บทที่ 13 ยังต้องชื่นชมบุรุษรูปงามต่อไป!
จวนตระกูลลู่
ทันทีที่รถม้าหยุดลงที่หน้าประตูจวน หญิงสาวร่างบางในชุดสีเขียวก็รีบพุ่งเข้าไปในจวนอย่างรีบร้อนจนยามเฝ้าประตูถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เมื่อได้สติแล้วก็ลดมือลงพลางหันกลับไปมองคุณหนูใหญ่ด้วยความประหลาดใจ
“ท่านแม่ข้ากลับมาแล้ว! ” ลู่พ่านฝูไม่ทันได้พักหายใจหายคอก็ตรงไปหาหลี่หวานทันที ข้ารับใช้ที่เดินสวนทางกับนางมาก็ไม่มีแม้แต่เวลาจะทักทาย
นางมีเวลาว่างไม่มากนักนาน ๆ ครั้งจึงจะแอบหนีออกมาได้
มีสาวใช้ที่ฉลาดคนหนึ่งรีบวิ่งตัวปลิวไปบอกหลี่หวาน และหลี่หวาน
เองก็รีบออกมาต้อนรับ ทว่ายังไม่ทันได้พูดอะไรนางก็ถูกลู่พ่านฝูลากเข้ามาในห้องแล้วปิดประตูดังโครม!
หลี่หวานเป็คนฉลาดนางย่อมรู้ดีว่าเหตุใดลู่พ่านฝูถึงได้รีบกลับมา
“เ้ารู้เื่แล้วใช่หรือไม่?”
ลู่พ่านฝูหายใจหอบ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและความคับข้องใจ นางพยักหน้าตอบ “คนเล่าลือกันไปทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว ข้าเองก็เพิ่งรู้เมื่อวานนี้เองเ้าค่ะ”
“นึกไม่ถึงเลยว่านังผีร้ายนั่นจะโผล่มาหลอกหลอนเราไม่เลิก! ตายไปก็ตั้งหลายปีแล้วก็ยังมีคนเอาชื่อมาอ้างเพื่อก่อเื่อีก!”
ลู่พ่านฝูโกรธมากจนใบหน้าอันงดงามที่แต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความโมโห
หลี่หวานมีท่าทีสุขุมกว่าบุตรสาวมาก “เ้าจะโกรธไปทำไม? ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ให้สตรีผู้นั้นที่ชื่อลู่จือฉิง มามีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลลู่ของเราเด็ดขาด”
“ข้ากับท่านพ่อของเ้าปรึกษาหารือกันแล้ว ในเมื่อคนตายไปแล้วก็ต้องยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่จริงแล้วก็ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่านางมาจากที่ไหน”
ลู่พ่านฝูยังคงโกรธเหมือนเดิม นางยังจดจำเื่ราวในอดีตได้ดี “แต่ว่านาง ชื่อเสียงของนางในตอนนั้นเลวร้ายจนถึงเพียงนั้น ทั้ง ๆ ที่ตายไปนานหลายปีแล้ว ท่านอ๋องรุ่ยก็ยังไม่ยอมแต่งงานใหม่เพราะยังคิดถึงนางอยู่! แต่ดูข้าสิ….”
นางพูดไปก็หวนนึกถึงชะตากรรมอันเลวร้ายที่นางต้องประสบในจวนขององค์รัชทายาทจนในที่สุดก็สะอื้นไห้ออกมา “ข้าอุตส่าห์วางแผนตั้งมากมายและทำทุกทางเพื่อขัดขวางไม่ให้นางได้แต่งกับองค์รัชทายาท แต่ไม่คิดเลยว่าตอนนี้…ตอนนี้ข้า…”
หลี่หวานเองก็รู้สึกเ็ปใจเช่นกัน นางได้แต่โอบกอดบุตรสาวไว้ในอ้อมอกพลางถอนหายใจอย่างแ่เบา สิ่งต่าง ๆ ในโลกเปลี่ยนแปลงไปเหมือนเมฆสีขาวกลายเป็สีเทา ใครจะไปคิดว่าคำพูดที่ฟังดูดีของชิวหลินเหม่าในตอนนั้นจะดีเพียงแค่ลมปาก
ทว่าเมื่อได้แต่งเข้าไปอยู่ในจวนแล้วกลับได้เป็เพียงเป็อนุภรรยาเท่านั้น หลายปีมานี้เขาก็ไม่ได้แต่งงานเพิ่ม แม้แต่หญิงสาวที่ถูกตาต้องใจก็ไม่มีพาเข้ามาในจวนอีกเลย...
“ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ก็ยังมีความหวัง อย่างน้อยเ้าก็ยังโชคดีกว่าคนที่ตายไปแล้ว การได้มีชีวิตอยู่ก็ถือว่าเป็ชัยชนะแล้ว!”
เมื่อได้ยินดังนั้นลู่พ่านฝูจึงเงยหน้าขึ้นมานั่งตัวตรง น้ำตาก็ไหลพรากพลางกัดฟันพูดว่า “ข้ารู้ว่านางตายไปแล้ว และไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้ แต่ข้าไม่อยากเห็นคนที่เหมือนนางปรากฏตัวขึ้นมาอีก!”
“ยิ่งไปกว่านั้นองค์รัชทายาทก็...พระองค์ก็ทรงใส่พระทัยกับเื่นี้มาก ถึงกับตามตัวข้าไปไต่ถาม เขาไม่พูดกับข้ามาเป็เวลาหลายเดือนแล้ว แต่กลับเอ่ยถามถึงหญิงแพศยานั่น!”
หลี่หวานกำลังจะพูดลู่พ่านฝูก็เอ่ยด้วยความแค้นต่อ “ก่อนที่พระองค์จะเสด็จกลับไป ข้าได้ยินพระองค์ตรัสว่าลู่จือฉิงผู้นี้ช่างงดงามยิ่งนัก ไม่รู้ว่านางจะมีรสชาติเยี่ยงไร...”
เมื่อเห็นแววตาโกรธแค้นของบุตรสาวหลี่หวานก็หน้าซีดลงทันทีคำพูดขององค์รัชทายาทนั้นแรงเกินไปจริง ๆ
ลู่พ่านฝูรีบพูดอีก “ข้าไม่อยากจะขัดเคืองกับคนตาย แต่ในเวลานี้อย่างไรก็ต้องจัดการกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านแม่เ้าคะ ตอนนี้เป็โอกาสดีที่จะสามารถทำให้องค์รัชทายาทสนพระทัยข้าได้บ้าง ถึงแม้ว่าผลลัพธ์จะเป็ยังไงก็ย่อมดีกว่าที่ไม่มีโอกาสเลย”
นางพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรนเหมือนกลัวว่าหลี่หวานจะไม่ตอบตกลง จึงพูดต่อ “อีกอย่างท่านแม่จะวางใจได้จริงหรือเ้าคะที่รู้ว่านางยังมีตัวตนอยู่? เื่เมื่อห้าปีก่อนถ้ามีคนอื่นรู้เข้าล่ะก็ สกุลลู่ของเราอาจจะต้องโทษหนักเลยนะเ้าคะ!”
หลี่หวานมีสีหน้าซีดเผือดลงทันที นางเองก็คิดเื่เหล่านี้อยู่เช่นกัน เพียงแต่ว่าตอนนี้ลู่จือฉิงอยู่ในจวนของท่านอ๋องรุ่ย แล้วนางจะทำเช่นไรได้เล่า
เมื่อคิดอยู่ครู่หนึ่งหลี่หวานจึงพูดออกมาว่า “เพียงแค่สังหารนาง ก็เท่ากับว่าแม้ท่านอ๋องรุ่ยหรือองค์รัชทายาทจะสงสัยว่าสตรีผู้นั้นมีความเกี่ยวข้องกับสกุลลู่ของเราหรือไม่ นั่นก็เป็เพียงการกล่าวหาที่ไร้หลักฐาน”
ลู่พ่านฝูพยักหน้าแล้วเสริมต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นยิ่งขึ้น “ใช่แล้วเ้าค่ะ! และด้วยเื่นี้องค์รัชทายาทได้เริ่มต่อสู้กับท่านอ๋องรุ่ยอย่างเปิดเผย ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเื่ของพระชายารุ่ยนั้นเป็เื่ต้องห้าม แต่องค์รัชทายาทกลับทรงเขียนจดหมายไปหาท่านอ๋องรุ่ยใจความล้วนเป็ถ้อยคำยั่วยุ...”
“หากเป็เช่นนั้นก็ยิ่งง่ายขึ้นไปอีก แน่นอนว่าองค์รัชทายาทก็ทรงประสงค์ให้นางตายเช่นกัน”
ลู่พ่านฝูพยักหน้ารัว ๆ “แต่ตอนนี้ลูกถูกพระชายาขององค์รัชทายาทจับตาและควบคุมอยู่จึงไม่สามารถออกจากจวนไปไหนได้ เื่นี้ลูกคงต้องรบกวนขอให้ท่านแม่จัดการแทนแล้ว โปรดดำเนินการให้เร็วที่สุดด้วยนะเ้าคะ!”
หลี่หวานรู้สึกกังวลใจยิ่งนักลู่จือฉิงถูกท่านอ๋องรุ่ยพาตัวไปที่จวน ใคร ๆ ก็รู้กันทั่ว แล้วนางจะจะเข้าไปสังหารคนในจวนของท่านอ๋องรุ่ยได้อย่างไร
แต่นางก็ฝืนใจตอบว่า “แม่จะพยายามอย่างเต็มที่ ฝูเอ๋อร์เื่นี้ยังไม่ควรใจร้อนจนเกินไป ยังมีเื่ที่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้อีกมากความคิดของแม่ในตอนนี้ การมีพระราชโอรสให้องค์รัชทายาทนั้นถือเป็หนทางที่มั่นคงที่สุด!”
“แต่ท่านแม่ข้ายังรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ตอนนั้นพวกเราก็ไม่ได้พบศพของนาง ถึงจะตกหน้าผาไปก็จริงแต่จะเป็ไปได้หรือไม่ว่านางอาจจะยังไม่ตาย!”
ประโยคเหล่านี้ทำให้หลี่หวานรู้สึกใจหายเหมือนกัน แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่พลัดตกหน้าผาแล้ว ยังรักษาสภาพศพให้สมบูรณ์ได้ก็นับว่าเก่งแล้ว ทว่าตอนนั้นพวกนางก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพียงคิดว่าลู่จือฉิงคงจะกลายเป็อาหารสัตว์ป่าไปนานแล้ว
หลี่หวานค่อย ๆ นั่งลง
ตอนแรกก็เพราะว่ารับคำสั่งและรับใช้องค์รัชทายาท หากไม่ได้เป็เช่นนั้นแล้ว ต่อให้มีใครมายื่นความกล้าให้แม่ลูกคู่นี้ถึงร้อยครั้งพวกนางก็คงไม่กล้าทำอยู่ดี
เมื่อห้าปีก่อนตอนที่ลู่จือฉิงได้เข้าพิธีแต่งงานกับท่านอ๋องรุ่ย นับจากนั้นก็แทบไม่เคยได้กลับมาบ้านเกิดเลยนับครั้งได้ก็ไม่เกินห้าครั้งด้วยซ้ำ เป็เพราะเหตุนี้หลี่หวานจึงได้อาศัยจังหวะที่นางจะไปขอพรบนูเา แล้วชวนให้ลู่จือฉิงออกมาเที่ยวด้วยกัน
เื่นี้คิดไปก็ยิ่งกลัว ยิ่งเพราะท่านอ๋องรุ่ยมาช้าไปก้าวหนึ่ง พวกเขาเลยต้องเล่นละครตบตาให้เนียนขึ้นอีกหน่อย จึงได้เตรียมศพเอาไว้ด้านล่างก่อนที่ท่านอ๋องรุ่ยจะเสด็จมาถึง แต่ศพนั่นก็แหลกละเอียดมากนอกจากเครื่องแต่งกายแล้ว ก็ไม่อาจจะแยกแยะได้อีก
“ท่านแม่ ท่านแม่! ท่านคิดอะไรอยู่หรือ?”
ลู่พ่านฝูจ้องมองหลี่หวานอย่างไม่วางตา สีหน้าของหลี่หวานซีดเผือดไร้สีเื
“ไม่มีอะไร หากไม่มีอะไรแล้ว เ้าก็รีบกลับไปพักผ่อนเสียเถอะ พวกคนในตอนนั้นล้วนถูกองค์รัชทายาทสั่งการให้จัดการไปหมดแล้ว
เ้าไม่ต้องเป็กังวลมากนัก เ้าเอาเวลาไปคิดหาวิธีที่จะครองตำแหน่งพระชายาขององค์รัชทายาทให้ได้ก็พอแล้ว”
ด้วยความจนใจลู่พ่านฝูทำได้เพียงพยักหน้ารับ แล้วลุกขึ้นกลับไปยังตำหนักองค์รัชทายาท
…
แน่นอนว่าลู่จือฉิงซึ่งอยู่ในวังหลวงย่อมไม่รู้เื่ราวที่เกิดขึ้นในจวนสกุลลู่เลยแม้แต่น้อย หลังจากที่นางถูกขังและถูกทิ้งให้ตากลมอยู่ที่เกาะกลางทะเลสาบมาตลอดทั้งคืน วันนี้นางก็ถูกจองจำอีกครั้งที่สวนสั่วเสวี่ย ทว่าครั้งนี้สภาพความเป็อยู่กลับดีขึ้นกว่าเดิมยิ่งนัก
หลังจากที่ได้ลิ้มลององุ่นจากแคว้นซีอวี้จานที่สองหมดลง ลู่จือฉิงก็ได้เรอออกมาเบา ๆ แล้วก็เอนกายลงนอนใต้ต้นไม้ในสวน จากนั้นนางก็หลับตาลงอย่างสงบ นิ่งเฉย และไร้อารมณ์ ทว่าในใจนั้นกลับกังวลถึงเซี่ยมู่จนแทบจะขาดใจ
อย่างไรก็ตามนางเรียนรู้ที่จะปิดบังอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองมานานแล้ว บางครั้งที่นางไม่ได้เก็บซ่อนอารมณ์เอาไว้ก็เป็เพียงเพราะว่านางี้เีเท่านั้น
นอกจากนี้สองวันที่ผ่านมา นางก็ได้ทบทวนความผิดพลาดที่เกิดขึ้นใน่นี้ทั้งหมด และได้ข้อสรุปที่เ็ปอย่างยิ่งว่า…
ไม่อาจเชื่อใจในคำพูดและการกระทำของบุรุษรูปงามได้ แต่ว่าเพื่อความสุขทางสายตาแล้ว นางก็ยังต้องชื่นชมบุรุษรูปงามต่อไป!