บทที่ 3
ความวิตกกังวล
ณ พระบรมมาหาราชวังขององค์จักรพรรดิมนุษย์ในตำหนักหยางซินเตี๋ยน หน้าประตูบานใหญ่ที่สลักไปด้วยอักขระโบราณและแฝงไปด้วยพลังมหาอำนาจได้สถิตย์อยู่ในประตูบานนี้ มีคนผู้หนึ่งได้นั่งคุกเข่าด้วยอาการอันสงบอยู่ณสถานที่นี้ มานานเป็เวลาหนึ่งปีเต็ม ๆ ซึ่งคนผู้นี้ก็หาใช้ใครอื่นเลยนั่นก็คือท่านราชครูผู้เฒ่าเสินกังผู้นั้นเอง
และถัดจากท่านราชครุผู้เฒ่าไปก็เป็เหล่าข้าราชบริพาร ขององค์จักรพรรดิ์มนุษย์นั่นเอง ทุกผู้นามล้วนนั่งเงียบสงบเพื่อรอค่อยเวลาที่ประตูบานใหญ่ได้คลายออกจากกัน
ในขณะที่บรรยากาศโดยรอบท้องพระโรงนั้นเงียบเชียบอย่างที่สุดมิได้นั้น แม้ขนาดที่ว่าเข็มสักเล่มได้ตกลงพื้นก็คงได้ยินกันทั่วทุกคนไป
เมื่อท่านราชครูผู้เฒ่า ได้มีปฏิกิริยาค้อมกายลงดุจจะคำนับ ทุกผู้คนก็ต่างค้อมคำนับตาม นั่นเป็อาการที่แสดงออกให้ทุกคนทราบโดยทั่วกันว่า ่เวลาที่ทุกคนรอคอยนั้นได้บรรลุถึงแล้ว
เอี๊ยดดด ครืนนน เสียงประตูบานใหญ่ได้เปิดผนึกออก ในขณะเดียวกัน ทุกผู้นามในที่นั้นล้วนประสบกับเหตุการที่น่าสะพรึงกลัวเป็ที่สุด
เนื่องด้วยพลังปราณยุทธ์มหาศาลได้หลั่งไหลล้นถลักออกมาอย่างพรั่งพรู อย่างมิขาดสาย นั่นคือ พลังปราณยุทธ์ ระดับจักรพรรดิ์มนุษย์ที่ได้บำเพ็ญมาอย่างยาวนาน
ตึงงง ๆ ๆ เสียงสั่นะเืพระราชวังหลวงที่เป็ไปตามฝีเท้าขององค์จักรพรรดิ์มนุษย์ ในขณะนั้นเองทุกผู้นามในที่นั้น ต่างเปร่งเสียงพร้อม ๆ กันว่า
“ทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นหมื่นปี” หลังจากกล่าวจบ ทุกคนต่างก็หมอบคำนับ นั่นเป็การแสดงออกอย่างยิ่งใหญ่สำหรับองค์จักรพรรดิ์มนุษย์แล้ว และ่เวลาที่ทุกคนเฝ้ารอคอยมานานนับปีก็มาถึง
พระฉลองพระองค์ที่สีทองเปร่งปรั่งอร่าม ได้ทอแสงออกมาจากบานประตูใหญ่นั้น เหนือศรีษะทรงเก้ามวยผมสวมกวานเสียบปิ่นัทองคาบแก้ว องค์จักรพรรดิ์มีรูปร่างกำยำกว่าคนปกติ เพราะฝึกปรือมรรคาฟ้าสายสังขารบรรลุอริยะ มีหน้าตาเหี้ยมเกรียมสมกับชายชาตรีผู้ชาญศึกาาอย่างโชกชน
หลังจากที่ทุกคนมองเห็นพระพักต์ขององค์จักรพรรดิ์ ก็กลับโดนแรงปราณกระแสจิตคลั่งสังหารที่รุนแรงแทบจะ ทำให้ชีวิตของเหล่าข้าราชบริพารทั้งหลาย ล้วนดับดินไป แม้แต่ท่านราชครูผู้เฒ่า ก็ยังพยายามสงบสติอารมณ์ลงภายในสีหน้าให้เป็ปกติอยู่
“มีเื่อันใด ที่จำเป็ให้ท่านราชครูต้องมาเร่งเร้าให้ข้าออกจากนิโรธสมาบัติด้วย หากเื่นั้นไม่สำคัญพอ พัน หมื่นชีวิตในที่นี้ต้องชดใช้แทนเ้า” องค์จักรพรรดิ์มนุษย์พูดเป็การประชดประชันอย่างขุ่นเคือง และแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจนว่าไม่สบอารมณ์ แล้วในตอนนี้ท่านก็มีอาการเปรียบประดุจมารร้ายที่พร้อมจะขย้ำทุกผู้นาม ที่มาขัดขวางการบำเพ็ญนิโรธสมาบัติของท่าน ทำให้ข้าราชบริพาร ณ ที่นั้นต่างอกสั่นขวัญผวาไปตาม ๆ กัน
“พระองค์โปรดระงับโทสะ พะย่ะค่ะ” ท่านราชครูผู้เฒ่า เอ่ยกล่าวด้วยสีหน้าเยียบเย็น พร้อมกลับเอ่ยวาจาที่อ่อนนุ่มเป็การกล่อมอารมณ์ขององค์จักรพรรดิ์มนุษย์ด้วย
“เื่ที่ข้าเร่งเร้าให้พระองค์ ออกจากการเข้านิโรธสมาบัตินั้น ย่อมมีเหตุ พะย่ะค่ะ”
“เหตุผลอะไร!” องค์จักรพรรดิ์กล่าวห้วน ๆ แล้วก็ออกเดินนำหน้า ไปสู่ท้องพระโรงหลวงที่ทำการขององค์จักรพรรดิ์ แล้วพระองค์ก็ทรงเดินขึ้นสู่บัลลังัทองของพระองค์เอง จากนั้นจึงได้กล่าวว่า
“ไหน เื่อันใดที่เ้าว่ามีเหตุผล เ้าและข้าล้วนเป็สหายมานับสองพันกว่าขวบปี อย่างให้มาสูญสิ้นวันนี้” องค์จักพรรดิ์มนุษย์ทรงกล่าวด้วยอารมณ์ที่อ่อนลงมาก แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งสีหน้าที่เคร่งขรึม
“เออออ” ท่านราชครูผู้เฒ่าเสิน มีสีหน้าที่วิตกกังวล และได้แสดงอาการไม่ค่อยเหมาะที่จะพูดคูยท่ามกลางผู้คนเช่นนี้ องค์จักรพรรดิ์สังเกตได้ จึงสั่งเป็เด็ดขาดว่าทุกผู้นามออกไปจากท้องพระโรง
ทุกผู้นามที่มาเฝ้ารอ ั้แ่องค์ไทเฮา ฮองเฮา องค์รัชทยาท ท่านอ๋องทั้งหลาย และยังมีพระโอรส พระธิดา และพระหลานหลวงในพระองค์อีกจำนานมาก ต่างพากันทำสีหน้าเศร้าสลด ที่พระองค์ไม่ทรงกล่าวอันใดกับพวกเขาเลย
“เอาละ ทีนี้เ้าก็พูดมาให้เต็มที่ อย่าได้เยิ้นเย้อ” องค์จักรพรรดิ์ได้มีพระบัญชาอย่างเฉียบขาดลงมาอีกคราหนึ่ง
“พะย่ะค่ะ คือเมื่อหนึ่งปีก่อนที่จวนของกระหม่อมได้มีเด็กสาาวผู้หนึ่ง ได้หมดสติ หากแต่หลานชายกระหม่อมได้พากลับมาที่จวนด้วย” ท่านราชครุกล่าวได้ถึงตรงนี้
ตูมมม!` องค์จักรพรรดิ์ได้ใช้กำปั้นทุบลงที่พนักวางแขนรูปหัวัอย่างแรง หากแต่บัลลังนี้ทำจากไม้วิเศษจึงยังคงมีสภาพเช่นเดิมได้ หากไม่อย่างนั้นคงแหลกลานไปแล้วเป็แน่แท้ ทุกผู้ในพระราชวัง ต่างพากันสะดุ้งใเป็ที่สุด แรงะเืนี้ ทำเอาผู้คนที่รออยู่หน้าท้องพระโรงหลวงต่างตื่นตระหนกสุดขีด จึงพากันรีบกลับสู้พระตำหนักของตนอย่างเร่งรีบ
“หึ นี่เ้าปลุกข้า เพื่อมาเล่าเื่จวนเ้ารึ!” องค์จักรพรรดิ์ ทรงกล่าวด้วยวาจาที่รุ่นแรง และเต็มไปด้วยแรงโทสะที่สุด ทำเอาทหารองครักษ์ต่างพากันขวัญหนีดีฝ่อหมด
เมื่อท่านราชครูผู้เฒ่าเสิน เห็นว่าสถานการณ์ย่ำแย่ลงไปทุกชั่วขณะ ก็เลยดึงเอาของสิ่งหนึ่งแล้วรีบยกเหนือหัว เข้าทูลถวาย
“นี่ ๆ พะย่ะค่ะ” ท่านราชครูผู้เฒ่า แม้จะพยายามสะกดกั้นความกลัวลงแล้ว แต่ก็มิวายที่จะแสดงออกมา
“อันใดกัน เ้าเอาพัดเก่าคร่ำคร่านี่มาให้ข้าทำไม” องค์จักรพรรดิ์มีสีหน้าที่ คลายโทสะลง แต่ยังคงแฝงด้วยอารมณ์ที่ร้อนแรงอยู่
องค์จักรพรรดิ์ทรงได้ลุกไปหยิบพัดนั่นมาพินิจพิจารณาดู อย่างถี่ถ้วน แต่ก็ยังไม่ได้คลายข้อสงสัยอันใดได้เลย นอกจากตัวพัดจะดูวิจิตรสวยงาม และแฝงด้วยกลิ่นอายของความโบราณอยู่เท่านั้นเอง องค์จักรพรรดิ์จึงได้เอ่ยถามท่านราชครูผู้เฒ่าเสิน ว่านี่มันคืออะไรกันแน่
“พัดนี้ หาใช่พัดหาใช่พัดธรรมดาไม่ พะย่ะค่ะ กระหม่อมแรกเริ่มก็คงอยู่ในฌานสมาบัติอยู่ พะย่ะค่ะ แต่เมื่อพัดเล่มนี้ได้เข้ามาสู่อณาเขตมรรคาฟ้าของกระหม่อม กระหม่อมกลับััได้ถึงปราณเทพเซียนพิศุทธิ์ของท่านอาจารย์ได้” พอกล่าวถึงตรงนี้ องค์จักรพรรดิ์มนุษย์ ถึงกับหน้าตื่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ห่ะ อันใดกัน เ้าหมายความว่าเ้าััได้ถึงปรมาจารย์แห่งมรรคาฟ้าหอแก้วพิสดาร อย่างท่านเทพเซียนพิศุทธิ์หนี่วาห์เหนียงเหนียง ผู้ที่เข้าสู่การปฏิเวกไปแล้วนั่นรึ จะเป็เยี่ยงนั้นได้อย่างไร” องค์จักรพรรดิ์มีสีหน้าที่ไม่เชื่อในคำพูดของราชครูผู้เฒ่าสักเท่าไหร่ เพราะเทพเซียนระดับสูงส่งปานจะที่สุดนั้นมีหรือจะมาเหยียบย่ำพิภพขอบโลกธาตุจักรวาลเช่นนนี้ ในรอบสิบหมื่นปีจะมีเพียงครั้ง ที่เดินเหาะเหินมาเฉียดพิภพเล็ก ๆ อย่างพิภพเสวียนหนีนี้
เมื่อท่านราชครูผู้เฒ่าได้ฟังดังนั้น ก็รีบกล่าวรับอย่างหนักแน่น และได้อธิบายเสริมไปอีกว่า
“พระองค์ลองทอดพระเนตรพิเคราะห์ดู พะย่ะค่ะ พระองค์จะเห็นว่า พัดนี่มีลักษณ์ลวดลายเป็ทองคำแท้โบราณ และวัสดุในการจัดสร้างล้วนไม่อยู่ในพิภพเรา พะย่ะค่ะ” เมื่ออคง์จักรพรรดิ์ได้สะดับดังนั้นก็ได้เพ่งพินิจตามคำของท่านราชครูผู้เฒ่า ก็เป็ไปตามที่เขาว่าทุกประการ
เมื่อราชครูผู้เฒ่าเห็นว่า องค์จักรพรรดิ์ได้อารมณ์โอนอ่อนลงบ้างแล้ว จึงได้กล่าวเื่ของพัดสืบต่อไปว่า
“ตรงด้ามจับ และประกัปปิดหน้าหลังของตัวพัด รวมไปถึงโครงซี่แกนกลางของพัด ล้วนสร้างจากหยกขาวน้ำดีที่สุด ในเขาคุนหลุนซวี่พะย่ะค่ะ ซึ่งเขาคุนหลุนซวี่เป็ที่สถิตของมหาเทพเซียนผู้ทรงศักดิ์ม้อเยวียน เทพเ้าแห่งา พะย่ะค่ะ ซึ่งถือว่าเป็หยกขาวนวลที่มีเพียงเท่านี้ และหาไม่ได้อีกเลย มีเพียงแค่นี้จริง ๆ พะย่ะค่ะ ข้อมูลนี้กระหม่อมได้สอบถามผ่านศิษย์ผู้พี่ของสำนักหอแก้วแล้ว พ่ย่ะค่ะ จึงได้คำยืนตามคำกระหม่อมกล่าวมาแล้ว”
เมื่อองค์จักรพรรดิ์ได้สะดับฟังดังนั้น ก็มองเห็นตามจริง ดั่งที่ราชครูผู้เฒ่ากล่าวมามิไดเผิดเพี้ยนไปเลย เพราะด้ามและตัวพัดนี้เป็หยกที่แม้จะโดยการพลิกผืนพิภพเสวียนหนีนี้ และเื่ราวของมหาเทพเซียนผู้ทรงศักดิ์ม้อเยวียนเทพเ้าแห่งาผู้นั้น ถึงองค์จักรพรรดิ์มนุษย์จะเป็เพียงเซียนจวิ้น ก็ยังทราบเื่นี้มาบ้าง ว่าท่านมหาเทพฌวียนนามนี้ได้พำนักอยู่ที่เขาคุนหลุนซวี่นี่
และเมื่อพินิจดูแล้วหยกนี่ก็ไม่อาจจะเสาะแสวงหาได้เลย องค์ทรงถอยกลับไปนั่งบนบังลังัตามเดิม และได้กำชับให้ท่านราชครูผู้เฒ่า กล่าวอธิยบายสืบไป
“ส่วนแผ่นกระดาษ ส่วนนี้กระหม่อมได้สืบเสาะหาเค้ามูล แต่กลับไม่พบอะไร รู้เพียงแค่ว่านี่เป็กระดาษที่แฝงไปด้วยปราณยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดท่าที่จะมีมา อันนี้ข้าได้ข้อมูลจากศิษย์ผู้พี่ว่า นี่เป็กระดาษเยื้อไม้แห่งชีวิต หรือก็คือ เป็ต้นเดียวกันที่อยู่บนหอเทพเซียนบนวัง์เก้าชั้นนั่นเอง พะย่ะค่ะ แต่ที่สำคัญคือ ใครเป็ผู้ทที่สะกัดเอาเยื้อที่บริสุทธิ์ที่สุดนี้มาได้กัน”
หลังจากองค์จักรพรรดิ์ได้ฟังดังนั้น ก็ได้รีบเอานิ้วมือัักับกระดาษ และเพ่งปราณยุทธ์เข้าไป แต่ทันใดนั้นกลับเกิดสภาวะที่ทำให้ องค์จักรพรรดิ์ต้องสั่นสะพรึงกลัว จนเกิดอาการขนผองสยองเกล้า องค์จักรพรรดิ์เกร่งจะเกิดภัยถึงตัว จึงรีบดึงกระเเสปราณยุทธ์กลับมาอย่างรวดเร็ว
“พระองค์คงรู้สึกเหมือนกำลังจะโดนกลืนกิน ใช่ไหม พะย่ะค่ะ” ท่านราชครูผู้เฒ่าเอ่ยออกมา ดั่งกับว่าเขาล่วงรู้อยู่ก่อนแล้ว
“มันเป็สิ่งใดกันแน่ อันตรายเกินไปแล้ว” องค์จักรพรรดิ์กล่าวโดยสีหน้าที่ตื่นตระหนกอย่างจริงจัง แล้วได้มองไปทางท่านราชครูผู้เฒ่า ดั่งกำลังข้อความเห็นสืบไป
ท่านราชครูผู้เฒ่า มองก็เข้าใจได้ทันที่จึงรีบกล่าวอธิบายเสริมขึ้นอีกว่า
“ยังไม่หมดเท่านี้ พะย่ะค่ะ ลวดลายตรงกระดาษนั่นต่างหาก พะย่ะค่ะ ที่น่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง ด้านหลังของพัดจะเป็รูปภาพวาด ทิวเขา ทุ่งนา ท้องฟ้า มีแม่น้ำลำธาร และมีกระท่อมใต้ต้นดอกท้อที่ยืนต้นอยู่เพียงต้นเดียวนั้น และมีบุคคลที่ดูคล้ายบุรุษกำลังนั่งหลับอยู่พระองค์เห็นไหม พะย่ะค่ะ”
องค์จักรพรรดิ์ ได้ทรงทอดพระเนตรตามไปก็เห็นตามจริงดั่งว่า
แต่ท่าราชครูถามไป แต่ไม่ได้หา้าคำตอบไม่ เขาได้รีบเอ่ยขึ้นสืบต่อว่า
“พระองค์ทรงพลิกมาดูด้านหน้า พะย่ะค่ะ ด้านล่างของพัดมีรูปัสีดำสนิท เกรี้ยวกระหวัดกับ ตัวหงส์สีฟ้าครามตัวนั้น ้าถัดมา จะมีตัวอักขระสีดำ และมีรอยนิ้วสีเืขีดทับเป็แนวยาวลงมา ตามหน้าพัดทั้งหมดสิบสองหน้าพัด สิบสองอักขระ พะย่ะค่ะ”
เมื่อองค์จักรพรรดิ์ได้พิจารณาถึงจุดนี้ ก็ไม่เห็นว่ามีอะไรแปลกไปมาก หรือว่าพระองค์ยังไม่เข้าใจกันแน่ พระองค์จึงเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจว่า
“แล้วเป็ยังไงอธิบายต่อไปสิ”
“พะย่ะค่ะ คือ อักขระนี้เป็อักขระโบราณ ซึ่งเป็อักขระที่แม้แต่ศิษย์ผู้พี่ของกระหม่อมยังอ่านได้ไม่หมด แต่มีเพียงอักขระเดียว คือคำว่า หนี่ เท่านั้น ซึ่งศิษย์ผู้พี่เองก็ััถึงพลังของท่านอาจารย์เช่นกัน แต่ศิษย์พี่ได้บอกกล่าวไว้ว่า อักขระเหล่านี้ล้วนแล้วแต่น่าสะพรึงกลัวทั้งนั้น ทุกตัวอักขระมีปราณยุทธ์มหามรรคาสถิตอยู่อย่างมหาศาลมากกว่ามวลกระดาษเยื้อไม้แห่งชีวิตด้วยเป็หมื่นหมื่นเท่า พระองค์อย่าได้ริลองเลย พะย่ะค่ะ แม้แต่ศิษย์พี่ข้าที่เป็ถึงเซียนจวิ้น ยังกระอักโลหิตออกมาเป็กอง ๆ ขอพระองค์ทรงไตร่ตรองด้วย”
เมื่อองค์จักรพรรดิ์เห็นจริงดั่งคำกล่าวของท่านราชครูผู้เฒ่า พระองค์ก็มิได้ริลองแต่อย่างได้ เพียงแต่ถามสืบไปอีกว่า
“แล้วยังมีอะไรพิเศษ พิสดารกว่านี้อีกไหม” ที่กล่าวแบบนี้หาใช่ว่าองค์จักรพรรดิ์ไม่เกรงกลัวต่อพัดเล่มนนี้ แต่พระองค์สะกดกลั้นความกลัวนั้นไม่ได้อีกแล้วต่างหาก
แต่กลับกันท่านราชครูผู้เฒ่าเสินกัง กลับกล่าวบอกสิ่งที่หน้าอกสั่นขวัญผวายิ่งกว่าออกมาอีกว่า
“แน่นอนว่ามี พะย่ะค่ะ พระองค์ลองจับปราณยุทธ์อย่างเบาอ่อน ไปที่ตัวของัสีทมิฬตัวนั้น กับหงส์ฟ้าครามดู พะย่ะค่ะ”
พอกล่าวถึงตรงนี้ องค์จักพรรดิ์ก็ได้ลองทำตามดู “เอะ! นี่มันอะไรกัน หนะหนวด หนวดมันขยับดิ้นได้ ขนของหงส์ครามตนนี้ด้วย”
ฮ่า ๆ ๆ ในขณะที่องค์จักรพรรดิ์กำลังหัวเราะด้วยความปิติ ยินดีนั้น ทางราชครูผู้เฒ่าเองก็เกิดอาการงงงันไปชั่วขณะหนึ่ง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“นี่ละ ๆ สิ่งที่เหมาะสมกับข้า ฮ่า ๆ เหมาะสมกับข้าจริง ๆ”
องค์จักรพรรดิ์ยิ้มย่องกล่าวไปด้วยสีหน้าที่เปรียบเสมือนคนที่ได้ของวิเศษที่สุดในชีวิตมาก็มิปาน
เมื่อองค์จักรพรรดิ์ กำลังพลิกดูพัดปริศนานี้อยู่ ก็กลับไปดูด้านหลังที่เป็รูปทิวทัศน์ และจ้องมองเข้าไปที่บุคคลในภาพ
ซวิ้งงง!ในขณะจิตนั้น องค์จักรพรรดิ์ได้เห็นรอยยิ้มอันเยียบเย็นน่าสั่นสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิตตน เป็รอยยิ้มที่พร้อมจะกลืนกินชีวิตขององค์จักรพรรดิ์ทันที จากนั้นบุคคลปริศนาก็กระดิกนิ้วมือในลักษณะนั่งหลับบนตั่งอยู่ หลังจากนั้นเกิดปราณยุทธ์มากมายมหาศาลหลั่งทลักออกมา จากนั้นได้รวมเป็ปราณจิตกระบี่สีดำทมิฬสนิทเล่มหนึ่ง จากนั้นก็พุ่งพรวดทะลุออกจากพัดมา
ทันใดนั้นท่านราชครูก็ตื่นตระหนกใเป็ที่สุด กับภาพที่เห็นคือ องค์จักรพรรดิ์ โดนกระบี่สีดำทมิฬเล่มหนึ่งแท่งทะลุผ่านกลางอกออกไปด้านหลัง พรวดดด! เสียงกระบี่แทงทะลุผ่าน
จากนั้นองค์จักรพรรดิ์ รับม้วนตัวกลับมายืน โลหิตสดไหล่ทะลักออกมา “อ๊ากกก มหามรรคาฟ้าวิชาสังขารบรรลุอริยะ กายาทองแดง! ง้าวัอหังการ!”
หลังจากเรียกปราณยุทธ์ระดับเซียน์ห้าชั้นฟ้ามาสถิตร่างแล้ว พร้อมกันทั่วท้องฟ้าเหนือพระบรมมหาราชวังก็เกิดแสงัสีขาวดิ่งลงมา นั่งคือ ง้าวัอหังการนั่นเอง ทั่วทั้งเก้าโจว ต่างรับรู้ได้ทันทีว่า มหันตภัยที่ร้ายกาจที่สุดถืออุบัติขึ้นแล้ว ในระดับที่องค์จักรพรรดิ์มนุษย์ต้องลงมือเอง นี่เป็สิ่งที่เกิดขึ้นในรอบเกือบพันปี! ทุกผู้คนต่างตื่นตระหนกใ แม้แต่คนที่อยู่ในบ้านตระกูลเสินเองก็ด้วย
ในขณะที่ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วว่องไวมาก ชั่วเวลาที่หายใจยังได้ไม่กี่อึกใจนั้น กลับเกิดปรากฏการณ์ขนาดนี้แล้ว
องค์จักรพรรดิ์ ตอนนี้มีร่างกายเป็สีทองแดงไปแล้ว ยืนถือง้าวัอหังการอยู่ แต่ก็มีสภาพที่ทุลักทุเลมากพอสมควร เพราะโดนกระบี่สีดำทมิฬนั้นแทงทะเลทรวงอกไปแล้ว นี่ถ้าหากไม่ใช่สายมรรคาฟ้าสังขารบรรลุอริยะ ก็คงดับดิ้นสิ้นชีพไปั้แ่กระบี่แรกแล้วเป็แน่
“มหามรรคาฟ้าหอแก้วพิสดารเจ็ดชั้น” ในขณะที่ทุกอย่างกำลังอลหม่านนั้น ลำแสงทั้งเจ็ดสายจากหอแก้วพิสดารทั้งเจ็ดชั้นของท่านราชครูผู้เฒ่าก็สำแดงออก พุ่งเข้าสู่ร่างขององค์จักรพรรดิ์ทันที
ชั่วขณะจิตนั้น องค์จักรพรรดิ์ได้รับพลังสนับสนุนจากหอแก้ว ก็สามารถฝื้นฟู ปราณจิตเซียนที่เสียไปได้โดยเร็ว และยังได้รับความว่องไว พะกำลัง ความแข็งแกร่ง ความสงบในห้วงสมอง การรักษาาแ และที่สำคัญช่วยเสริมมหามรรคาฟ้าขององค์จักรพรรดิ์ได้เป็อย่างดี
ในระหว่างกลางท้องพระโรงนั้น พัดปริศนาได้ลอยคว้างกลางอากาศ แต่กระบี่กลับหายไป
แต่ทันใดนั้นกระบี่สีดำทมิฬนั่น ก็พวยพุ่งออกมาอีกครั้ง ครานี้รุ่นแรง ฉับไวกว่าคราที่แล้วอีกเท่าตัว กระบี่ตีเกลียวคว้างหมุนดิ่งพุ่งตรงมาสู่ท่านราชครูผู้เฒ่าทันที
“อะไรกัน มันมีจิตสำนึกหรือว่ามันรู้ว่าควรจัดการโจมตีอะไรก่อน” องค์จักระพรรดิ์ยิ่งทวีความตะหนกขึ้นไปอีก
องค์จักรพรรดิ์ รีบะโถลันตัวออกพุ่งไป เพื่อช่วยป้องกันให้กับราชครูผู้เฒ่า “กระบวนท่าที่สิบัอหังการคำปฐี”
แต่ทันใดนั้น กระบี่นั่นกลับตีคว้างกลางอากาศ หายวับไปต่อหน้าต่อตาทั้งสอง
“พระองค์ระวังด้านหลัง!” ยังไม่ทันสิ้นเสียงท่านราชครูผู้เฒ่าเลย
“อะไรกันนี่!” องค์จักรพรรดิ์ที่กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศนั้น ไม่ทันระวังตัว กลับมีกระบี่วับมาโผล่ที่ด้านท้าทอยของตน
“บ้าน่า ไม่ทันกาลแล้ววว!” ราชครูผู้เฒ่าต่างก็ตระหนกสุดขีดในชีวิตแล้ว แต่คนเองก็ขยับไปไหนไม่ได้ เพราะกำลังใช้ศาสตร์คาถามหามรรคาฟ้าอยู่
“มหามรรคาฟ้าปราณเกราะวารีคลั่ง” ทันใดนั้นเกิดห้วงนทีที่ก่อตัวเป็รูปทรงของเกราะป้องขนาดใหญ่ ครอบคลุมทั้งตัวขององค์จักรพรรดิ์ มหามรรคาฟ้านี้เป็ของเจี๋ยจวิ้นโหยว ท่านโหวแห่งเขตตะวันออกนั่นเอง
แต่นั่นก็หาได้ปลอดภัยไม่ เกราะวารีคลั่งนี้ทำได้เพียงแค่ทำให้แรงกระบี่ลดลงไป จากสิบส่วนเหลือแปดถึงเก้าส่วน แค่นั้นเอง ยังดีที่ได้ช่วยทำให้ทันที่องค์จักรพรรดิ์ได้เบี่ยงตัวหลับได้ แต่ก็หาได้ทุเลาไม่
พรั่ววว! เสียงกระบี่สีดำทมิฬได้แทงทะลุผ่านออกอีกด้านหนึ่งตรงสะบักไหล่ขวาขององค์จักรพรรดิ์มนุษย์ไปได้ “เอื้อออ พรุดดด!” เสียงร้องอย่างเ็ปขององค์จักรพรรดิ์ ที่พร้อมกับเืที่ทะลักออกจากปากมากองกับพื้น
แต่กระบี่ก็หาได้หยุดไม่ มันตีวกกลับพร้อมกับหายวิบไปต่อหน้าต่อตาทั้งสามคนอีกครั้ง
ครานี้กระบี่บ้านั่น กลับมาโผล่ที่ทรวงอกซ้าย ตรงหัวใจขององค์จักรพรรดิ์มนุษย์ซึ่งห่างจากเนื้อทรวงอก เพียงไม่กี่ข้อนิ้วมือ
ทุกคนต่างกลั้นลมหายใจ และต่างฝ่ายต่างเร่งปราณยุทธ์มหามรรคาฟ้าของตนเอง
“มหามรรคาฟ้ากายาสำริด!”
“มหามรรคาฟ้าหอแก้วพิสดาร รวบปราณเจ็ดเป็หนึ่ง ศาสตร์คาถาวิถีที่ห้า เสริมแกร่งสุดพรรณา!”
“มหามรรคาฟ้าปราณวารี ศาสตร์คาถาเกราะมหาเกราะ!”
ทันใดนั้นร่างกายขององค์จักรพรรดิ์ก็กลายเป็สีเงินยวงทันที่ แสงทั้งเจ็ดของหอแก้วพิศดาร กลับมาเป็สายเดียวพุ่งเข้าเสริมความแข็งแกร่ง เกราะวารีกลายเป็เกราะขนาดมหึมาคลุมรอบกายองค์จักพรรดิ์
แต่นั่น ก็หาได้หยุดยั้งคมกระบี่ไม่ กระบี่พวยพุ่งออกในพริบตานั้น
พรวดดด! กระบี่ได้ทะลุกทรวงอกข้างซ้ายขององค์จักรพรรดิ์ไป อย่างเต็มแรง และในขณะนี้องค์จักรพรรดิ์ได้ล้มทั้งยืน ไปทางด้านหลังเป็ที่เรียบร้อย
แต่กระบี่ก็หาหยุดไม่ กลับตีวกพวยพุ่งไปอีก
ฉึก พรวดดด! ฉึก พรวดดด! กระบี่ได้แทงทะลุอีกสองท่านจากกลางสรวงอก ทั้งสองยังไม่ทันได้มองเห็นเงาแสงของคมกระบี่เลยเสียด้วยซ้ำ แต่กลับล้มลงไปนอนกับพื้น แล้วภาพทั้งสามก็ตัดดับลง ได้ยินเพียงเสียงเกิดดังสนั่นขึ้น
“มหามรรคาฟ้าปราณค่ายกล ศาสตร์คาถามหาสะกดตรึงสังขาร” เป็มหามรรคาฟ้าของเยี๋ยนซื่อปิง ท่านโหวประจำทิศเหนือ
“มหามรรคาฟ้าปราณอักษร ศาสตร์คาถาวิถีพันธนาการดูดกลืน” เป็มหามรรคาฟ้าของอู๋จงเหลียน ท่านโหวประจำทิศใต้นั่งเอง
แต่ทั้งสองหาได้สามารถสะกดกระบี่ปีศาจนี้ได้ไม่ แต่มันกลับพวยพุ่งทะยานไปบนนภา พร้อมกับเสียงบุรุษอึกกะทึกกึกก้องทั่วทั้งเก้าโจวว่า
“เพ่ยเจิน ของรัก” เป็ถ้อยคำที่แฝงปราณมรรคาฟ้าที่ทำให้ผู้คนต้องสั่นผว่าเมื่อได้ฟัง
จากนั้นกระบี่ก็กรีดนภา เป็อักขระอักษรมีใจความว่า
“พัน หมื่นพิภพ หนึ่งโลกธาตุจักวาล ล้วนยอมก้มสยบกราบกราน หนึ่งมหามรรคาฟ้าเทพผู้อัญเชิญ”
แสงอักษร ยังคงติดตรึงอยู่บนนภาเหนือพระบรมมหาราชวังนั้นเป็แสงสีทอง ส่องประกายทั่วทั้งเมืองหลวง เปรียบประดุจพระบรมราชโองการของเง็กเซียนฮ่องเต้ก็มิปาน
ในขณะที่เสียงของบุรุษปริศนานั้นดังขึ้นกึกก้องนภานั้น เพ่ยเจิน และเสินเซียว เสินว่าน กำลังเดินออกจากสวนในจวนพอดี
เมื่อเสียงดังขึ้นหลังจากเสียงจบลง เพ่ยเจิน ก็มีอาการภาพที่ทับซ้อนผุดขึ้นมาในห้วงสมองเป็พันหมื่นภาพ ล้วนเป็ภาพของนางกับใครสักคนหนึ่ง และมีเสียงเรียกขานมากมาย จนนางไม่สามารถทำความเข้าใจ หรือรับรู้อะไรได้อีก เื่ครานี้ดุจคล้ายกับที่แท่นศิลาดำคืน ที่เคยปรากฏแก่นางเมื่อคราก่อน
ตุบ! เสียงเสียงหนึ่งพลันปรากฏขึ้นด้านหลังของสองพี่น้องที่กำลังตะลึงลานกับเสียงอยู่ ทั้งสองรีบหันกลับมามอง แต่ไม่เห็นเพ่ยเจินยืนอยู่ตรงข้างแล้ว
นางล้มลงไปนอนกองอยู่กับพื้นอีกคราแล้ว!
แต่ในครานี้ไม่เหมือนกับคราก่อน นางสามารถมองเห็นภาพทิวเขา ที่อยู่ใต้ต้นท้อที่กำลังสะพรั่งไปด้วยดอกท้อได้ นางมองเห็นแผ่นหลังของใครสักคนหนึ่ง ที่กำลังเอามือเท้าศรีษะกับตั่งไม้อยู่ในอาการหลับอยู่
นางพยายามจ้องมองสักเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถมองเห็นภาพของคน ๆ นั้นชัดเจนได้เลย ทำได้แต่มองเขาด้วยสภาวะที่เลือนราง
“ท่าน คือผู้ใดกัน” เพ่ยเจินสะกดกลั่นอารมณ์ให้เป็ปกติ ก่อนจะเอ่ยไป
ในขณะทุกอย่างเงียบงั้นนั้น คนผู้นั้นเพียงแค่แย้มมุมปากน้อย ๆ เท่านั้น แล้วก็เอ่ยว่า
“เ้ากล่าวผิดแล้ว ไม่ใช่ว่าข้าเป็ใคร แต่เ้าต่างหาก ที่เป็ใคร” บุคคลที่อยู่ในสภาวะพร่ามัวนั้นเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงของบุรุษอย่างไม่ได้แยแสนางด้วยซ้ำไป
“ข้าชื่อเพ่ยเจิน” นางเอ่ยกล่าวตอบไป เพื่อหวังให้บุคคลปริศนาผู้นี้ช่วยเหลือนางบ้าง
แต่ทันใดที่นางเอ่ย คำว่า “เพ่ยเจิน” จบ บุคคลปริศนานั้นกลับ พูดส่วนมาทันทีว่า
“หึ เ้าหาใช่ใครเลย เ้าเป็ของของข้า” คำพูดของบุคคลปริศนาแฝงด้วยแรงอาฆาตมาดร้าย แต่เขาก็ยังอยู่ในอิริยาบถเดิมไม่เปลี่ยนแปลง มิได้ลืมตามามองดูนางด้วยซ้ำ
“ท่านหมายว่าเยี่ยงไร ท่าน ท่านตอบข้าที” ในขณะที่เพ่ยเจินกำลังพยายามทวงถามหาคำตอบนั้น
แต่ภาพที่เห็นนั้นหาได้เป็ดั่งใจไม่ ทุกอย่างเริ่มพร่าเลือนมากกว่าเดิม และในที่สุด ก็กลายกลับเป็สีขาวโพลนไป
“เ้าไม่ต้องทราบว่าข้าเป็ใคร สักวันหนึ่งเ้าก็ต้องตามหาข้าจนพบเอง เพ่ยเจิน ของข้า.”
เสียงนี้เป็เสียงบุรุษแน่นอน แต่เป็เสียงของใครกันแน่ มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรา หรือว่านี่เป็เพียงภาพมายาความฝัน ใช่แล้ว นี่คือความฝันแน่ ๆ ข้าคิดอย่างนั้น
“โอ้ย!” ในขณะที่นางคิดว่านี่คือความฝัน อยู่ ๆ ก็มีบางอย่างที่มองไม่เห็น เป็เหมือนมือมาบีบอย่างแรงที่แก้มก้นของนาง
นางรู้สึกเ็ปจริง ๆ เหมือนกับว่านี่เป็ความจริงฉะนั้น
“หึ ถ้านี่เป็ความฝัน ข้าคงกระทำกับเ้ามากกว่านี้ ของของข้า” …