“พี่ใหญ่ พี่รอง ท่านโดนรังแกมางั้นหรือเ้าคะ ท่านบอกข้ามา! น้องสาวผู้นี้จะไปแก้แค้นแทนพวกท่านเอง” นางพูดพลางทำหน้าตาขึงขังขึ้นมา
ท่าทางชวนตีเช่นนั้นทำให้ทั้งสองอดสะอึกไม่ได้
“ใครจะมารังแกข้าได้กัน ข้าเพียงแต่โกรธที่ตนเองไม่ได้อยู่ปกป้องน้องสาวยามโดนรังแกต่างหาก” พี่รองพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด
“หากข้าไม่ได้ไปรับจ้างบ้านยายฉิน ข้าคงอยู่ปกป้องเ้าได้แน่จะปล่อยให้ใครผลักเ้าตกน้ำได้อย่างไรกัน” เขาเอ่ยโทษตนเองออกมา ดวงตาก็พลันแดงก่ำประหนึ่งผลอิงเถา[1]
[1]อิงเถา คือเชอร์รี่
“เป็เพราะพี่ไม่ดีเอง เ้าเกือบจะ...…” พี่ใหญ่เองก็เอ่ยพูดขึ้นมาบ้างแล้ว เขาเผยอริมฝีปากเหมือนจะพูดสิ่งใดต่อแต่กลับไร้เสียงใดๆ เอ่ยออกมา
“ท่านพี่ พวกท่านอย่าได้โทษตนเองเลยเ้าค่ะ” นางจับมือของพวกเขาไว้พลางเอ่ยปลอบโยนพี่ชายทั้งสอง
“เป็ข้าเองที่อ่อนแอปล่อยให้คนอื่นมารังแกเอาเสียได้ หลังจากนี้ตัวข้านั้นจักต้องเข้มแข็งขึ้น หากผู้ใดมันกล้ามารังแกข้าอีกข้าย่อมเอาคืนพวกเขาเ่าั้เป็แน่” น้ำเสียงนางนั้นอ่อนโยนดุจดั่งสายน้ำชโลมจิตใจ
เพียงแต่หลังเด็กสาวเอ่ยพูดประโยคหลังขึ้นมา กลับทำให้พี่ชายทั้งสองชะงักงันตัวแข็งทื่อดั่งถูกสาปเป็หินก็มิปาน
“ว่าอย่างไรนะ?!!!” ทั้งสองเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน ถลึงตาโตอย่างตกตะลึง ฉับพลันนั้นกลับโกรธจัดประหนึ่งมีควันออกหูได้อย่างไรอย่างนั้น
“เ้าพูดว่าอย่างไรนะ! น้องสาว เ้ากำลังจะบอกข้าว่ามีคนผลักเ้าตกน้ำจริงๆ อย่างนั้นหรือ” หรงหย่งสือเองก็รีบร้อนเอ่ยถามขึ้นมา
เขากับน้องรองเคยพูดคุยเื่นี้กันดูแล้วกลับมีความคิดเช่นเดียวกัน คิดว่าต้องมีผู้ใดผลักน้องสาวของพวกเขาเป็แน่ พอมาครุ่นคิดดูแล้วผู้ที่น่าสงสัยเป็คนแรกคงหนีไม่พ้นหรงผู่เย่วและหรงก้งเย่วที่เป็ลูกสาวของป้าสะใภ้ใหญ่
หากว่ากันตามสมควรแล้วนางเป็ลูกผู้น้องของเขา ย่อมมิอาจกล่าวหานางขึ้นมาลอยๆได้ ท่าทีที่พี่ชายควรมีก็ยังต้องแสร้งทำอยู่ แต่ก็เป็เพียงเท่านั้น! น้องสาวของเขามีเพียงฮวาเอ๋อร์!! ผู้อื่นเขามิรับเป็น้องสาวดอก! แต่เื่นี้ยังต้องถามน้องสาวให้ชัดเจนก่อนจึงจะทำการใดได้
“ใช่แล้วเ้าค่ะพี่ใหญ่ พี่รอง หากแต่ว่า...” นางหยุดชะงักไปชั่วครู่
หรงเฟยฮวาขยับโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ พี่ชายทั้งสองพลางเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงอันบางเบาประหนึ่งยุงบิน “หากแต่พวกนั้นหวังจะให้ใบหน้าของข้าเสียโฉมต่างหากเล่า!! หากตัวข้ามิพลัดตกน้ำไปเสียก่อนเกรงว่า…. ท่านพี่เื่นี้พวกเราจะจัดการกันอย่างไรดีเ้าคะ?”
หลังสิ้นคำพูดของน้องสาว พี่ชายทั้งสองต่างโกรธขึ้งขึ้นมา ไม่ว่าจะพยายามสงบจิตสงบใจเท่าใดกลับไม่เป็ผล เสียโฉมเชียวนะ!!นั่นคือการทำลายอนาคตคนผู้หนึ่งเชียวนะ! แถมคนผู้นั้นยังเป็น้องสาวของเขา!!! กล้าดีอย่างไรกัน!
“ใคร!! มันผู้ใดที่อยากทำร้ายน้องสาวข้า!!” หรงหย่งฉือโมโหเป็ฟืนเป็ไฟ เทียบกับหรงหย่งสือพี่คนโตนั้นกลับดูใจเย็นกว่ากันมากนัก
“ชู่ววว! พี่รองท่านอย่าส่งเสียงดังนักสิเ้าคะ ประเดี๋ยวท่านแม่จะได้ยินเอา! เื่นี้ข้าอยากจัดการนางด้วยตนเองเ้าค่ะเพียงแต่เมื่อถึงยามนั้น พี่ใหญ่ พี่รอง ท่านต้องช่วยข้าด้วยนะเ้าคะ” นางรีบทำปากยู่เอ่ยปรามเบาๆ ก่อนจะเอ่ยพูดความคิดของตนออกมา นางกลัวว่าหากไม่รีบบอกพวกเขาไปท่าทางเช่นนั้นของพี่รอง คงจะไปเอาเื่คนเ่าั้ให้ได้ในวันนี้เสียแล้วกระมัง
“ฮึ่ม!!” หรงหย่งฉือผู้โกรธเกรี้ยวส่งเสียงขึ้นจมูก พลางทิ้งก้นนั่งลงอย่างฟึดฟัด
“หึ!! ข้าเองกลับคิดเห็นเช่นเดียวกันกับน้องสาว หากไม่จัดการพวกนางดูเสียบ้างอย่าเรียกข้าว่าหย่งสือ!!” หรงหย่งสือพูดออกมาด้วยน้ำเสียงดุดันประหนึ่งจะฆ่าคนให้ได้เสียเดี๋ยวนั้น
“หืม? พี่ใหญ่ท่านมีความคิดดีๆ แล้วอย่างนั้นหรือ ข้าชักจะคันไม้คันมืออยากจัดการพวกนางขึ้นมาแล้ว”
สิ้นคำพูดนั้น หรงเฟยฮวากลับงงงวยเสียเต็มประดา ‘พวกนาง?’ ตนยังไม่ทันได้บอกมิใช่หรือว่าเป็ผู้ใด เหตุใดท่าทางเช่นนั้นเหมือนกับว่าพวกเขารู้กันอยู่แล้วล่ะ?
“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านรู้หรือว่าข้าหมายถึงผู้ใด…” นางครุ่นคิดอยู่พักใหญ่จึงเอ่ยถามสิ่งที่คาใจออกไป
“จะมีใครไม่รู้บ้างว่าพวกนางชอบมาหาเื่เ้า แม้แต่เด็กคนอื่นในหมู่บ้านยังเคยโดนนางกลั่นแกล้งมาแล้วหลายครั้ง พวกเราที่อยู่ตระกูลเดียวกับนางมีหรือจะไม่โดน! ถึงเ้าจะปิดบังพี่ไว้อย่างไรก็ปิดไม่มิดหรอก เช่นนั้นหากมีสิ่งใดผิดปกติขึ้นมาอีกครั้งเ้าต้องรีบบอกพี่ใหญ่และพี่รองห้ามคิดปิดบังอีก เข้าใจหรือไม่?” หรงหย่งสือพูดพลางเอื้อมมือลูบเรือนผมนุ่มสลวยของน้องสาวอย่างเบามือ ใบหน้าเข้มอ่อนโยนลงหลายส่วน
“ข้ารู้แล้วเ้าค่ะพี่ใหญ่ พี่รอง ต่อไปข้าจะไม่ปิดบังพวกท่านอีก” นางเอ่ยตอบรับพร้อมยิ้มหวานปานน้ำผึ้ง
หรงเฟยฮวากลับรู้สึกอบอุ่นใจยิ่งนักไม่คิดว่าชาตินี้ยังจะมีใครหวังดีกับนางเช่นนี้อยู่อีก นางรู้ดีว่าคนที่พวกเขาหมายถึงเป็เด็กสาวเ้าของร่างเดิมนี้ แต่ถึงกระนั้นก็อดรู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาไม่ได้ ในตอนนี้เองนางก็ได้ตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ในจิตใจ
ในตอนที่พวกเขานั่งกระซิบกระซาบกันอยู่นั้น ผู้เป็พ่อก็เดินเข้ามาพร้อมกับชายชราท่านหนึ่ง รูปร่างค่อนข้างผอมบาง หนวดเคราหงอกเป็สีขาวเท่ากันเสียทุกเส้น บนไหล่สะพายล่วมยา[2]เอาไว้
[2]ล่วมยา คือกล่องสำหรับใส่ยาแบบโบราณ
“ท่านหมอรีบตรวจดูเถิดขอรับ ไม่ว่าจะเสียกี่ตำลึงเงินข้าก็ไม่เกี่ยงขอรับ” ผู้เป็พ่อพูดเร่งขึ้นอีกครา
ทำเอาชายชราถึงกับหนวดกระตุกเลยทีเดียวเชียว เห็นๆ กันอยู่โทนโท่ว่านางไม่ได้เป็อันใดมากเพียงแต่สีหน้าดูซีดเซียวหน่อยเท่านั้น เอาเถอะๆ บิดามารดาเป็ห่วงบุตร เขาเองก็พอเข้าใจอยู่บ้างถึงอย่างไรหากมิลองตรวจดูนางอาจจะจับไข้ขึ้นมาเอาได้
“แม่หนูน้อย ยื่นแขนมาให้ข้าตรวจชีพจรดูหน่อยเถิด” หมอชราเอ่ยพูดพลางกวักมือเรียกหรงเฟยฮวา
มืออันเหี่ยวย่นยื่นจับดูชีพจรของนางพริบตานั้นกลับตกตะลึงจนนิ่งค้างไป เขาอุทานในใจ ‘นี่มันอะไรกัน?’ เขาััได้ถึงพลังงานบางอย่างไหลเวียนอยู่ในร่างกายของนาง แต่เขากลับไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด ....คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นในหนังสือปรัมปราเล่มหนึ่ง ในหนังสือเล่มนั้นได้กล่าวอธิบายไว้แต่บางส่วนกลับไม่ชัดเจนนัก เริ่มแรกเขาเองก็เพียรพยายามอยากจับเจอพลังเช่นนี้แต่กลับล้มเหลว หลายครั้งหลายหนยามได้ตรวจผู้ไข้เ่าั้กลับมิเคยได้พานพบชีพจรเช่นในหนังสือได้กล่าวเอาไว้เลยแม้แต่น้อย
นางฉีได้ยินเสียงเคลื่อนไหวด้านนอกจึงเดินออกมา ในมือถือหมั่นโถว[3]เอาไว้อีกสองจาน หญิงวัยกลางคนเห็นหมอชราจับชีพจรให้ลูกสาวของตนอยู่นั้นนิ่งอึ้งไปเป็นานสองนานจึงได้รีบร้อนถามขึ้นมา
“ท่านหมอเป็เช่นไรบ้าง ร้ายแรงมากเลยหรือเ้าคะท่านหมอ?” ผู้เป็แม่มีท่าทีกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด
[3]หมั่นโถว คืออาหารประเภทแป้ง คล้ายซาลาเปาแต่ไม่มีไส้
หมอชราพลันหลุดออกจากภวังค์ก่อนกระแอมไอแก้เก้อ “แคกๆ เ้ามิต้องกังวลใจไปลูกสาวเ้านั้นปกติดี เพียงแต่ร่างกายนางยังอ่อนเพลียอยู่หากพักผ่อนมากๆ เข้าก็จะดีเอง” หมอชราพูดพลางคิดว่าเด็กสาวผู้นี้ช่างโชคดียิ่งนัก ตกน้ำตกท่าไปก็หลายชั่วยามยังสามารถรอดชีวิตกลับมาได้ เช่นนี้อาจเกี่ยวข้องกับพลังบางอย่างที่กำลังไหลเวียนอยู่ในตัวนางอย่างแน่นอน หากเปลี่ยนเป็เขาแล้วนั้นอาจจักได้ขึ้นแท่นเป็ป้ายบรรพบุรุษในตระกูลตนเป็แน่แท้
“เป็เช่นนั้นเองๆ” สองสามีภรรยาต่างพึมพำออกมาพร้อมๆ กันอย่างโล่งอก
“หากไม่มีอันใดแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวลา” หมอชราพูดพร้อมโบกมือลาสองสามีภรรยาหรง
แต่นางฉีกลับรั้งเขาเอาไว้พร้อมเอ่ยว่า “ท่านหมอนี่ก็มืดค่ำมากแล้ว ท่านก็อยู่กินข้าวเย็นที่นี่เถิด ลูกคนโตข้าพึ่งขึ้นเขาหาไก่ป่ามาได้หลายตัวเชียวล่ะ หากท่านมิรังเกียจก็อยู่กินด้วยกันกับพวกข้าเสียเถอะเ้าค่ะ”
“ใช่แล้วท่านปู่หมอ นี่ก็มืดค่ำแล้วท่านก็อยู่กินข้าวเย็นกับพวกเรามิดีกว่าหรือขอรับ” หรงหย่งสือเองก็เอ่ยขึ้นสำทับคำกล่าวของมารดา
“ใช่ๆ ท่านปู่หมอท่านอยู่กินข้าวกับพวกเราเถอะนะเ้าคะ” หรงเฟยฮวาเอ่ยสำทับอีกเสียง หรงหย่งฉือเองก็พยักหน้าจ้องมองชายชราไม่วางตา
หมอชราทนการรบเร้าของสามีภรรยาและเด็กน้อยไม่ไหวจึงตอบรับอย่างเสียมิได้ “ก็ได้ๆ เฮ้อ! พวกเ้าช่างบีบคั้นคนแก่เสียจริงเชียว” เขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม เซียวจื่อหยวนเองก็อยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด จะไม่รู้สึกอ้างว้างได้อย่างไรกัน!ตอนนี้กลับได้มีคนมานั่งกินอาหารด้วยกันช่างเป็ความรู้สึกที่สุขล้นเสียจริง
ในตอนที่ทุกคนกำลังสนทนาฉีซื่อกลับมองไปเห็นพี่สะใภ้รองเดินเข้ามายังหน้าบ้านในมือถือตะกร้าใบเล็กใส่ของบางอย่างเอาไว้ท่าทางดูลับๆ ล่อๆ
“น้องสะใภ้ข้าได้ยินมาว่าฮวาเอ๋อร์ตกน้ำเกรงว่าจะมิแข็งแรงจึงแอบหยิบไข่สักสองสามฟองมาให้นางบำรุงร่างกาย เอ้า! เ้ารับเอาไว้เถอะ ข้าไปก่อนล่ะเดี๋ยวพี่สะใภ้ใหญ่จะสงสัย” เมื่อพูดเสร็จก็หันมาสำรวจหรงเฟยฮวา เห็นว่านางดูซูบผอมลงไปมากจึงอดสงสารขึ้นมาไม่ได้
“ฮวาเอ๋อร์เ้าจะต้องกินเยอะๆ นะเข้าใจหรือไม่!! หากวันใดลุงรองของเ้าได้รับเงินค่าจ้างแล้วป้ารองจะบอกให้เขาซื้อขนมมาให้เ้า” นางลูบหัวเด็กสาวด้วยความเอ็นดู
ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิมนั้นป้าสะใภ้รองค่อนข้างดีทีเดียว นางมิเคยคิดร้ายต่อผู้ใดหากมีของดีก็มักจะรีบนำมามอบให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนลุงรองเองก็เช่นเดียวกัน หรงเฟยฮวาคิดว่าในเมื่อพวกเขาดีต่อนางและครอบครัวเช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องเกลียดชังพวกเขา
“ขอบคุณเ้าค่ะป้าสะใภ้รอง ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้วท่านดูสิข้าแข็งแรงเช่นนี้จะป่วยไข้ได้อย่างไรเ้าคะ” หรงเฟยฮวาพูดพร้อมหมุนตัวไปหนึ่งทีเพื่อยืนยันคำกล่าวของตน ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มซุกซน
“เ้าเด็กซนนี่!! ช่างเหลือเกินจริง ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าเ้าตัวผอมขนาดนี้หากลมพัดคงปลิวไปแล้วกระมัง” จงหลี่น่าเขกหัวเด็กสาวไปหนึ่งทีก่อนจะหัวเราะอย่างขำขัน
หรงเฟยฮวาแลบลิ้นพลางลูบหัวตนเองป้อยๆ ก่อนจะเดินไปนั่งเสวนากับพี่ชายทั้งสองอีกด้านหนึ่ง
ฉีซื่อเห็นว่าพี่สะใภ้รองเองก็ลำบากมากเช่นเดียวกันจึงมิกล้ารับเอาไว้ “พี่สะใภ้รองท่านเก็บเอาไว้ให้ซีเอ๋อร์เถอะเ้าค่ะ เขายังเป็วัยกำลังโตต้องบำรุงให้เยอะๆ นะเ้าคะ” นางฉีทั้งซาบซึ้งทั้งเกรงใจพี่สะใภ้รอง
ด้วยเพราะเวลาปกติแล้วนางมักจะคอยช่วยเหลือครอบครัวตนอยู่เสมอ ยามทำงานที่นาไม่เสร็จก็มีพี่สะใภ้รองและพี่สามีที่คอยช่วยเหลือแล้วนางจะกล้ารับไว้ได้อย่างไร
“น้องสะใภ้เ้าเก็บเอาไว้บำรุงลูกๆ เถอะ บ้านข้ายังพอมีอยู่บ้างมิได้ลำบากอันใด” จงซื่อพูดจาตัดบทเพราะเกรงว่าน้องสะใภ้จะมิยอมรับเอาไว้
“พี่สะใภ้รองเช่นนั้นท่านรอข้าสักประเดี๋ยวนะเ้าคะ” ฉีซื่อรีบตรงดิ่งไปยังห้องครัวจัดการจับไก่ซึ่งถูกทำความสะอาดไว้อย่างดียัดใส่เข้าไปในตะกร้า นางนำใบบัวห่อเอาไว้อย่างมิดชิดอีกทั้งยังใส่หมั่นโถวและผักป่าเข้าไปจนแทบล้นทะลัก
จงซื่อเห็นว่าน้องสะใภ้กลับออกมาพร้ะกร้านางจึงรีบพูด “น้องสะใภ้เ้าจะเกรงใจกันไปทำไมของพวกนั้นก็มิต้องเอาให้แล้ว เฮ้อ!! ข้าก็นึกว่าเ้าจะบอกกล่าวอันใดเสียอีก” นางรีบโบกไม้โบกมือเป็พัลวัน
“พี่สาวท่านรับเอาไว้เถอะเ้าค่ะถือเป็น้ำใจจากข้า ท่านคอยดูแลข้ามานานเพียงนี้น้องรู้สึกทราบซึ้งใจยิ่งนัก” นางฉียัดตะกร้าใส่อ้อมแขนพี่สะใภ้รองก่อนจะผลักนางไปทางด้านประตู
“ไปเถอะท่านรีบไป ซีเอ๋อร์กับพี่สามีคงรอกินข้าวอยู่นานแล้วกระมัง” ฉีซื่อพูดพลางขยิบตาให้กับพี่สะใภ้รองอย่างหยอกล้อ
จงซื่องุนงง ก่อนจะรับรู้ถึงแววตาล้อเลียนของน้องสะใภ้นางจึงรู้สึกเขินขึ้นมาเล็กน้อย ใบหน้าแต้มไปด้วยสีแดงระเรื่อ
“น้องสาวเ้าแกล้งข้าหรือ เสียแรงที่ข้าเป็ห่วงเ้า!” นางถลึงตาก่อนจะหันหน้าไปอีกด้าน
“เอาล่ะๆ ข้ามิแกล้งท่านแล้ว ข้ารู้ถึงความหวังดีของท่านแล้วเ้าค่ะ” นางฉีหลุดขำกับท่าทางของพี่สะใภ้รอง เหตุใดตนมิเคยสังเกตเห็นว่านางงดงามเช่นนี้ หากเทียบกับชาวบ้านทั่วไปแล้วนางถือว่าเป็หญิงงามนางหนึ่งเลยทีเดียว
“เช่นนั้นข้าไปล่ะ มิต้องไปส่งหรอกเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว” จงหลี่น่าะโบอกลาเด็กน้อยก่อนจะสาวเท้าเดินมุ่งหน้าเข้าบ้านตนเองไป
สามีภรรยาหนึ่งคู่ เด็กชายสองหญิงหนึ่งพร้อมด้วยชายชราอีกผู้หนึ่ง ทั้งหมดนั่งกินอาหารกันอย่างสุขสำราญใจ ทำให้บรรยากาศในมื้ออาหารเปี่ยมไปด้วยคลื่นความสุขอบอวลอยู่ในกระท่อมหลังเล็กกึ่งทรุดโทรมหลังนั้น