THE ONLINE WAR ฝ่าวิกฤติออนไลน์ทะลุโลก (Episode 1)

    บทที่ 41 หวนคืนสู่สำนัก (ท่อนที่ 1)


                    การประลองของเอกอนจบลงแค่นั้น  ผมปิดหน้าต่างนั่นลงก่อนจะเลื่อนภาพการต่อสู้ของวรรณภาขึ้นมาดู ซึ่งก็เห็นว่าเธอได้ใช้หนึ่งในทักษะมนตราเทพ จัดการคู่ต่อสู้จนแพ้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  และเมื่อผมไล่เปิดภาพการต่อสู้ของคนอื่น ๆ ดูก็พบว่าพวกเขาเหล่านั้นเอาชนะคู่ต่อสู้ของตัวเองได้หมด  จนผ่านเข้ารอบที่สามมาได้เหมือนกัน

                ติ๊ด!

                    ผมปิดหน้าต่างทั้งหมดลง  เมื่อไม่มีสิ่งใดให้ผมได้ดูอีก  และตอนนี้ห้องที่ผมอยู่ก็มีผู้เล่นที่ผ่านเข้ารอบสามมาในสายของผม  กำลังนั่งประปรายทั่วไปตามจุดต่างๆ ในห้อง บ้างก็นั่งขัดสมาธิปรับพลังอยู่ บ้างก็นั่งคุยเล่นกับผู้ติดตามตัวเอง บ้างก็ยืนนิ่ง ๆ พิงผนังห้องเงียบ ๆ   ซึ่งไม่มีใครปริปากพูดกับใครเลยสักคน  ต่างคนต่างอยู่ในโลกส่วนตัว ราวกับว่ามีแต่ตัวเองเท่านั้นที่อยู่ในห้องนี้เพียงลำพัง

                    “7 คนงั้นเหรอ”

                    ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ  หลังจากที่กวาดสายตาไปทั่วห้อง  แล้วนับดูจำนวนคนที่ผ่านเข้ารอบ  ซึ่งถ้าจะให้ถูกผู้ผ่านเข้ารอบที่ 3 ควรจะมี 8 คนนับรวมผมด้วย แต่นี่มีแค่ 7นั่นก็หมายความว่าคู่ต่อสู้อีกคู่ที่อยู่ห้องเดียวกับผมนี้ยังประลองกันไม่เสร็จ

                วูบ!

                    มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นตรงบริเวณมุมห้องมุมหนึ่ง  มันคือกลุ่มแสงสีขาวเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เปล่งแสงจ้า แล้วบังเกิดร่างของผู้เล่นชายคนหนึ่งโผล่ออกมา   แล้วแสงสีขาวทั้งหมดก็ค่อย ๆ เลือนหายไป  เป็นขณะเดียวกับผู้มาใหม่ก็เริ่มสำรวจทั่วห้องอย่างช้าๆ  ก่อนสายตาของเขาจะมาหยุดอยู่ที่ผม  จากนั้นก็ค่อย ๆ เดินเข้ามา

                    “คุณคงจะเป็น...จอมดาบสยบศาสตรา...สินะ”  เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะระหว่างผมกับเขา  หลังจากที่ผู้เล่นชายคนนั้นเอ่ยขึ้นมา   ซึ่งมันทำให้อีก 6คนที่เหลือที่อยู่ในห้องแห่งนี้เริ่มหันมาให้ความสนใจ

                    “ผมชื่อแครกเกอร์...ยินดีที่ได้รู้จักครับ”    ร่างกายของผมกระตุกวูบ  ราวกับโดนไฟฟ้าอ่อน ๆ สะกิดเมื่อได้ยินชื่อนั้น  ก่อนจะค่อย ๆ หรี่ตาลงมองฝ่ายตรงข้างอย่างพินิจ

                    “เช่นกัน...เรียกผมว่าเควินก็ได้”  

                    “ชนะมาให้ถึงรอบสุดท้ายนะครับ...ผมอยากสู้กับคุณมากที่สุด”   แล้วร่างของผู้เล่นที่ชื่อแครกเกอร์นั่นก็ค่อยๆ  เดินถอยหลังห่างออกไปช้า ๆ  และฉีกยิ้มมุมปากน้อย ๆ ในขณะที่เสียงของระบบก็ดังขึ้นมาเพื่อแจ้งรายละเอียดทันที

     

                ‘ระบบขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ผ่านเข้ารอบที่ 3 ทุกท่านค่ะ  และขออนุญาตประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านเข้ารอบที่3 ห้อง C3  จำนวน 8ท่านค่ะ... 

                            1.  เควิน

                            2.  ซูซี่น่ารัก

                            3.  นานามูระ

                            4.  ยองยองฉี่

                            5.  จันทรามรกต

                            6.  จอมยุทธพเนจร

                            7.  เจ้าพ่อถังแตก

                            8.  แครกเกอร์

                ซึ่งผู้เล่นทั้ง 8 สามารถตรวจสอบรายละเอียดคู่ต่อสู้ในรอบต่อไปของตัวเอง  ได้ที่เว็บบอร์ดของเกมส์ค่ะ  ส่วนกติกาในรอบที่ 3 นั้น  ระบบจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ค่ะ 

                กรุณารอสักครู่ระบบกำลังวาร์ปท่านออกจากห้องค่ะ...’

     

                วูบ!

                    สิ้นเสียงของระบบร่างของผมก็ถูกกลืนด้วยแสงสว่างสีขาวจนเลือนหายไปจากห้อง  ปรากฏตัวอีกทีก็ตรงจุดเดิม ซึ่งมันเป็นที่เดียวกับเมื่อวานที่ผมถูกส่งวาร์ปออกมา  และก็แน่นอนว่าผมไม่เจอเพื่อน ๆ ของตัวเองอีกเช่นกัน มีเพียงแค่ผู้เล่นหลากหลายอาชีพพากันเดินให้เกลื่อนตาเต็มท้องถนน

                วิ้ง!  วืด!

                    ไคน์กับเวียร่าคืนร่างของตัวเองอัตโนมัติโดยไม่รอคำสั่งของผม  ก่อนที่ทั้งสองจะเดินมายืนขนาบข้าง  พลางใช้สายตามองดูผู้เล่นที่กำลังเดินไปมาอย่างสนใจ

                    “เจ้านั้นนั่นกำลังจ้องมองเรา”  

                    จู่ ๆ ไคน์ก็สะกิดบอกผมเบา ๆ   จากนั้นผมก็หันไปมองตามสายตาของไคน์ช้า ๆ  ก็พบว่ามีใครคนหนึ่งกำลังยืนแอบที่มุมร้านขายชุดป้องกันของเกมส์  ร่างนั่นใส่ชุดคลุมดำทั้งตัวปิดร่างจนมิดมีเพียงดวงตากลมโตเท่านั้น  ที่มองลอดผ่านผ้าคลุมหัวแบบลวก ๆ มาที่พวกผม  และเหมือนคนคนนั้นจะรู้ว่าพวกผมรู้ตัวแล้วจึงค่อย ๆ เดินถอยหลังช้า ๆ   แต่สายตาก็ยังจับจ้องอยู่  กระทั่งผมตัดสินใจเดินเข้าไปหา  ร่างนั่นจึงรีบหันหลังแล้วเริ่มออกวิ่ง...

                    “ตามไป”

    +++++++++++++++++++++

                    “มาโผล่ที่เดิมสินะ”

                    ดราก้อนฟิชเปรยกับตัวเอง  เมื่อมองไปรอบ ๆ แล้วพบว่าถูกวาร์ปส่งมาตรงสถานที่เดียวกับเมื่อวาน ซึ่งก็คือหน้าประตูทางเข้าโดมแข่งขันทางทิศตะวันออก 

                    “ลุงดราก้อนฟิชครับ”     ใครบางคนเรียกชื่อเขาจากข้างหลัง  และเมื่อดราก้อนฟิชหันไปมองก็พบว่าเป็นหลานของตัวเอง  กำลังยืนนิ่งเอามือกอดอกอยู่

                    “อ้าว!...นึกว่าใคร มีอะไรล่ะอาร์ม”

                    “ลุงอย่าพูดชื่อเล่นผมในเกมส์สิ”     

                    ราเชลไอซ์ทำเสียงไม่พอใจนิด ๆ แบบเด็กๆ  ก่อนจะทำหน้ามุ่ยที่ไม่ว่าใครมาเห็นก็ต้องไม่คิดว่าเจ้าตัวจะสามารถทำหน้าแบบนี้ได้  ทั้งที่ส่วนใหญ่เวลาอยู่ในเกมส์ราเชลไอซ์มักจะตีหน้ายิ้มแบบแปลกๆ  หรือไม่ก็ทำหน้าเฉยชาอยู่เสมอ ๆ

                    “อ่อ...ลุงลืมไปราเชลไอซ์  ว่าแต่เธอออฟไลน์บ้างหรือยัง”

                    “ยังครับ  ผมกะจะออฟตอนเย็นในเวลาของโลกจริงนะครับ”

                    “จะเอางั้นเหรอ”  

                    “ครับ...ถึงยังไงตอนนี้ลุงก็ใช้คำสั่งออฟไลน์ไม่ได้  ให้ผมอยู่เป็นเพื่อนจะดีกว่านะ”

                    “ขอบใจ...แต่ว่าภารกิจนี้น่ะมันเสี่ยงมาก  ใจจริงลุงอยากให้เธอถอนตัวด้วยซ้ำ”

                    “เพราะผมอายุ 14ปีงั้นเหรอครับ”   ดราก้อนฟิชได้แต่มองหน้าหลานของตัวเองนิ่งๆ    

                    “ลุงบอกเองไม่ใช่เหรอครับว่าข้างนอกเกมส์ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร แต่พอมาอยู่ในเซียออนไลน์แล้วขอเพียงมีจินตนาการ  ก็สามารถเป็นอย่างที่ฝันได้  และผมก็กำลังทำแบบนั้นอยู่” 

                    “เฮ้อ!...แต่ว่า...” เสียงของดราก้อนฟิชขาดห้วงไปเมื่อราเชลไอซ์พูดตัดขึ้นมา

                    “ลุงดราก้อนฟิช....ผมเข้าใจในความห่วงใยของลุง  แล้วลุงก็พูดเรื่องนี้มาเป็น 10 รอบแล้ว”   เราเชลไอซ์เว้นวรรคพูดแล้วมองลึกเข้าไปในดวงตาของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นลุงแท้ๆ ของตัวเอง  “แต่คำตอบผมก็ยังเหมือนเดิม”

                    “เฮ้อ!...”  

                    ดราก้อนฟิชลากเสียงถอนหายใจยาวอย่างปลงตก  ยังไงเขาก็เปลี่ยนใจหลานตัวเองไม่ได้สินะ  ถึงตอนแรกเขาจะเป็นคนชักชวนให้มาช่วยทำภารกิจก็เถอะ  แต่พอมองเห็นอันตรายที่คอยอยู่แล้ว  เขาก็อดนึกเป็นห่วงไม่ได้  แต่ก็นั่นแหละเมื่อราเชลไอซ์ยืนยันแบบนี้  เห็นทีเขาคงจะไม่พยายามเกลี้ยกล่อมแล้วล่ะ

                    “ให้มันได้อย่างนี้สิหลานฉัน”   ดราก้อนฟิชพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงอันเบา จนเกือบจะกลายเป็นเสียงลม แต่กระนั้นราเชลไอซ์ก็ยังได้ยิน แถมยื่นหน้ามาใกล้ ๆ ลุงตัวเองแล้วฉีกยิ้มกว้าง

                    “ขอบคุณครับที่ชม”   แล้วดราก้อนฟิชก็ถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่

                    “แล้วเราจะไปไหนกันต่อดีล่ะ”

                    “ใกล้ ๆ เมืองเกรย์นี่  มีสถานที่หนึ่งเป็นเมืองเก่า  แต่ผู้เล่นส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นซากปรักหักพัง  ที่ระบบสร้างขึ้นมาเพื่อประดับตกแต่งบรรยากาศเกมส์  แต่ผมไม่คิดแบบนั้นมันคงจะต้องมีอะไรบางอย่างแอบแฝงแน่ ๆ”

                    “หลานก็เลยจะชวนลุงไปสำรวจเหรอ”   ราเชลไอซ์พยักหน้า 2-3 ทีติด ๆ กัน 

                    “เอ้า!...เอางั้นก็ได้ลุงไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว”   

                    ดราก้อนฟิชตอบ  เขาเห็นหลานตัวเองเอียงหน้ายิ้มน้อย ๆ แล้ว   ก็ได้แต่ส่ายหน้าและถอนหายใจเป็นรอบที่ 3   ซึ่งดราก้อนฟิชก็ได้แต่คิดว่าต่อให้ราเชลไอซ์ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ต่อหน้าคนอื่นแค่ไหน  สุดท้ายก็ยังเป็นหลานที่ชื่ออาร์มที่เขารู้จักอยู่ดี

                    “จะว่าอะไรมั๊ยถ้าผมจะไปด้วย” 

                    เสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลจากที่ดราก้อนฟิชยืนอยู่   ส่วนราเชลไอซ์ก็รีบหุบยิ้มแล้วปั้นหน้านิ่งก่อนจะหันไปทางต้นเสียงทันที  ก็พบว่าเป็นเอกอน  ซึ่งเป็นผู้เล่นฉายาจอมเวทย์ดวงดาว  ที่ได้ชื่อว่าเป็นถึงอันดับที่ 3 เมื่อ 12ปีก่อน  กำลังยืนทำท่าแบะมือเหมือนอยากจะขอร่วมวงด้วย

                    “ได้สิ  ไปกันเยอะ ๆ  เผื่อมีเหตุการณ์อะไรแปลก ๆ จะได้ช่วยกัน”

    +++++++++++++++++++++

                    “ช่วยบอกทีว่าทำไมฉันต้องมากับนายด้วย”   

                    วรรณภาบ่นเสียงอุบ ก่อนจะใช้มือปัดกิ่งไม้กิ่งหนึ่งที่มันห้อยมาอยู่ตรงหน้าเธอพอดี  แล้วเดินต่ออย่างทุลักทุเลท่ามกลางแมกไม้ทึบของป่าจินมัวที่อยู่ทางตอนเหนือของเมืองซีเดย์เมีย  เมืองที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในบรรดาทั้ง13 เมืองของเกมส์เซียออนไลน์ 

                    “ก็ถือว่าสลับกัน  ตอนนั้นผมไปทำภารกิจกับคุณ  ตอนนี้คุณก็มาช่วยผมทำภารกิจของเซฟมันมั่ง”  

                    แทซอนหยุดเดินแล้วหันกลับมาตอบ  ข้าง ๆ เขานั้นมีเจ้าเซฟที่หยุดเดินเช่นกัน  ซึ่งวรรณภาก็ได้แต่ย่นหน้าให้แล้วเดินเบียดผ่านแทซอนกับเซฟไป สุดท้ายเธอก็ได้แต่โทษความซวยของตัวเองที่ดันไปเดินชมของในตลาดแล้วก็เจอแทซอนกับเซฟกำลังจะไปทำภารกิจทักษะลับเผ่าพันธุ์แวมไพร์อยู่พอดี   และพอถามไถ่กันไปมาก็กลายเป็นว่าเธอต้องมาติดสอยห้อยมาจนได้  ทั้ง ๆ ที่วรรณภาคิดแล้วว่าจะเดินช็อปปิ้งให้สนุกซะหน่อย  หลังจากที่ต่อสู้มาเหนื่อย ๆ   ซึ่งคู่ต่อสู้ของเธอก็ไม่ใช่กล้วย ๆ ซะด้วย  กว่าจะชนะก็เล่นกินเวลานานเหมือนกัน  นี่ขนาดรอบที่ 2 ยังหนักขนาดนี้  วรรณภาไม่อยากคิดเลยว่ารอบต่อไปนั้นจะหนักขนาดไหน  แต่ถึงยังไงเธอก็ต้องชนะให้ได้  เพราะคำว่าภารกิจของบริษัทเซียมันค้ำคออยู่

                    “ย่ะ...รีบ ๆ ทำให้เสร็จแล้วรีบ ๆกลับกัน...ถ้าNPC ที่มอบทักษะลับเผ่าพันธุ์ให้เซฟมันเรื่องมากนัก  ฉันจะส่งมันให้ไปกราบยมบาลเอง  โทษฐานที่ทำให้ฉันต้องมาตกระกำลำบากในป่าทึบที่แสนจะอึมครึมนี่”      แทซอนได้แต่ยืนอ้าปากค้างนิ่งๆ  ที่จู่ ๆ วรรณภาก็หันมาระบายอารมณ์ยืดยาวกับเขา  ก่อนจะหันกลับไปแล้วเริ่มออกเดินดุ่ม ๆ บุกป่าข้างหน้า

                    “ประจำเดือนเธอไม่มาแน่ ๆ ”

                    “มันคืออะไรครับนายท่าน”   แทซอนหันกลับมามองผู้ติดตามอย่างเอ๋อขึ้นหน้า  เขาจะอธิบายกับเซฟยังไงดีล่ะว่าไอ้ประจำเดือนนี่มันคืออะไร  ไม่น่าจะเปรียบเปรยขึ้นมาให้มันฟังเลยจริง ๆ

                    “เอ่อ...”   แทซอนติดอ่าง เขารู้สึกกระดากปากมากถ้าจะพูดถึงมัน 

                    “มันเป็นเรื่องของผู้หญิงน่ะนายอย่ารู้เลย”

                    “งั้น...นายท่านเป็นผู้หญิงหรอกเหรอที่รู้ได้”

                กึก!

                    ขาของแทซอนที่กำลังจะก้าวเดินถึงกับหยุดชะงักทันทีที่เซฟกล่าวแบบนี้ ให้ตายเถอะ...ทำไมผู้ติดตามของเขาถึงได้ถามอะไรซื่อๆ แบบนี้

                    “เซฟ”   แทซอนกล่าวนิ่ง ๆ ด้วยเสียงทุ่มต่ำ 

                    “ผมผิดเอง...นายช่วยลืมเรื่องที่พูดก่อนหน้านี้ด้วยเถอะ”    แล้วแทซอนก็ออกเดินหน้าต่อไป  เพราะดูเหมือนว่าวรรณภาจะเริ่มหันมาตะโกนเร่งเขากับเซฟแล้ว

                    “นายท่านให้ข้าลืมเรื่องอะไร...ลืมเรื่องที่นายท่านมีประจำเดือนเหรอ”    เซฟยังคงไม่เดินต่อ แต่กลับบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้เป็นนายกล่าว   แล้วมันก็งงหนักขึ้นไปอีกเมื่อนายท่านพูดอะไรบางอย่างเพื่อเร่งให้มันออกเดิน

                    “เร็วเข้าสิเซฟเดี๋ยวนางพันธุรัตก็พิโรธหรอก”

                    “ฉันได้ยินนะแทซอน”

                    “ขอโทษคร้าบบบ!!!”

    ++++++++++++++++++++

                    เมืองเกรย์ดูเผิน ๆ แล้วมันเหมือนจะแคบ  แต่พอผมได้มาวิ่งไล่ตามใครสักคนรอบเมืองแล้ว  ก็รู้ได้ทันทีว่ามันกว้างกว่าที่คิด   แล้วยิ่งตอนนี้ผมกำลังตามเจ้าคนชุดดำลึกลับนั่นไปทางหมู่บ้านที่ตั้งกันหนาตา ก็ยิ่งรู้สึกว่านอกจากมันจะกว้างแล้วยังมีสถานที่ที่แปลกตาอย่างหมู่บ้านนี้ให้ได้มาค้นหา  แต่ว่าผมไม่ได้มาสนใจเรื่องนั้น...

                    “หยุดวิ่งซะที”

                    ผมกล่าวออกมาเมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้างหยุดวิ่งเสียดื้อๆ   แลวหันมาทางผมแทนก่อนจะมองผมนิ่ง  จากนั้นอะไรบางอย่างก็ทำให้ผมรู้สึกว่า  เริ่มมีความไม่ชอบมาพากลกับสายตาที่มองนั่น

                    “เจ้าเป็นใคร”   ไคน์ที่วิ่งมาสมทบตามหลังเอ่ยตะโกนถาม  แต่ร่างชุดดำนั่นยังคงนิ่งและไม่ไหวติง

                    “คุณชื่อ...เควินใช่มั๊ยค่ะ”   ผมเอียงหน้าแปลกใจเล็กน้อย  ที่เสียงที่ลอดผ่านผ้าคลุมหัวสีดำนั่นออกมา  เป็นน้ำเสียงที่แหลมเล็กของผู้หญิง  ซึ่งไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่ผมคิดไว้

                    “แล้วเธอเป็นใคร...ทำไมต้องจ้องมองพวกเราด้วย”

                    “มีคนต้องการพบคุณ”

                    “ใคร”   อีกครั้งที่ร่างชุดดำไม่พูด แต่กลับยืนนิ่งส่งสายตาเหมือนกำลังใช้ความคิดส่งมาทางผม

                    “ก่อนจะถึงตรงนั้นคุณช่วยสู้กับฉันสัก2 กระบวนท่าได้มั๊ย”

                    “หมายความ....”    

                    ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา     คล้อยเสียงธรรม

                    คำพูดผมขาดลงแค่นั้น  เมื่อจู่ ๆ ร่างของฝ่ายตรงข้ามก็พุ่งด้วยความเร็วสูง  พร้อม ๆ กับตวัดดาบที่ผมไม่รู้ว่าเจ้าตัวชักออกมาตอนไหน  จนสร้างประกายริ้วดาบนับสิบเล่มให้มุ่งตรงมายังผม  ที่ยืนตะลึงค้างกับทักษะที่ร่างชุดดำนั่นใช้

                    ทักษะท่าเท้าข้ามภพ    เดินชมดาว

                    ผมรีบดึงสติที่เตลิดไปไกลให้กลับเข้าร่างอย่างรวดเร็ว  ก่อนจะใช้ออกด้วยทักษะท่าเท้าเพื่อหลบหลีกการโจมตีนั่นได้อย่างหวุดหวิด  พร้อม ๆ กับใช้โอกาสที่คู่ต่อสู้กำลังชงักฝีเท้ารีบเปิดหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา  จากนั้นก็หยิบการ์ดดาบมังกรเพลิงมาถือไว้แล้วคลายผนึกมันออกอย่างรวดเร็ว  ก่อนจะวาดทักษะตอบกลับทันที

                    ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา     ชี้ทางมาร

                    เกลียวดาบนับร้อยม้วนตัวขึ้นสูงไปในอากาศ ก่อนมันจะวกลงมาที่ร่างของคนชุดดำนั่นอย่างรวดเร็ว  แต่ฝ่ายตรงข้ามที่ถูกผมโจมตีกลับเพียงแค่ตวัดดาบขึ้นใช้ทักษะป้องกันเท่านั้น

                    ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา     กงล้อธรรม

                    ร่างชุดดำพลิกดาบเข้าหาตัวเอง  แล้ววาดออกเป็นวงกลมสร้างปราณดาบ ที่แผ่ออกเป็นวงกว้างต้านการโจมตีของผมได้อย่างพอดี   แต่ดูเหมือนปราณดาบที่แผ่ออกมานั้นจะห่างกันเกินไปซึ่งแตกต่างจากที่ผมใช้ที่จะมีความถี่กว่า เหมือนกับว่าผู้เล่นที่คลุมตัวเองด้วยชุดสีดำนั้นพึ่งจะเคยใช้ทักษะนี้   และเพราะเหตุนั้นเองที่ทำให้ปราณดาบที่ฝ่ายตรงข้ามสร้างไม่สามารถต้านการโจมตีของผมได้อยู่นานแน่นอนว่าในที่สุดมันแตกสลายไปพร้อม ๆ กับ  เกลียวดาบของผมก็ทะลวงเข้าหาร่างเป้าหมาย

                วูบ! 

                เพล้ง!!!

                    ผมสลายทักษะที่กำลังโจมตีนั้นทิ้งก่อนมันจะถึงตัวเป้าหมาย  ยังผลความงุนงงมาให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผมทำแบบนั้นก็เพราะผู้เล่นชุดดำนั่น ไม่ได้มีเจตนาจะมาทำร้ายผมเพียงแค่ต้องการวัดฝีมือเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องถึงกับทำร้ายฝ่ายตรงข้าม

                    “เอ้า!...บอกได้หรือยังว่าเธอเป็นใคร ทำไมถึงใช้เพลงดาบแบบเดียวกับผมได้”    

                    ผู้เล่นชุดดำคนนั้นไม่ตอบ  แต่กลับเปิดหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา  แล้วหยิบการ์ดอะไรบางอย่างมาถือไว้  ก่อนจะคลายผนึกมัน  จนปรากฏบานประตูบานหนึ่งขึ้นมาจากพื้นดิน  นั่นแหละผมถึงรู้ว่ามันคือการ์ดประตูสารพัดนึก  จากนั้นผู้ที่ต่อสู้กับผมเมื่อครู่  ก็หันกลับมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่เจือด้วยความไม่พอใจนิดๆ   แล้วก็เปิดบานประตูนั่นเข้าไป

                    “ตามมา”

     


     

    คล้ายกับเรื่องTHE ONLINE WAR ฝ่าวิกฤติออนไลน์ทะลุโลก (Episode 1) ที่คุณอ่าน