บทที่ 15 สามัญชนเ่าั้หรือจะเทียบกับท่านชายได้?
โหย่วหลงชางเหนื่อยล้าเกินทน เขาจึงไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ หลังจากคำนับอย่างนอบน้อมแล้วก็หันหลังเดินจากไป ท่ามกลางความเงียบงัน ร่างเงาหนึ่งพลันปรากฏขึ้นข้างกายฟางเฉิน
นางมองฟางเฉินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใย ก่อนจะก้าวเข้าไปยืนข้างหลังแล้วลงมือนวดไหล่ให้เขาอย่างแ่เบา
“ท่านชาย เย่ชิงเหอรับตัวเซียวเอินไว้แล้วเ้าค่ะ ดูเหมือนเขาคิดจะใช้คนผู้นี้เอาใจแคว้นชิงซง และถือโอกาสจัดการท่านด้วย”
“เ้าไม่จำเป็ต้องมาด้วยตัวเองเลย ข้าได้รับข่าวแล้ว หากมีใครมาเห็นเ้าที่นี่ ราษฎรต้าเซี่ยมิรุมกินโต๊ะข้าจนตายหรอกหรือ?” ฟางเฉินกล่าวกลั้วหัวเราะ
ใบหน้าของหญิงสาวขึ้นสีระเรื่อ “ท่านชาย ท่านพูดอะไรเช่นนั้นเ้าคะ...”
“เ้าคือแม่นางอวี้เซียนเชียวนะ คนที่หลงรักเ้าน่ะ เข้าแถวรอั้แ่เมืองหลวงต้าเซี่ยไปจนถึงหน้าประตูตระกูลเซียวที่แคว้นชิงซงได้เลยล่ะ” ฟางเฉินเอ่ยยิ้ม ๆ
“พวกสามัญชนเ่าั้ หรือจะเทียบกับท่านชายได้”
แม่นางอวี้แค่นเสียงฮึดฮัด “ท่านชาย เ้าม้าเหล็กกลับเข้ากลุ่มแล้ว เมื่อไหร่ข้าจะเสร็จสิ้นภารกิจและได้กลับไปอยู่ข้างกายท่านเสียที? ต่อให้ต้องเป็เพียงสาวใช้คอยทุบหลัง นวดไหล่ หรือล้างเท้าให้ท่าน ก็ยังดีกว่าต้องฝืนยิ้มให้พวกขยะที่น่ารังเกียจพวกนั้นเ้าค่ะ”
“วันนั้นคงอีกไม่ไกลแล้ว”
ฟางเฉินยิ้ม พลางหยิบยันต์ท่อง์ ยันต์วัชระ และยันต์พลังเทพอย่างละใบส่งให้แม่นางอวี้เซียน
“วรยุทธ์ของเ้ายังไม่ถึงขั้นป้าวจี้ ตอนนี้สถานการณ์กำลังวุ่นวาย หากเจออันตรายให้ใช้ปราณภายในกระตุ้นยันต์เหล่านี้ มันจะช่วยเ้าได้”
ปกติแล้วลมปราณของนักรบทั่วไปไม่สามารถกระตุ้นยันต์ได้ แต่ฟางเฉินได้ฝังพลังิญญาของตนไว้ในยันต์ล่วงหน้าแล้ว เพียงใช้ปราณภายในสะกิดพลังิญญา ยันต์ก็จะทำงานทันที
“นี่คือ...!?” ดวงตาของแม่นางอวี้เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“มันคือยันต์น่ะ ตอนนี้ท่านชายของเ้าบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จ อาจถือว่าเป็การเปิดทางสายใหม่ก็ว่าได้” ฟางเฉินกล่าวเรียบ ๆ ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง “มีคนมาแล้ว เ้าไปเถอะ”
“เช่นนั้นข้าขอตัวลาเ้าค่ะ” แม่นางอวี้เก็บยันต์แล้วจากไปอย่างเงียบเชียบ แม้วรยุทธ์นางจะไม่สูง แต่วิชาตัวเบานั้นล้ำเลิศยิ่งนัก
ไกลออกไป สวี่เกอกำลังเข็นรถเข็นตรงเข้ามาอย่างช้า ๆ
เมื่อดวงตะวันเริ่มทอแสง ผู้คนที่มามุงดูเหตุการณ์ก็เริ่มหนาตาขึ้น พวกเขาเห็นฟางเฉินยังคงนั่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังก็อดสงสัยไม่ได้
“เฉินเอ๋อร์ เ้ามารอใครที่นี่?” ฟางชางโยว อาสองของฟางเฉินถามพลางยิ้มอย่างมีเลศนัยบนรถเข็น
เมื่อวานนี้หลังจากฮองเฮาเสด็จเยือนตระกูลฟาง ทุกคนในตระกูลต่างรู้กันถ้วนหน้าว่าฟางเฉินฟื้นฟูวรยุทธ์และพลังได้แล้ว ทั้งยังขับไล่เทพธิดาเซียวไปได้อีกด้วย จากนั้นพวกเขาก็รู้ว่าฟางเฉินกำลังนำคนกวาดล้างนักรบชิงซง ตระกูลฟางทั้งตระกูลจึงวุ่นวายกันมาตลอดทั้งคืน
ฟางชางโยวเองก็ยังไม่ได้กลับไปพัก เมื่อเสร็จธุระจึงให้สวี่เกอพาเขามาหาฟางเฉิน
“สวี่เกอ ทำไมเ้าถึงพาอาสองมาที่นี่?” ฟางเฉินขมวดคิ้ว “ส่งอาสองกลับจวน”
“ขอรับ!” สวี่เกอไม่พูดพร่ำทำเพลง หมุนรถเข็นพาฟางชางโยวเดินกลับทันที
“เอ๊ะ! รอก่อน!” ฟางชางโยวโวยวาย แต่สวี่เกอฟังเพียงคำสั่งของฟางเฉินเท่านั้น
“เฉินเอ๋อร์ ให้ข้าพูดจบก่อน!” ฟางชางโยวะโอย่างหัวเสีย
“อาสอง เชิญท่านว่ามา” ฟางเฉินพยักหน้าให้สวี่เกอหยุดฝีเท้า
“ข้าพอจะมีเส้นสายอยู่ที่ 'ศาลต้าหัว' อย่างไรเสียข้าก็เคยรับราชการที่นั่น ข้าจะรอเป็เพื่อนเ้าที่นี่” ฟางชางโยวกล่าวเสียงหนัก “มีข้าอยู่ พวกเขาไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามแน่”
เขารู้ดีว่าฟางเฉินกำลังรอใครอยู่... แม้เมื่อวานทุกฝ่ายจะนิ่งเฉย แต่เมื่อฟ้าสาง การประหัตปะาที่ไร้เสียงจะเริ่มขึ้น และฟางเฉินคือใจกลางของพายุลูกนี้!
“สวี่เกอ ส่งอาสองกลับจวน” ฟางเฉินยังคงสั่งคำเดิมด้วยรอยยิ้ม
ฟางชางโยวโกรธจัด แต่ไม่ว่าเขาจะด่าทออย่างไร สวี่เกอก็ทำหูทวนลมและเข็นเขาจากไปอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่พวกเขาลับสายตาไป กองกำลังจากศาลต้าหัวก็เข้าโอบล้อมสำนักวรยุทธชิงซงระดับสูงที่กลายเป็เถ้าถ่าน
มือปราบในชุดดำถือดาบเหล็กกล้าด้วยท่าทีระแวดระวัง ขุนนางจากศาลต้าหัวผู้หนึ่งเดินนำลูกน้องตรงมาหาฟางเฉิน
“ท่านเทพาฟาง” ขุนนางผู้นั้นประสานมือทำความเคารพ
“นี่คือรายชื่อ เ้าเก็บไว้เถอะ คนที่มีเครื่องหมายขีดทับคือตายหมดแล้ว เ้าไปตรวจสอบดูได้”ฟางเฉินส่งกระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษรให้อีกฝ่าย
ในนั้นมีชื่อของม้าเหล็กถูกขีดฆ่าไว้แล้วด้วย
ขุนนางศาลต้าหัวรับมาดูแล้วถึงกับหน้าซีดเผือด บรรดามือปราบข้างๆ ต่างมองหน้ากันด้วยความหวาดหวั่นและเลื่อมใส
“นักรบชิงซงกว่าพันคน... เหลือรอดแค่คนเดียวหรือนี่...” เขาหัวเราะขมขื่น “ท่านเทพา ท่านทำให้พวกเราลำบากใจจริงๆ ข้าได้รับคำสั่งให้มาเชิญท่านไปคุมขังที่ศาลต้าหัวเพื่อรอการไต่สวนขอรับ”
ศาลต้าหัวคือหน่วยงานตุลาการสูงสุดของต้าเซี่ย ต่างจากกรมอาญาตรงที่ศาลนี้จะจัดการเฉพาะผู้มีตำแหน่งสูง และผู้ดำรงตำแหน่งเ้าศาลก็คือ "ท่านอ๋องห้า" พระอนุชาแท้ ๆ ของฮ่องเต้
“ยังมีอีกคนหนึ่งที่ยังไม่ได้ฆ่า” ฟางเฉินกล่าวอย่างราบเรียบ “รอให้เขาตายก่อน แล้วข้าจะไปศาลต้าหัวกับเ้า ดีไหม?”
“ท่านเทพา อย่าบีบคั้นผู้น้อยเลยเ้าค่ะ หากวันนี้ข้าคุมตัวท่านไปไม่ได้ ข้าต้องถูกลงโทษแน่”
“เ้าศาลสั่งให้คุมตัวข้าไปตอนไหนล่ะ?” ฟางเฉินถามยิ้ม ๆ
“เอ่อ...” ขุนนางผู้นั้นชะงัก ดูเหมือนท่านอ๋องห้าจะไม่ได้กำชับเื่เวลามาจริง ๆ
“ไม่ได้บอกใช่ไหมล่ะ เช่นนั้นก็ดี วันนี้ข้าไปกับเ้าแน่ หากไม่สบายใจจะเดินไปพร้อมกันก็ได้” ฟางเฉินลุกขึ้นเดินจากไป
“ท่านหัวหน้า เราจะเอาอย่างไรกันดี?” มือปราบคนหนึ่งกระซิบถาม
“ข้าไม่กล้าใช้กำลังกับเขาหรอก ในเมื่อท่านเทพาบอกว่าจะยอมไปเองหลังเสร็จธุระ เราก็อดทนรอหน่อยเถอะ”
ทันใดนั้น มือปราบอีกคนวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาแจ้งข่าว “ท่านหัวหน้า... หลี่หวง บุตรชายของท่านอัครเสนาบดีหลี่ก็อยู่ในหอชิงซงด้วย... เขาถูกฟันขาดครึ่งเอวไปแล้วขอรับ!”
“เื่ใหญ่แล้ว...” ขุนนางศาลต้าหัวพึมพำ ก่อนจะรีบนำคนตามฟางเฉินไป
แต่ยิ่งเดินไป พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย จนกระทั่งฟางเฉินหยุดอยู่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่หลังหนึ่ง
“นี่มัน... จวนเสนาบดีกรมกลาโหม ไม่ใช่หรือไง!?” ขุนนางผู้นั้นตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
ขณะนี้ ฟางเฉินได้เคาะประตูจวนเสนาบดีเป็ที่เรียบร้อยแล้ว...
ภายในจวน ครอบครัวตระกูลเย่กำลังรับประทานอาหารเช้า โดยมีเสนาบดีเย่ตงิ นั่งในตำแหน่งประธาน ทุกคนต่างเงียบกริบตามกฎระเบียบ
“นายท่าน... ฟาง... ท่านเทพาฟางมาเคาะประตูบ้านเราขอรับ...” บ่าวชราวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางตื่นตระหนก
เคร้ง!
ตะเกียบและชามข้าวของหลายคนหล่นลงบนโต๊ะ พวกเขารีบเก็บอาการแล้วหันไปมองเย่ตงิเป็ตาเดียว
ฟางเฉินมาที่นี่ทำไม? เมื่อคืนเขายังไล่ฆ่านักรบชิงซงอยู่เลย เหตุใดถึงมาที่จวนเสนาบดีกรมกลาโหม? หรือว่าจะเป็เื่ราวในอดีตครั้งนั้น?
เย่ชิงเหอแสร้งทำเป็ใจดีสู้เสือ มองไปที่บิดา “ท่านพ่อ เราจะพบเขาดีไหม?”
“ฟางเฉินมาหาข้าด้วยเื่อันใด?” เย่ตงิขมวดคิ้ว นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้น “ไปพบเขากัน ข้าอยากรู้นักว่าเขากำลังเล่นตลกอะไรอยู่”