
Just For Love 13
“ไงกว่าจะกลับบ้านได้นะ” เสียงแซวกวน ๆ ดังจากพี่โบ้ทที่นั่งกอดเอวพี่สะใภ้แน่น ั้แ่มีเื่ทะเลาะกันครั้งก่อนพี่ชายฉันก็กลายเป็คนดี เลิกงานกลับบ้าน ทำงานข้างนอกลากแฟนไปด้วย แต่พี่สะใภ้คือนิ่งมาก คุยกับพวกฉันดีและน่ารักเหมือนเดิมแต่พอเป็พี่โบ้ทคือเงียบและนิ่งมาก ทำเอาคนเป็พี่ชายฉันถึงกับหน้าถอดสี
“ก็วันนี้วันศุกร์ไหมล่ะ เลิกงานก็ต้องกลับบ้านสิคะ ป้าอยู่ไหมคะพี่”
“อยู่ในครัว ไปไหน?” ต้นประโยคบอกฉันแต่ท้ายประโยคคือถามพี่สะใภ้ และเพิ่งสังเกตตอนนี้นี่เองว่าพี่สะใภ้ไม่ได้ใส่แหวนหมั้นแล้ว ตรงข้ามกับพี่โบ้ทที่ก่อนหน้านี้ไม่ใส่แต่ตอนนี้กลับใส่แหวนหมั้น ฉันว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ๆ
“คุยงาน” พี่สะใภ้ตอบสั้น ๆ ก่อนจะเดินผละออกห่าง ฉันมองตามพี่สะใภ้เงียบ ๆ ก่อนจะหันกลับมามองพี่ชายตัวเอง เห็นหน้าพี่แล้วก็สงสารแต่ก็นะสิ่งที่พี่ทำมันแย่มากจนฉันเองก็ไม่อยากจะให้อภัยสักเท่าไหร่
“ซึมเหมียนหมา ฮา ๆ ๆ ๆ ” พูดจบวิ่งหนีหมอนที่ถูกปามาจากพี่โบ้ทแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาป้ากับพี่บีมในครัว ยังไม่ได้บอกเลยว่าต้องไปดูงานไต้หวัน
“คิดถึงป้าอิ่มจังเลย” ฉันกอดป้าจากด้านหลังพร้อมกับเอ่ยอ้อน
“ป้าก็คิดถึงเรา ่นี้งานเยอะเหรอถึงไม่กลับมาหาป้าเลย”
“ใช่ค่ะป้า เนี่ยหนูต้องไปดูงานที่ไต้หวันอีกด้วยมะรืนอ่ะ” ฉันบอกป้าไปทันทีเช่นเดียวกัน พี่บีมที่ยืนตักกับข้าวใส่จานอยู่ก็เอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“ไปกับใครบ้าง แล้วไปกี่วัน” พี่บีมถาม
“ไปกับพนักงานในบริษัทอ่ะทั้งหมดประมาณสิบคนได้แล้วก็มีแผนกหนูมีหัวหน้ากับหนูไป”
“ไต้หวันเหรอลูก” ป้าทวนถามเสียงสั่น
“ใช่ค่ะ ไต้หวัน หนูสัญญาว่าจะดูแลตัวเองดี ๆ นะคะ”
“เปลี่ยนได้ไหมลูก หนูไม่ไปไต้หวันได้ไหม ไม่ไปนะลูก” ป้าวางทัพพีในมือก่อนจะหันกลับมามองฉันดวงตาท่านวาวไปด้วยหยาดน้ำตา ไม่นานก็หล่นลงมา ด้วยความที่ใฉันรวบป้าเข้ามากอดไว้แน่นทันที ป้าเป็อะไรป้าร้องไห้ทำไม? ฉันได้แต่ทวนถามตัวเองอยู่แบบนั้น
“ปะ ป้าคะ มีอะไรหรือเปล่า” ฉันถาม ทั้งยังประคองป้าออกจากห้องครัวไปนั่งที่ห้องรับแขก โดยมีพี่บีมเดินตามออกมาด้วย ฉันเงยหน้าสบตากับพี่บีมด้วยความงุนงง พี่บีมส่ายหน้าไม่รับรู้เช่นเดียวกัน ขนาดพี่โบ้ทกับพี่สะใภ้เดินเข้ามายังใตามเลยที่เห็นป้าร้องไห้
“แม่ แม่เป็อะไรครับ” พี่โบ้ทรั้งเอวพี่สะใภ้ให้เข้าไปนั่งข้าง ๆ แม่ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง
“น้อง น้องจะไปดูงานที่ไต้หวัน” ป้าเอ่ยตอบเสียงสั่นมือก็ยื่นมาจับมือฉันไว้แล้วบีบแน่น ๆ
“น้องไปทำงานไงครับแม่”
“แม่กลัว กลัวคนพวกนั้นจะเจอน้อง แม่ไม่อยากให้น้องไป” คนพวกนั้น? ใครกัน ฉันไม่เคยรู้จักใครเลยนะ
“แม่ครับ พวกนั้นคือใคร เขาจะมารู้จักน้องได้ยังไงครับ น้องไม่เคยไปที่นั่นเลยนะ” พี่โบ้ทพยายามอธิบาย
“นั่นสินะ พวกนั้นไม่รู้จักน้องนี่นา ถ้าหนูไปดูแลตัวเองดี ๆ นะลูก”
“ได้ค่ะป้า ไม่ร้องแล้วนะไม่สวยเลยเดี๋ยวตาบวมนะคะ” ฉันบอกป้าพร้อมกับส่งรอยยิ้มไปให้
“เราไปทานข้าวกันดีไหมคะ หนูหิวแล้วสิ” พี่บีมเปลี่ยนเื่คุยทำให้บรรยากาศภายในห้องนั่งเล่นดีขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อตกลงกันได้เราจึงย้ายเข้าไปในห้องครัว ฉันกับพี่สะใภ้ช่วยกันตักกับข้าวจัดเรียงบนโต๊ะ
“ฟางไปไต้หวันเหรอ?” จู่ ๆ พี่อี้ พี่สะใภ้ก็เอ่ยถามเมื่อเรานั่งทานข้าวกันได้สักพัก
“ใช่ค่ะ ไปทำงานค่ะ”
“พี่ก็มีงานที่ไต้หวัน เป็ไกด์ให้บริษัทน่ะ”
“จริงเหรอคะ ใช่ทัวร์ของหนูไหมอ่ะ” ฉันมองพี่สะใภ้อย่างตื่นเต้น
“ทัวร์ของบริษัท รวยฟู้ด”
“เย้! บริษัทหนูที่หนูทำงานเอง”
“ฝากดูแลน้องด้วยนะหนูอี้” ป้าอิ่มฝากฝังกับพี่สะใภ้ ฉันรู้ว่าท่านยังกังวลอยู่ไม่น้อยเื่ที่ฉันจะไปไต้หวันแต่ฉันไปทำงานนะ ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นอีกอย่างฉันก็อยู่ในที่ที่มีคนพลุกพล่าน ที่สำคัญฉันไม่รู้จักใครที่นั่นเลย คงไม่มีใครมารู้จักฉันหรอก
“ได้ค่ะแม่ เดี๋ยวหนูช่วยดูแลให้เอง” พี่สะใภ้ยิ้มกว้างก่อนจะเดินมานั่งข้าง ๆ ฉันแทนที่จะนั่งข้างพี่โบ้ท พี่ชายฉันก็เชื่องเหมือน...เอ่อ ไม่เอาเดี๋ยวโดนพี่ตี นั่นแหละ เชื่องมากมองตามพี่สะใภ้ตาระห้อย อีกอย่างที่ผิดแปลกไปพี่สะใภ้แต่งตัวสวยขึ้น แต่งตัวเซ็กซี่ขึ้น นี่คงเป็เหตุผลว่าทำไมพี่โบ้ทถึงหวงพี่สะใภ้มากกว่าเดิม
“งั้นวันอาทิตย์พี่จะไปส่งนะ ทั้งสองคนเลย” ปากเหมือนเอ่ยคุยกับฉันแต่สายตากลับจับจ้องที่พี่สะใภ้ พี่อี้เงียบไม่ได้ตอบอะไรแต่ตักอาหารมาใส่จานให้ฉันเรื่อย ๆ
“ว่าแต่กับซันเดย์นี่มันยังไง” จู่ ๆ พี่บีมก็เอ่ยถามขึ้นมา
“อะ อะไรกันคะ ไม่รู้ไม่คุยด้วยทานข้าวเลยค่ะ” ฉันเปลี่ยนเื่เสียงกุกกัก พี่บีมหัวเราะลั่นเมื่อเห็นฉันลนลานไปหมดแบบนี้
“แค่จะบอกว่าค่อย ๆ คุยกันไป เดี๋ยวคงง่ายขึ้นเพราะสัญญาซันเดย์เหลือแค่ปีเดียว ่นี้ก็ผันตัวมาอยู่เื้ัแล้ว”
“ก็...”
“คอยอยู่ข้าง ๆ เขาหน่อยนะ” พี่บีมส่งยิ้มให้ฉันเองก็พยักหน้ารับน้อย ๆ เขินเหมือนกันนะกับรอยยิ้มเอ็นดูของพี่บีมน่ะ!!
หลังทานข้าวเสร็จเราก็นั่งคุยเล่นกันที่ห้องนั่งเล่นฉันที่ั้แ่กลับมาถึงบ้านก็ไม่ได้จับโทรศัพท์เลย เหมือนเวลานี้เป็เวลาครอบครัวฉันเลยอยากให้เวลากับ่นี้มาก ๆ รวมถึงพี่ ๆ ด้วยที่ไม่ได้หยิบจับโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น เราต่างเล่าเื่และพูดคุยกันเื่ต่าง ๆ เพื่อที่ในห้องนั่งเล่นจะได้ไม่เงียบ สี่ทุ่มเราแยกย้ายกันขึ้นห้องนอนเพราะเหนื่อยจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน ตอนนี้ถึงเวลาที่ควรจะนอนพักได้แล้ว ฉันรีบอาบน้ำสระผมเตรียมตัวนอน ระหว่างที่นั่งรอผมแห้งโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้าง ๆ ก็ส่งเสียงเรียกเข้าเหมือนรอเวลาที่เหมาะสม
“ค่า”
(เป็อะไรหรือเปล่า เงียบไปเลยโทรหาก่อนหน้านี้ก็ไม่รับ) เมื่อกดรับวีดีโอคอลจากซันเดย์ก็มีเสียงขุ่นๆ ของปลายสายดังมาทันที สีหน้ายุ่ง ๆ ของซันเดย์ทำเอาฉันยิ้มนิด ๆ
“ห่วงเหรอ?” ฉันแกล้งถามกลับ
(ใช่สิ ห่วงมากถ้ายังไม่รับสายนี้จะโทรหาพี่บีมแล้วด้วย) แต่พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ตรง ๆ ฉันกลับร้อนวูบวาบที่แก้มแฮะ แอร์เสียหรือเปล่านะ คิดไปก็ยกมือพัดหน้าตัวเองไปพราง
“ไม่ได้เป็อะไร อยู่กับพี่ ๆ แล้วก็ป้าเลยไม่อยากจับโทรศัพท์”
(อย่างน้อยส่งข้อความมาบอกว่าถึงบ้านแล้วก็ยังดี)
“ขอโทษค่ะ ลืมจริง ๆ ” ปลายสายมีสีหน้าที่ดีขึ้นกว่าเดิม จากนั้นเขาก็ชวนคุยอะไรไม่รู้ เกือบสี่สิบนาทีถึงยอมวางสายและเขาบอกว่าพรุ่งนี้จะเข้าไปเคลียงานชิ้นสุดท้ายก่อนจะผันตัวไปทำงานเื้ัแทน และวันอาทิตย์ก็จะไปหาพี่และน้องของเขา
(พรุ่งนี้จะโทรหานะครับ จะไปไหนก็บอกด้วย เป็ห่วง)
“ค่ะรู้แล้ว จะนอนแล้วนะฝันดีค่ะ”
(ฝันดีครับ)
==================
อินเทอร์เน็ตค่ายสีแดงทำเราดูแย่ T_T ช้ามากๆเลย ปกติไม่เคยเป็หลังๆมานี่คือหมุนๆๆๆ