาคมเขตแดนจะยิ่งอ่อนแรง เมื่อนั้นอาจมีอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเพียงพอนหลุดเข้ามา”
ฉันพยักหน้าและไปเปลี่ยนชุดพอเปิดประตูห้อง ได้ยินเสียงซูเหลียงพูด และคนที่ตอบคือ... หนิงหลงเขากลับมาจากเมืองหลวงและกำลังเดินมายังห้องของถิงถิง
เด็กหญิงสะลึมสะลือ อยู่ในเสื้อผ้าฤดูหนาวอบอุ่นข้างเตียงมีถ้วยน้ำต้มสมุนไพรวางอยู่ หนุ่มทั้งสองอยู่ในห้องและกำลังดูอาการ
หนิงหลงหันหลังมาเมื่อเห็นฉันเดินมาถึงประตูห้องที่เปิดค้างไว้
“เ้ายังสบายดีใช่ไหม?ไม่ได้เกิดอะไรระหว่างข้าไม่อยู่?” เขาถามทันที ฉันจึงส่ายหน้า
ชายหนุ่มใช้เวลาดูอาการของถิงถิงครู่หนึ่ง
“ระหว่างนี้ให้ทานยาเม็ดแก้ไข้ไปก่อนยังไม่จำเป็ต้องเข้าเมืองไปหาหมอ ข้ากลัวว่าการเดินทางอาจยิ่งทำให้อาการแย่ลง”เขาพูด “ซูเหลียง เ้าช่วยถิงถิงใส่ชุดนอน ให้พักผ่อนไปก่อน รอดูอาการอีกสักวัน”
เด็กหนุ่มรับคำและเริ่มแกะเสื้อผ้าฤดูหนาวออกจากร่างเด็กหญิง
หนิงหลงมองฉันครู่หนึ่งก่อนที่ฉันจะแปลความหมายของสายตานั้นออก เขาก็เดินจากไปแล้ว