เช้าวันใหม่ไหลเข้ามาแบบเดิม ๆ เหมือนทุกวันในหมู่บ้านเล็ก แสงแดดลอดผ่านรอยไม้กระท่อมเป็นเส้นบางบางตกลงบนพื้นดินอาอวี่ลืมตาขึ้นแล้วสะดุ้งทันที ความตึงที่ก้นยังอยู่ครบเหมือนมันตั้งใจอยู่ต่อจากเมื่อวาน เขานั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ กลิ้งตัวลงจากที่นอน มือแตะลงไปโดยไม่ต้องคิด
"อึก…"
เสียงสั้น ๆ หลุดออกมาเหมือนร่างกายไม่อยากยอมรับสภาพ เขานั่งพิงผนังไม้ ขยับตัวช้า ๆ เหมือนลองเช็คว่าตัวเองยังใช้งานได้ไหม แต่พอขยับมากไปก็ต้องหยุด สีหน้าบิดเล็กน้อย ภาพเมื่อวานย้อนกลับมาเอง ทั้งโดนลุงขายหมูตีก้นที่หน้าบ้าน ทั้งสายตาคนรอบ ๆ ที่มองเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างยังค้างอยู่ในร่างเหมือนรอยจำ เขาพ่นลมหายใจออก
"เหอะ ของแค่นี้หยุดข้าไม่ได้หรอกนะ..." เสียงนั้นเหมือนเถียงตัวเองมากกว่าจะพูดให้ใครฟังจริง ๆ
---ประตูเปิดขึ้นทันทีโดยไม่มีเสียงเตือน เด็กหญิงตัวเล็กโผล่เข้ามาเหมือนรู้เวลาเสมอ นางเป็นหลานผู้ใหญ่บ้าน และเป็นเพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กผมหางแกะสีชมพูสะดุดตาแม้แสงเช้ายังไม่ชัด นางเดินเข้ามาในกระท่อมเหมือนเป็นเรื่องปกติ
อาอวี่เหลือบมอง"มาอีกแล้ว..."
เสี่ยวหนิงมองเขาที่นั่งอยู่กับพื้นก่อนพูดเรียบ ๆ"ข้าว่าแล้ว โดนท่านลุงหลี่ตีก้นจนลุกไม่ขึ้นหละสิ"
อาอวี่เงยหน้าทันที ขมวดคิ้วแล้วสวนกลับทันควัน"หึ แค่นี้มันไม่คณาก้นข้าหรอก..."เสี่ยวหนิง “เหอะ” เบา ๆ แล้วไม่เถียงต่อ
นางเล่าว่าคนในหมู่บ้านเห็นเหตุการณ์แล้วก็แค่บ่นกันไม่กี่คำ ก่อนแยกย้าย ไม่มีใครถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะลุงขายหมูหลี่เถี่ยจูแค่หัวร้อนแล้วลงมือ แล้วก็จบไปตามนิสัย เสียงคนเดินผ่านหน้ากระท่อมมีแค่บ่นสั้น ๆ แล้วหายไป ไม่มีใครสนใจต่อ อาอวี่พยายามลุก มือดันพื้นแล้วสะดุ้งก่อนจะหยุดกลางทาง
"โอ่ยยย ก้นข้า" เสียงเบาลงเอง
เสี่ยวหนิงถอนหายใจ แล้วเอ่ยเรียบ ๆ"ช่างเถอะ อาเปามาเรียกตั้งแต่เช้า บอกมีเรื่องสำคัญจะเล่าให้ฟัง"
นางหันหลังเดินออกจากกระท่อมอาอวี่ค่อย ๆ ลุกขึ้นแม้ก้นยังตึง แต่ก็เดินตามไปอย่างช้าๆพรางมีเสียงพึมพำ อูยย อูย เป็นระยะ
---
ลมเช้าปะหน้า หมู่บ้านเริ่มขยับ เสี่ยวหนิงเดินนำโดยไม่หันกลับยังไม่ทันพ้นทาง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากข้างบ้านไม้เก่า
"จะไปไหนกันแต่เช้า" ปู่เหอยืนพิงเสาไม้เหมือนเดิม สายตานิ่ง ๆ กวาดมองทั้งสองคน
อาอวี่ชะงักเล็กน้อย "พวกข้ากำลังจะไปบ้านอาเปา"
ปู่เหอพยักหน้าเหมือนรับรู้ แต่ยกมือขึ้นนิดเดียว "ไปทีหลัง" กล่าวเสียงเรียบ หากไม่เปิดช่องให้เถียงแม้เพียงนิด "มากินข้าวก่อน"
ทั้งสองหยุดพร้อมกันปู่เหอเดินนำเข้าไปด้านในบ้านช้า ๆ"อาหารพร้อมแล้ว ข้าเตรียมไว้ตั้งแต่เช้า" เขาชี้ไปที่โต๊ะไม้"เนื้อหมูจากเมื่อวานนั่นแหละ เจ้าหลี่เถี่ยจู เอามาแบ่งไว้ให้ ข้าเลยเอามาตุ๋นพะโล้"ฝาหม้อดินเปิดออก กลิ่นพะโล้ร้อน ๆ ลอยขึ้นทันที
เสี่ยวหนิงชะงัก"หอม…"
อาอวี่ไม่พูด แต่ท้องร้องเบา ๆ"เข้ามา" ปู่เหอพูดสั้น ๆอาอวี่นั่งลงก่อน "ข้าว…"เสี่ยวหนิงตามทันที "ข้าว ข้าว ข้าว"
ปู่เหอยิ้มมุมปาก "ค่อย ๆ กิน อย่ามูมมามนัก"เสียงช้อนกระทบชามดังขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่มีใครพูดอะไรเพิ่ม
---
เมื่อกินเสร็จ ปู่เหอเอนตัวพิงเก้าอี้โยก ดวงตาครึ่งหลับครึ่งตื่นเขายกมือขึ้นเปรี๊ยะ…เปรี๊ยะ ไฟฟ้าเล็ก ๆ แล่นตามปลายนิ้ว ไล่จากคอ ไหล่ ขา
อาอวี่หันขวับ "ท่านปู่!" สายตาเด็กน้อยเป็นประกาย"ข้าอยากทำแบบนั้นได้บ้าง เอาไปจิ้มอาเปาคงสนุกแน่"
ปู่เหอหัวเราะ "ฮ่าๆ เจ้านี่คิดแต่เรื่องใช้ผิดทาง"เขาพูดต่อช้า ๆ "ต้องจับการไหลของปราณ แล้วผสานกับความคิด ค่อยดึงออกมา"
เปรี๊ยะ…
"แบบนี้"อาอวี่นิ่ง "ท่านปู่… ท่านสอนได้ห่วยมากเลยนะ"
ปู่เหอหัวเราะลั่น"ฮ่าๆ ยังเร็วไป ไปเล่นได้แล้ว"เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนเอ่ยต่อ "อ่า วันนี้อย่าไปก่อเรื่องเพิ่มล่ะ""โควต้าก่อเรื่องของเจ้าหมดแล้ว"
เขายิ้ม "คงไม่ต้องให้ข้าพูดซ้ำใช่ไหม"เปรี๊ยะ…เปรี๊ยะ
อาอวี่หดคอเงียบไปเสี่ยวหนิงอมยิ้มอย่างสะใจก่อนลุกทันที "ไปเร็ว อาเปารอแล้ว"
---อาอวี่กับเสี่ยวหนิงกำลังเดินออกจากบ้านมาไม่ไกลนักทางดินเลียบแนวรั้วทอดผ่านบ้านเรือน ก่อนเปิดออกเป็นลานกว้างด้านหน้าเรือนไม้หลังหนึ่งตัวบ้านของอาเปาตั้งอยู่ปลายลานกว้าง เรือนไม้ยกพื้นสูงกว่าบ้านทั่วไปเล็กน้อย เสาไม้ใหญ่รองรับน้ำหนักทั้งหลัง โครงสร้างดูแน่นหนากว่าบ้านรอบข้าง รอบตัวบ้านมีร่องรอยการใช้งานอยู่ตลอดเวลา ทั้งรอยกระแทกของไม้ฝึกซ้อม และรอยลากของอุปกรณ์หนักที่ถูกย้ายไปมาเป็นประจำ
ลานด้านข้างกว้างพอให้คนหลายคนใช้งานพร้อมกันได้ พื้นดินถูกเหยียบแน่นจนเรียบจากการฝึกซ้ำ ๆ มีหุ่นไม้ตั้งเรียงอยู่หลายตัว บางตัวมีรอยแตกเล็กน้อยจากแรงปะทะยังไม่ทันถึงหน้าประตู
“ปัง”
ประตูไม้เปิดออกร่างอ้วนท้วมพุ่งออกมา พุงดันเสื้อ ใบหน้าแดงจัด“เจ้า และเจ้า จงกลายเป็นหมู หมูที่อืดอาด หมูที่แสนเชื่องช้า หมูที่จะถูกจับไปให้ลุงหลี่ ณ บัดนี้!!!”อาเปายืนค้ำลาน ดวงตาสีดำเหมือนมีไฟอยู่ข้างใน ผมสั้นยุ่งเล็กน้อย ตัวอ้วนเทอะทะแต่ยังยกคางสูง
“หากจะมีใครซักคนที่ต้องเป็นหมู คนผู้นั้นคงเป็นเจ้า เจ้าอ้วน!”
“ฮึก” เมื่อเจอคำยอกย้อนของอาอวี่ที่แทงใจดำเข้าไป อาเปาเป็นต้องสะอึก ก่อนเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่องอื่นแทน“ช่างเหอะ วันนี้ข้ามีเรื่องสนุกสุด ๆ มาเล่าให้พวกเจ้าฟัง เพราะข้าได้ยินเรื่องของพ่อมาจากท่านย่า มันสุดยอดมาก พวกเจ้าอยากฟังกันหรือไม่!”
อาอวี่จ้องมองด้วยดวงตาเฉยชา เสี่ยวหนิงนั่งเอานิ้วแกะเปลือกไม้ออกจากรั้ว
“เพ่ยยยย!!! พวกเจ้าอยากรู้มากแน่ ๆ งั้น เรื่องมันเป็นแบบนี้”
“เมื่อหลายวันก่อน ท่านพ่อข้าส่งข่าวมาว่าอีกไม่นานก็จะถึงหมู่บ้าน หากเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง พบเจอศัตรูประหลาด มันรูปร่างคล้ายลิงแต่ตัวใหญ่มาก ขนฟูฟ่องขนาดมหึมา มีเพชรอยู่ที่กลางหน้าผาก เพียงโบกหนึ่งครั้ง เกวียนม้าแทบล้มคว่ำ!”
เด็กสองคนเริ่มมีสีหน้าสนใจ ค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ ๆ เห็นดังนั้นเจ้าอ้วนเปากลับมีสีหน้ากระหยิ่มกระย่องพอใจ ก่อนกล่าวเสียงดังต่อ
“นั่นคือราชันสัตว์ป่าหรือ” เสี่ยวหนิงถามด้วยความสนใจ
“ไม่ ๆ ราชันสัตว์ป่านับเป็นอะไรได้ หากเจอกับหน่วยของพ่อข้า แต่สิ่งนี้มันยิ่งใหญ่กว่านั้น พ่อข้าเรียกมันว่า อสูร!”
“อสูร”
“ใช่แล้ว ย่ากล่าวว่าสิ่ง ๆ นี้คือสิ่งอันตรายอย่างถึงที่สุด หากพบเจอถือเป็นคราวเคราะห์ โชคชะตาโหดร้ายอย่างถึงที่สุด”
“แล้วพ่อเจ้าจะรอดไหมเนี่ย”
“เพ้ยย ตบปากตัวเองสิบครั้ง อาอวี่ ตบเดี๋ยวนี้!”
“อ่า ๆ ข้าขอโทษ” ถึงอย่างนั้นอาอวี่ก็รู้สึกว่าตนปากไม่ดีก่อนตบปากตัวเองตามนั้น
อาเปาผงกหัวอย่างพอใจ ก่อนเอ่ยตัดบท " ข้าว่ารอเล่าให้ฟังพร้อมคนอื่นๆดีกว่า งั้นไปลานกลางหมู่บ้านกันเถอะ! "
อาอวี่พลันหูตั้ง ก่อนส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย“ไม่…ที่นั้นใกล้ตลาดเกินไป วันนี้ข้าไม่อยากเจอหน้าลุงหลี่”
อาเปาที่ร่างกายกำลังลุกโชนไปด้วยความมุ่งมั่น พลันหันหน้ากลับ“อ๋อ ข้าลืมไป เมื่อเจ้าโดนลุงหลี่นั่นตีก้นจนร้องไห้วิ่งหนีเข้ากระท่อมสินะ ข้าได้ยินคนในหมู่บ้านลือกัน”
อาอวี่เพียงแสดงสีหน้าบิดเบี้ยว แต่ไม่มีคำพูดออกมา
“งั้นเราไปที่นาอาตงก็ได้ ที่นั้นกว้างขวางนัก ทั้งยังไม่ค่อยมีผู้คน อาตงน่าจะอยู่กับหลินเทา งั้นก็ครบคนพอดี เราสามารถสร้างหน่วยได้แล้ว สามารถเริ่มได้เลย!”
“เริ่มสิ่งใด?” เสี่ยวหนิงถามอย่างฉงน
“ล่าอสูร!”