เจ้าอยากให้ข้าเป็นวายร้ายอย่างงั้นเหรอ?? เจ้าเปิดตาดูสิข้าหรือพวกเขากันแน่ที่เป็นตัวร้าย

    พบกันอีกครั้ง

    ณ ดินแดนที่งดงามเต็มไปด้วยพลังวิญญาณอมตะ เมืองที่ตั้งตระหง่านราวกับเป็นศูนย์กลางแห่งสวรรค์ ในห้องหรูหรากลางคฤหาสน์ใหญ่ ชายหนุ่มผู้มีอำนาจสูงส่งคนหนึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะที่เต็มไปด้วยงานเอกสาร เขาขมวดคิ้วและกุมขมับด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากภาระหน้าที่ที่มากมาย

    ทันใดนั้น เงาดำเคลื่อนตัวออกมาจากมุมห้อง ชายผู้ปรากฏตัวในชุดคลุมสีดำก้มศีรษะลงต่ำก่อนจะเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “นายท่าน... พวกเราได้พบตัวคนที่น่าจะเป็นลูกชายของท่านที่หายตัวไปแล้วขอรับ”

    ชายผู้สูงศักดิ์ไม่แสดงอาการสนใจใดๆ ความเย็นชาและประหลาดใจฉายชัดในแววตาของเขา เขายังคงนั่งอยู่ด้วยท่าที่ที่ไม่สนใจแล้วถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเฉยชา “มันอยู่ที่ไหน?”

    ชายชุดดำตอบเสียงเรียบ “ทวีปอมตะเปลวเพลิงขอรับ เราพบเขาในงานประมูลของหอการค้าทองคำ และมีข้อมูลว่าเขาอาจมีปัญหากับองค์หญิงแห่งราชวงศ์จักรพรรดิฟีนิกซ์อมตะด้วย”

    เงาดำยื่นม้วนข้อมูลให้ชายผู้เป็นนาย ซึ่งเปิดออกแล้วอ่านด้วยความสนใจ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ค่อยๆ ปรากฏขึ้น

    "ในที่สุดปัญหานั้นก็มีทางออกแล้ว"

    เขาพึมพำออกมา “ไปนำตัวมันมาหาข้า”

    ชายชุดดำก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยความเคารพก่อนจะรายงานต่อ

    “นายท่าน...เรื่องนั้นอาจจะไม่ง่ายนัก นายน้อยไม่ได้แสดงความต้องการกลับมา... อีกทั้ง...” เขาหยุดชั่วครู่ราวกับลังเลที่จะพูดต่อ

    “เขาได้สังหารคนของพวกเราไปแล้วขอรับ”

    บรรยากาศในห้องเงียบลงอย่างกะทันหัน ชายผู้สูงศักดิ์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่จะถอนหายใจยาว เขาเก็บม้วนข้อมูลกลับไว้ที่โต๊ะ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาและแน่วแน่ “ถ้าอย่างนั้น...ก็ส่งทรัพยากรไปให้เขา ถามเขาด้วยความจริงใจว่าต้องการกลับมาหรือไม่ หากเขาไม่ต้องการ ก็ใช้กำลังบังคับซะ”

    คำพูดนั้นเฉียบขาดและเด็ดขาดราวกับฟันเส้นด้ายที่เชื่อมโยงระหว่างพ่อและลูกชายผู้สูงศักดิ์หันหลังให้ภาพของลูกชายที่เขาไม่ได้พบมานาน รอยยิ้มที่เคยปรากฏหายไป กลับกลายเป็นความเงียบงันแทน

    ชายชุดดำโค้งตัวลึก “รับทราบขอรับ” จากนั้นเขาก็หายตัวไปในความมืด ทิ้งให้บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยความว่างเปล่า

    ในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด เงาดำทั้งแปดเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ไร้ซึ่งเสียงหรือร่องรอย พวกเขาเป็นยอดฝีมือที่ถูกส่งมาจากตระกูลเจียงเพื่อทำภารกิจตามหาตัวเจียงหยุน และพวกเขาได้ทำการแยกย้ายเพื่อเพิ่มโอกาสในการหาเจอ แต่เวลาผ่านไปไม่นาน หนึ่งในพวกเขาพลันหายตัวเข้าไปในพื้นที่ที่แปลกประหลาด ราวกับถูกดูดเข้าไปในค่ายกลอันทรงพลัง

    เมื่อเขามองไปรอบๆ สถานที่ที่เขาหลงเข้ามาคือสนามรบที่ปกคลุมด้วยหิมะและน้ำแข็ง อมตะจำนวนมากกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นดิน ร่างไร้วิญญาณของพวกเขานอนจมอยู่กับกองเลือดที่แห้งกรัง แม้แต่เหล่าอมตะแห่งสวรรค์บางคนยังถูกแช่แข็งและฉีกขาดเป็นเสี่ยงๆ ร่างที่กระจัดกระจายนั้นทำให้เกิดบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัวและเงียบงันอย่างไม่น่าเชื่อ

    ชายชุดดำย่อตัวลง หยิบเศษน้ำแข็งที่ติดอยู่กับศพอมตะขึ้นมา เมื่อมองดูใกล้ๆ เขาพบว่าเศษน้ำแข็งนั้นไม่ใช่แค่ก้อนน้ำแข็งธรรมดา แต่เป็นเศษชิ้นส่วนของศพ! และทันใดนั้นเอง หญิงสาวคนหนึ่งวิ่งฝ่าหิมะออกมา สภาพของนางเต็มไปด้วยบาดแผล ร่างกายสั่นสะท้าน นางหอบหายใจหนักขณะพยายามหนีไปข้างหน้า โดยมีชายหนุ่มที่หมดสติถูกแบกอยู่บนหลัง

    เมื่อชายชุดดำเห็นเขาได้รีบไปแอบซ่อนตัวทันทีและมองดูหญิงสาวคนนั้นอย่างถี่ถ้วน เขาตกใจมากกับตัวตนของหญิงสาวคนนี้

    "เจ้าหญิงองค์ที่ 9... แห่งราชวงศ์จักรพรรดิฟีนิกซ์อมตะ?"

    ทันใดนั้น เขาหันไปมองผู้ที่กำลังไล่ตามนางอยู่ ร่างของชายผู้เยือกเย็นที่เดินตามมาอย่างเชื่องช้า ด้วยท่าทีราวกับนักล่าที่ไม่รีบร้อน และเมื่อเขาได้เห็นใบหน้าของชายคนนั้น ชายชุดดำแทบจะหยุดหายใจ

    "ชายคนนั้น…มัน.…..เขาคือคนที่พวกเราตามหา!! และทำไมข้าถึงมองไม่เห็นการเพาะปลูกของเขากัน"

    ในขณะเดียวกัน เจียงหยุนเดินเข้ามาใกล้ เฟิ่งหลิง พยายามใช้พลังที่เหลืออยู่ทั้งหมดเพื่อหนี แต่ก็ไร้ประโยชน์ เนื่องจากขาทั้งสองข้างของนางถูกพลังลึกลับพุ่งเข้ามาโจมตีอย่างแม่นยำ เสียงกระดูกหักดังสนั่น ร่างของนางล้มลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวดที่แผ่กระจายไปทั่วร่างกาย นางไม่สามารถขยับเขยื้อนหรือหนีไปได้อีกต่อไป

    เจียงหยุนเดินเข้ามาใกล้ด้วยความเยือกเย็น ราวกับเทพมรณะที่ก้าวเดินอยู่ท่ามกลางความตาย เขาก้มลงจับหัวของเฟิ่งหลิงแน่น

    "เจ้าได้พาทหารเหล่านั้นมาตายอย่างไร้ประโยชน์เช่นเคยและเจ้ายังคงไม่ใช้สมองของเจ้าอีกตามเคย"

    เฟิ่งหลิงจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเจ็บปวด นางพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เสียงที่ออกมากลับเป็นเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบา ขณะที่ชายผู้หมดสติที่นางแบกมาก็ถูกทิ้งลงบนพื้น

    ชายชุดดำที่แอบมองจากระยะไกล เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน แม้เขาจะได้รับคำสั่งให้จับตัวเจียงหยุนกลับไปยังตระกูลเจียง แต่เมื่อเห็นพลังและความโหดเหี้ยมของชายหนุ่มตรงหน้า เขาก็รู้ได้ทันทีว่าความพยายามใดๆ ที่จะเผชิญหน้ากับเจียงหยุนจะเป็นเพียงความตายเท่านั้น

    ขณะที่เจียงหยุนกำลังวางมือลงบนศีรษะของเฟิ่งหลิง เพื่อค้นหาวิญญาณของนางและขโมยความรู้ในวิชาทั้งหมดที่นางมี ทันใดนั้น หญิงสาวสวมหน้ากากสีดำปกปิดใบหน้านางพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ฟันลงที่แขนของเจียงหยุนด้วยดาบเล่มหนึ่ง

    เจียงหยุนชะงัก เขาละมือจากเฟิ่งหลิงในทันที ขณะที่หญิงสวมหน้ากากรีบอุ้มน้องสาวของนางพยายามหลบหนี แต่ยังไม่ทันที่นางจะพ้นสายตาของเจียงหยุน ร่างกายของนาง กลับแข็งทื่อ ไม่สามารถขยับได้แม้แต่น้อย ความรู้สึกเสมือนถูกพันธนาการอยู่ในกฎแห่งพลังบางอย่าง และเจียงหยุน มองไปที่รูปร่างของนางที่สวมเสื้อผ้าหรือหน้ากากสีดำปกปิดมิดชิดแต่มันก็ไม่สามารถปิดบังความงดงามและรูปร่างที่งามสง่าของนางได้

    เสียงฝีเท้าดังกังวานขึ้นจากด้านหลังของนาง "น่าประทับใจจริงๆ" เสียงเจียงหยุนที่เยือกเย็นแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจดังขึ้นขณะที่เขาเดินเข้ามาใกล้ หญิงสวมหน้ากากพยายามดิ้นรน แต่ไร้ผล เขาเอื้อมมือมาอย่างช้าๆ ปลดหน้ากากที่ปิดบังใบหน้านางออก นางรู้ตัวทันทีว่าหนีไม่พ้นจึงเร่งเปิดใช้พลังแฝงในร่างของนางพร้อมร่างกายที่ระเบิดพลังขึ้นอย่างฉับพลัน หลุดพ้นจากพันธนาการของเจียงหยุนและหนีออกมาได้อย่างหวุดหวิด แต่หน้ากากที่สวมไว้กลับหลุดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามน่าตกตะลึง

    ชายชุดดำที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ในระยะไกลตกตะลึงเช่นกัน

    "องค์หญิงลำดับที่หนึ่งของราชวงศ์จักรพรรดิฟีนิกซ์อมตะ! อัจฉริยะอันดับ 2 ในรายชื่ออมตะงั้นเหรอ.."

    เฟิ่งอี้ยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย นางสบตากับเจียงหยุนอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความแน่วแน่

    "เจ้าช่วยปล่อยน้องสาวของข้าไปได้หรือไม่?"

    เจียงหยุนยิ้มบางๆ ราวกับทุกอย่างเป็นเพียงเกมสำหรับเขา

    "ถ้าแลกกับตัวเจ้าข้าก็อาจจะยอมตกลงได้อยู่นะ"

    ดวงตาของเฟิ่งอี้หรี่ลงเล็กน้อย นางไม่สนใจคำหยอกล้อของเขา

    "เจ้าหยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว รีบพูดออกมาว่าเจ้าต้องการอะไร"

    เจียงหยุนยังคงยิ้ม แต่ดวงตาเต็มไปด้วยความเย็นชา "ข้าไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย... แค่เจ้าก็พอแล้วละ"

    เฟิ่งอี้ไม่ตอบคำ เพียงแต่ปล่อยพลังแห่งเปลวเพลิงที่รุนแรงออกมาจากร่าง นางไม่สนใจที่จะพูดคุยหรือเจรจาต่อรองอีกต่อไป เงาของเปลวเพลิงอันร้อนแรงปะทุขึ้นจากร่างของนาง ขณะที่เจียงหยุนตอบโต้ด้วยน้ำแข็งเยือกแข็ง ทั้งสองพลังอันรุนแรงเข้าปะทะกันกลางอากาศอย่างรุนแรง ส่งผลให้พื้นที่รอบข้างถูกปกคลุมไปด้วยพลังอันบ้าคลั่ง

    เจียงหยุนหัวเราะเบาๆ ขณะที่เขาถอยหลัง

    "เจ้าลอบโจมตีข้าอีกแล้วนะ"

    เฟิ่งอี้กัดฟัน นางยังคงพยายามระงับอารมณ์ขณะจ้องเขา

    "เจ้าเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อนแท้ๆ ข้าก็แค่จะปกป้องน้องสาวของข้าเท่านั้น!"

    เจียงหยุนยิ้มมุมปากเล็กน้อย ขณะที่อากาศรอบตัวทั้งสองคนเริ่มหนาวเย็นและร้อนระอุในเวลาเดียวกัน บรรยากาศรอบข้างตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าการปะทะที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

    ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าก็ได้ดังขึ้นอีกครั้ง ชายชุดดำจากตระกูลเจียงก้าวเข้ามาขัดจังหวะการเผชิญหน้าที่ดุเดือดนี้

    "นายน้อย พวกเรามาช่วยเหลือท่านแล้วขอรับ"

    สิ้นเสียงของชายชุดดำคนนั้นชีวิตของเขาก็ได้สิ้นไปพร้อมเสียงของเขาด้วยเช่นกัน โดยร่างกายถูกอะไรบางอย่างตัดออกอย่างรวดเร็ว

    คล้ายกับเรื่องเจ้าอยากให้ข้าเป็นวายร้ายอย่างงั้นเหรอ?? เจ้าเปิดตาดูสิข้าหรือพวกเขากันแน่ที่เป็นตัวร้าย ที่คุณอ่าน