การประลองของเอกอนจบลงแค่นั้น ผมปิดหน้าต่างนั่นลงก่อนจะเลื่อนภาพการต่อสู้ของวรรณภาขึ้นมาดู ซึ่งก็เห็นว่าเธอได้ใช้หนึ่งในทักษะมนตราเทพ จัดการคู่ต่อสู้จนแพ้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเมื่อผมไล่เปิดภาพการต่อสู้ของคนอื่น ๆ ดูก็พบว่าพวกเขาเหล่านั้นเอาชนะคู่ต่อสู้ของตัวเองได้หมด จนผ่านเข้ารอบที่สามมาได้เหมือนกัน
ติ๊ด!
ผมปิดหน้าต่างทั้งหมดลง เมื่อไม่มีสิ่งใดให้ผมได้ดูอีก และตอนนี้ห้องที่ผมอยู่ก็มีผู้เล่นที่ผ่านเข้ารอบสามมาในสายของผม กำลังนั่งประปรายทั่วไปตามจุดต่างๆ ในห้อง บ้างก็นั่งขัดสมาธิปรับพลังอยู่ บ้างก็นั่งคุยเล่นกับผู้ติดตามตัวเอง บ้างก็ยืนนิ่ง ๆ พิงผนังห้องเงียบ ๆ ซึ่งไม่มีใครปริปากพูดกับใครเลยสักคน ต่างคนต่างอยู่ในโลกส่วนตัว ราวกับว่ามีแต่ตัวเองเท่านั้นที่อยู่ในห้องนี้เพียงลำพัง
“7 คนงั้นเหรอ”
ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ หลังจากที่กวาดสายตาไปทั่วห้อง แล้วนับดูจำนวนคนที่ผ่านเข้ารอบ ซึ่งถ้าจะให้ถูกผู้ผ่านเข้ารอบที่ 3 ควรจะมี 8 คนนับรวมผมด้วย แต่นี่มีแค่ 7นั่นก็หมายความว่าคู่ต่อสู้อีกคู่ที่อยู่ห้องเดียวกับผมนี้ยังประลองกันไม่เสร็จ
วูบ!
มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นตรงบริเวณมุมห้องมุมหนึ่ง มันคือกลุ่มแสงสีขาวเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เปล่งแสงจ้า แล้วบังเกิดร่างของผู้เล่นชายคนหนึ่งโผล่ออกมา แล้วแสงสีขาวทั้งหมดก็ค่อย ๆ เลือนหายไป เป็นขณะเดียวกับผู้มาใหม่ก็เริ่มสำรวจทั่วห้องอย่างช้าๆ ก่อนสายตาของเขาจะมาหยุดอยู่ที่ผม จากนั้นก็ค่อย ๆ เดินเข้ามา
“คุณคงจะเป็น...จอมดาบสยบศาสตรา...สินะ” เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะระหว่างผมกับเขา หลังจากที่ผู้เล่นชายคนนั้นเอ่ยขึ้นมา ซึ่งมันทำให้อีก 6คนที่เหลือที่อยู่ในห้องแห่งนี้เริ่มหันมาให้ความสนใจ
“ผมชื่อแครกเกอร์...ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ร่างกายของผมกระตุกวูบ ราวกับโดนไฟฟ้าอ่อน ๆ สะกิดเมื่อได้ยินชื่อนั้น ก่อนจะค่อย ๆ หรี่ตาลงมองฝ่ายตรงข้างอย่างพินิจ
“เช่นกัน...เรียกผมว่าเควินก็ได้”
“ชนะมาให้ถึงรอบสุดท้ายนะครับ...ผมอยากสู้กับคุณมากที่สุด” แล้วร่างของผู้เล่นที่ชื่อแครกเกอร์นั่นก็ค่อยๆ เดินถอยหลังห่างออกไปช้า ๆ และฉีกยิ้มมุมปากน้อย ๆ ในขณะที่เสียงของระบบก็ดังขึ้นมาเพื่อแจ้งรายละเอียดทันที
‘ระบบขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ผ่านเข้ารอบที่ 3 ทุกท่านค่ะ และขออนุญาตประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านเข้ารอบที่3 ห้อง C3 จำนวน 8ท่านค่ะ...
1. เควิน
2. ซูซี่น่ารัก
3. นานามูระ
4. ยองยองฉี่
5. จันทรามรกต
6. จอมยุทธพเนจร
7. เจ้าพ่อถังแตก
8. แครกเกอร์
ซึ่งผู้เล่นทั้ง 8 สามารถตรวจสอบรายละเอียดคู่ต่อสู้ในรอบต่อไปของตัวเอง ได้ที่เว็บบอร์ดของเกมส์ค่ะ ส่วนกติกาในรอบที่ 3 นั้น ระบบจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ค่ะ
กรุณารอสักครู่ระบบกำลังวาร์ปท่านออกจากห้องค่ะ...’
วูบ!
สิ้นเสียงของระบบร่างของผมก็ถูกกลืนด้วยแสงสว่างสีขาวจนเลือนหายไปจากห้อง ปรากฏตัวอีกทีก็ตรงจุดเดิม ซึ่งมันเป็นที่เดียวกับเมื่อวานที่ผมถูกส่งวาร์ปออกมา และก็แน่นอนว่าผมไม่เจอเพื่อน ๆ ของตัวเองอีกเช่นกัน มีเพียงแค่ผู้เล่นหลากหลายอาชีพพากันเดินให้เกลื่อนตาเต็มท้องถนน
วิ้ง! วืด!
ไคน์กับเวียร่าคืนร่างของตัวเองอัตโนมัติโดยไม่รอคำสั่งของผม ก่อนที่ทั้งสองจะเดินมายืนขนาบข้าง พลางใช้สายตามองดูผู้เล่นที่กำลังเดินไปมาอย่างสนใจ
“เจ้านั้นนั่นกำลังจ้องมองเรา”
จู่ ๆ ไคน์ก็สะกิดบอกผมเบา ๆ จากนั้นผมก็หันไปมองตามสายตาของไคน์ช้า ๆ ก็พบว่ามีใครคนหนึ่งกำลังยืนแอบที่มุมร้านขายชุดป้องกันของเกมส์ ร่างนั่นใส่ชุดคลุมดำทั้งตัวปิดร่างจนมิดมีเพียงดวงตากลมโตเท่านั้น ที่มองลอดผ่านผ้าคลุมหัวแบบลวก ๆ มาที่พวกผม และเหมือนคนคนนั้นจะรู้ว่าพวกผมรู้ตัวแล้วจึงค่อย ๆ เดินถอยหลังช้า ๆ แต่สายตาก็ยังจับจ้องอยู่ กระทั่งผมตัดสินใจเดินเข้าไปหา ร่างนั่นจึงรีบหันหลังแล้วเริ่มออกวิ่ง...
“ตามไป”
+++++++++++++++++++++
“มาโผล่ที่เดิมสินะ”
ดราก้อนฟิชเปรยกับตัวเอง เมื่อมองไปรอบ ๆ แล้วพบว่าถูกวาร์ปส่งมาตรงสถานที่เดียวกับเมื่อวาน ซึ่งก็คือหน้าประตูทางเข้าโดมแข่งขันทางทิศตะวันออก
“ลุงดราก้อนฟิชครับ” ใครบางคนเรียกชื่อเขาจากข้างหลัง และเมื่อดราก้อนฟิชหันไปมองก็พบว่าเป็นหลานของตัวเอง กำลังยืนนิ่งเอามือกอดอกอยู่
“อ้าว!...นึกว่าใคร มีอะไรล่ะอาร์ม”
“ลุงอย่าพูดชื่อเล่นผมในเกมส์สิ”
ราเชลไอซ์ทำเสียงไม่พอใจนิด ๆ แบบเด็กๆ ก่อนจะทำหน้ามุ่ยที่ไม่ว่าใครมาเห็นก็ต้องไม่คิดว่าเจ้าตัวจะสามารถทำหน้าแบบนี้ได้ ทั้งที่ส่วนใหญ่เวลาอยู่ในเกมส์ราเชลไอซ์มักจะตีหน้ายิ้มแบบแปลกๆ หรือไม่ก็ทำหน้าเฉยชาอยู่เสมอ ๆ
“อ่อ...ลุงลืมไปราเชลไอซ์ ว่าแต่เธอออฟไลน์บ้างหรือยัง”
“ยังครับ ผมกะจะออฟตอนเย็นในเวลาของโลกจริงนะครับ”
“จะเอางั้นเหรอ”
“ครับ...ถึงยังไงตอนนี้ลุงก็ใช้คำสั่งออฟไลน์ไม่ได้ ให้ผมอยู่เป็นเพื่อนจะดีกว่านะ”
“ขอบใจ...แต่ว่าภารกิจนี้น่ะมันเสี่ยงมาก ใจจริงลุงอยากให้เธอถอนตัวด้วยซ้ำ”
“เพราะผมอายุ 14ปีงั้นเหรอครับ” ดราก้อนฟิชได้แต่มองหน้าหลานของตัวเองนิ่งๆ
“ลุงบอกเองไม่ใช่เหรอครับว่าข้างนอกเกมส์ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร แต่พอมาอยู่ในเซียออนไลน์แล้วขอเพียงมีจินตนาการ ก็สามารถเป็นอย่างที่ฝันได้ และผมก็กำลังทำแบบนั้นอยู่”
“เฮ้อ!...แต่ว่า...” เสียงของดราก้อนฟิชขาดห้วงไปเมื่อราเชลไอซ์พูดตัดขึ้นมา
“ลุงดราก้อนฟิช....ผมเข้าใจในความห่วงใยของลุง แล้วลุงก็พูดเรื่องนี้มาเป็น 10 รอบแล้ว” เราเชลไอซ์เว้นวรรคพูดแล้วมองลึกเข้าไปในดวงตาของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นลุงแท้ๆ ของตัวเอง “แต่คำตอบผมก็ยังเหมือนเดิม”
“เฮ้อ!...”
ดราก้อนฟิชลากเสียงถอนหายใจยาวอย่างปลงตก ยังไงเขาก็เปลี่ยนใจหลานตัวเองไม่ได้สินะ ถึงตอนแรกเขาจะเป็นคนชักชวนให้มาช่วยทำภารกิจก็เถอะ แต่พอมองเห็นอันตรายที่คอยอยู่แล้ว เขาก็อดนึกเป็นห่วงไม่ได้ แต่ก็นั่นแหละเมื่อราเชลไอซ์ยืนยันแบบนี้ เห็นทีเขาคงจะไม่พยายามเกลี้ยกล่อมแล้วล่ะ
“ให้มันได้อย่างนี้สิหลานฉัน” ดราก้อนฟิชพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงอันเบา จนเกือบจะกลายเป็นเสียงลม แต่กระนั้นราเชลไอซ์ก็ยังได้ยิน แถมยื่นหน้ามาใกล้ ๆ ลุงตัวเองแล้วฉีกยิ้มกว้าง
“ขอบคุณครับที่ชม” แล้วดราก้อนฟิชก็ถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่
“แล้วเราจะไปไหนกันต่อดีล่ะ”
“ใกล้ ๆ เมืองเกรย์นี่ มีสถานที่หนึ่งเป็นเมืองเก่า แต่ผู้เล่นส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นซากปรักหักพัง ที่ระบบสร้างขึ้นมาเพื่อประดับตกแต่งบรรยากาศเกมส์ แต่ผมไม่คิดแบบนั้นมันคงจะต้องมีอะไรบางอย่างแอบแฝงแน่ ๆ”
“หลานก็เลยจะชวนลุงไปสำรวจเหรอ” ราเชลไอซ์พยักหน้า 2-3 ทีติด ๆ กัน
“เอ้า!...เอางั้นก็ได้ลุงไม่ได้ทำอะไรอยู่แล้ว”
ดราก้อนฟิชตอบ เขาเห็นหลานตัวเองเอียงหน้ายิ้มน้อย ๆ แล้ว ก็ได้แต่ส่ายหน้าและถอนหายใจเป็นรอบที่ 3 ซึ่งดราก้อนฟิชก็ได้แต่คิดว่าต่อให้ราเชลไอซ์ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ต่อหน้าคนอื่นแค่ไหน สุดท้ายก็ยังเป็นหลานที่ชื่ออาร์มที่เขารู้จักอยู่ดี
“จะว่าอะไรมั๊ยถ้าผมจะไปด้วย”
เสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลจากที่ดราก้อนฟิชยืนอยู่ ส่วนราเชลไอซ์ก็รีบหุบยิ้มแล้วปั้นหน้านิ่งก่อนจะหันไปทางต้นเสียงทันที ก็พบว่าเป็นเอกอน ซึ่งเป็นผู้เล่นฉายาจอมเวทย์ดวงดาว ที่ได้ชื่อว่าเป็นถึงอันดับที่ 3 เมื่อ 12ปีก่อน กำลังยืนทำท่าแบะมือเหมือนอยากจะขอร่วมวงด้วย
“ได้สิ ไปกันเยอะ ๆ เผื่อมีเหตุการณ์อะไรแปลก ๆ จะได้ช่วยกัน”
+++++++++++++++++++++
“ช่วยบอกทีว่าทำไมฉันต้องมากับนายด้วย”
วรรณภาบ่นเสียงอุบ ก่อนจะใช้มือปัดกิ่งไม้กิ่งหนึ่งที่มันห้อยมาอยู่ตรงหน้าเธอพอดี แล้วเดินต่ออย่างทุลักทุเลท่ามกลางแมกไม้ทึบของป่าจินมัวที่อยู่ทางตอนเหนือของเมืองซีเดย์เมีย เมืองที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในบรรดาทั้ง13 เมืองของเกมส์เซียออนไลน์
“ก็ถือว่าสลับกัน ตอนนั้นผมไปทำภารกิจกับคุณ ตอนนี้คุณก็มาช่วยผมทำภารกิจของเซฟมันมั่ง”
แทซอนหยุดเดินแล้วหันกลับมาตอบ ข้าง ๆ เขานั้นมีเจ้าเซฟที่หยุดเดินเช่นกัน ซึ่งวรรณภาก็ได้แต่ย่นหน้าให้แล้วเดินเบียดผ่านแทซอนกับเซฟไป สุดท้ายเธอก็ได้แต่โทษความซวยของตัวเองที่ดันไปเดินชมของในตลาดแล้วก็เจอแทซอนกับเซฟกำลังจะไปทำภารกิจทักษะลับเผ่าพันธุ์แวมไพร์อยู่พอดี และพอถามไถ่กันไปมาก็กลายเป็นว่าเธอต้องมาติดสอยห้อยมาจนได้ ทั้ง ๆ ที่วรรณภาคิดแล้วว่าจะเดินช็อปปิ้งให้สนุกซะหน่อย หลังจากที่ต่อสู้มาเหนื่อย ๆ ซึ่งคู่ต่อสู้ของเธอก็ไม่ใช่กล้วย ๆ ซะด้วย กว่าจะชนะก็เล่นกินเวลานานเหมือนกัน นี่ขนาดรอบที่ 2 ยังหนักขนาดนี้ วรรณภาไม่อยากคิดเลยว่ารอบต่อไปนั้นจะหนักขนาดไหน แต่ถึงยังไงเธอก็ต้องชนะให้ได้ เพราะคำว่าภารกิจของบริษัทเซียมันค้ำคออยู่
“ย่ะ...รีบ ๆ ทำให้เสร็จแล้วรีบ ๆกลับกัน...ถ้าNPC ที่มอบทักษะลับเผ่าพันธุ์ให้เซฟมันเรื่องมากนัก ฉันจะส่งมันให้ไปกราบยมบาลเอง โทษฐานที่ทำให้ฉันต้องมาตกระกำลำบากในป่าทึบที่แสนจะอึมครึมนี่” แทซอนได้แต่ยืนอ้าปากค้างนิ่งๆ ที่จู่ ๆ วรรณภาก็หันมาระบายอารมณ์ยืดยาวกับเขา ก่อนจะหันกลับไปแล้วเริ่มออกเดินดุ่ม ๆ บุกป่าข้างหน้า
“ประจำเดือนเธอไม่มาแน่ ๆ ”
“มันคืออะไรครับนายท่าน” แทซอนหันกลับมามองผู้ติดตามอย่างเอ๋อขึ้นหน้า เขาจะอธิบายกับเซฟยังไงดีล่ะว่าไอ้ประจำเดือนนี่มันคืออะไร ไม่น่าจะเปรียบเปรยขึ้นมาให้มันฟังเลยจริง ๆ
“เอ่อ...” แทซอนติดอ่าง เขารู้สึกกระดากปากมากถ้าจะพูดถึงมัน
“มันเป็นเรื่องของผู้หญิงน่ะนายอย่ารู้เลย”
“งั้น...นายท่านเป็นผู้หญิงหรอกเหรอที่รู้ได้”
กึก!
ขาของแทซอนที่กำลังจะก้าวเดินถึงกับหยุดชะงักทันทีที่เซฟกล่าวแบบนี้ ให้ตายเถอะ...ทำไมผู้ติดตามของเขาถึงได้ถามอะไรซื่อๆ แบบนี้
“เซฟ” แทซอนกล่าวนิ่ง ๆ ด้วยเสียงทุ่มต่ำ
“ผมผิดเอง...นายช่วยลืมเรื่องที่พูดก่อนหน้านี้ด้วยเถอะ” แล้วแทซอนก็ออกเดินหน้าต่อไป เพราะดูเหมือนว่าวรรณภาจะเริ่มหันมาตะโกนเร่งเขากับเซฟแล้ว
“นายท่านให้ข้าลืมเรื่องอะไร...ลืมเรื่องที่นายท่านมีประจำเดือนเหรอ” เซฟยังคงไม่เดินต่อ แต่กลับบ่นพึมพำกับตัวเองอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้เป็นนายกล่าว แล้วมันก็งงหนักขึ้นไปอีกเมื่อนายท่านพูดอะไรบางอย่างเพื่อเร่งให้มันออกเดิน
“เร็วเข้าสิเซฟเดี๋ยวนางพันธุรัตก็พิโรธหรอก”
“ฉันได้ยินนะแทซอน”
“ขอโทษคร้าบบบ!!!”
++++++++++++++++++++
เมืองเกรย์ดูเผิน ๆ แล้วมันเหมือนจะแคบ แต่พอผมได้มาวิ่งไล่ตามใครสักคนรอบเมืองแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่ามันกว้างกว่าที่คิด แล้วยิ่งตอนนี้ผมกำลังตามเจ้าคนชุดดำลึกลับนั่นไปทางหมู่บ้านที่ตั้งกันหนาตา ก็ยิ่งรู้สึกว่านอกจากมันจะกว้างแล้วยังมีสถานที่ที่แปลกตาอย่างหมู่บ้านนี้ให้ได้มาค้นหา แต่ว่าผมไม่ได้มาสนใจเรื่องนั้น...
“หยุดวิ่งซะที”
ผมกล่าวออกมาเมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้างหยุดวิ่งเสียดื้อๆ แลวหันมาทางผมแทนก่อนจะมองผมนิ่ง จากนั้นอะไรบางอย่างก็ทำให้ผมรู้สึกว่า เริ่มมีความไม่ชอบมาพากลกับสายตาที่มองนั่น
“เจ้าเป็นใคร” ไคน์ที่วิ่งมาสมทบตามหลังเอ่ยตะโกนถาม แต่ร่างชุดดำนั่นยังคงนิ่งและไม่ไหวติง
“คุณชื่อ...เควินใช่มั๊ยค่ะ” ผมเอียงหน้าแปลกใจเล็กน้อย ที่เสียงที่ลอดผ่านผ้าคลุมหัวสีดำนั่นออกมา เป็นน้ำเสียงที่แหลมเล็กของผู้หญิง ซึ่งไม่ใช่ผู้ชายอย่างที่ผมคิดไว้
“แล้วเธอเป็นใคร...ทำไมต้องจ้องมองพวกเราด้วย”
“มีคนต้องการพบคุณ”
“ใคร” อีกครั้งที่ร่างชุดดำไม่พูด แต่กลับยืนนิ่งส่งสายตาเหมือนกำลังใช้ความคิดส่งมาทางผม
“ก่อนจะถึงตรงนั้นคุณช่วยสู้กับฉันสัก2 กระบวนท่าได้มั๊ย”
“หมายความ....”
ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา คล้อยเสียงธรรม
คำพูดผมขาดลงแค่นั้น เมื่อจู่ ๆ ร่างของฝ่ายตรงข้ามก็พุ่งด้วยความเร็วสูง พร้อม ๆ กับตวัดดาบที่ผมไม่รู้ว่าเจ้าตัวชักออกมาตอนไหน จนสร้างประกายริ้วดาบนับสิบเล่มให้มุ่งตรงมายังผม ที่ยืนตะลึงค้างกับทักษะที่ร่างชุดดำนั่นใช้
ทักษะท่าเท้าข้ามภพ เดินชมดาว
ผมรีบดึงสติที่เตลิดไปไกลให้กลับเข้าร่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้ออกด้วยทักษะท่าเท้าเพื่อหลบหลีกการโจมตีนั่นได้อย่างหวุดหวิด พร้อม ๆ กับใช้โอกาสที่คู่ต่อสู้กำลังชงักฝีเท้ารีบเปิดหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา จากนั้นก็หยิบการ์ดดาบมังกรเพลิงมาถือไว้แล้วคลายผนึกมันออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะวาดทักษะตอบกลับทันที
ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา ชี้ทางมาร
เกลียวดาบนับร้อยม้วนตัวขึ้นสูงไปในอากาศ ก่อนมันจะวกลงมาที่ร่างของคนชุดดำนั่นอย่างรวดเร็ว แต่ฝ่ายตรงข้ามที่ถูกผมโจมตีกลับเพียงแค่ตวัดดาบขึ้นใช้ทักษะป้องกันเท่านั้น
ทักษะเพลงดาบปัญจวชิรา กงล้อธรรม
ร่างชุดดำพลิกดาบเข้าหาตัวเอง แล้ววาดออกเป็นวงกลมสร้างปราณดาบ ที่แผ่ออกเป็นวงกว้างต้านการโจมตีของผมได้อย่างพอดี แต่ดูเหมือนปราณดาบที่แผ่ออกมานั้นจะห่างกันเกินไปซึ่งแตกต่างจากที่ผมใช้ที่จะมีความถี่กว่า เหมือนกับว่าผู้เล่นที่คลุมตัวเองด้วยชุดสีดำนั้นพึ่งจะเคยใช้ทักษะนี้ และเพราะเหตุนั้นเองที่ทำให้ปราณดาบที่ฝ่ายตรงข้ามสร้างไม่สามารถต้านการโจมตีของผมได้อยู่นานแน่นอนว่าในที่สุดมันแตกสลายไปพร้อม ๆ กับ เกลียวดาบของผมก็ทะลวงเข้าหาร่างเป้าหมาย
วูบ!
เพล้ง!!!
ผมสลายทักษะที่กำลังโจมตีนั้นทิ้งก่อนมันจะถึงตัวเป้าหมาย ยังผลความงุนงงมาให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผมทำแบบนั้นก็เพราะผู้เล่นชุดดำนั่น ไม่ได้มีเจตนาจะมาทำร้ายผมเพียงแค่ต้องการวัดฝีมือเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องถึงกับทำร้ายฝ่ายตรงข้าม
“เอ้า!...บอกได้หรือยังว่าเธอเป็นใคร ทำไมถึงใช้เพลงดาบแบบเดียวกับผมได้”
ผู้เล่นชุดดำคนนั้นไม่ตอบ แต่กลับเปิดหน้าต่างเก็บไอเทมขึ้นมา แล้วหยิบการ์ดอะไรบางอย่างมาถือไว้ ก่อนจะคลายผนึกมัน จนปรากฏบานประตูบานหนึ่งขึ้นมาจากพื้นดิน นั่นแหละผมถึงรู้ว่ามันคือการ์ดประตูสารพัดนึก จากนั้นผู้ที่ต่อสู้กับผมเมื่อครู่ ก็หันกลับมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงที่เจือด้วยความไม่พอใจนิดๆ แล้วก็เปิดบานประตูนั่นเข้าไป
“ตามมา”