เรามาถึงเมืองหลวงแล้ว การเดินทางราบรื่นผ่านไปด้วยดีในวันที่เหลือ เมื่อผ่านประตู มาคัสและมาเรียแยกไปที่โบสถ์ประจำเมือง เพื่อรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เมืองหลวงเต็มไปด้วยร้านค้าทั้งสองข้างทาง บรรยากาศครึกครื้น ร้านอาหารข้างทางทำอาหารส่งกลิ่นหอมชวนทาน ผมคงต้องลองสักหน่อย เมื่อ
ไปถึงหน้าร้าน ปรากฏว่ามันคือ เนื้อทอดธรรมดาทาซอสพิเศษ
“ไม้ละเท่าไหร่ครับ” ผมเรียกคนขายที่กำลังตั้งใจย่าง
“ไม้ละ 10 บรอนซ์ครับ”
เขายังคงก้มหน้าย่างต่อ เขาเป็ลุงหัวโล้นหน้าโหด ร่างกายเขาเร่าร้อนพอๆ กับไฟในเตาที่ใช้ย่างเนื้อ
“มิร่าเอาไหม” ผมหันข้างถามเธอ
“ค่า ขอ 2 ไม้เลยนะคะ” เธอชู 2 นิ้ว
ผมกำลังจะสั่งแต่โดนพูดแทรกขึ้นมา
“ท่านไกรอัส แล้วผมละคร้าบ” ออลวินซ์ชี้ตัวเองพร้อมทำหน้าน้อยใจ
“นายเป็อัศวินนี่ ได้เงินเพิ่มแล้วก็ซื้อเองสิ... เอา 4 ไม้ครับ” ผมบ่นออลวินซ์แล้วสั่งพ่อค้า
พ่อค้าหยิบทั้ง 4 ไม้มาเรียง โรยด้วยส่วนผสมลับ แล้วยื่นมาทางผม
“40 บรอนซ์ครับ”
เมื่อเห็นว่าผมเป็ขุนนางเขาดูตระหนก เพราะเพิ่งทำตัวเสียมารยาทกับผมไป ผมไม่ได้คิดอะไรมาก ความจริงหน้าเขาน่ากลัวกว่าผมด้วยซ้ำ ผมรับเนื้อทั้งหมดมา จ่ายเขาด้วยเหรียญทอง
“ไม่ต้องทอนครับ”
พวกเราเดินออกมาจากร้านค้า มิร่าแบ่งเนื้อให้ออลวินซ์ผู้ทำหน้าหงอย เขาเลยดีใจขึ้นมาบ้าง ผมเลยแบ่งเนื้อของผมให้มิร่าอีกต่อหนึ่ง
“
ขอบคุณนะคะท่านพี่ไกรอัส” เธอยิ้มแย้มรับเนื้อไปจากผม
อนึ่งแล้วเมื่อเธอดีใจมากๆ เธอจะเรียกผมแบบนั้น
“เลือกปฏิบัติชัดๆ เลยนะครับ” ออลวินซ์กินไปด้วยพูดไปด้วย
“หุบปากแล้วกินไปเถอะ” ผมกัดเนื้อของตัวเอง
อร่อยแฮะ
เผื่อบางคนยังไม่รู้ ผมจะบอกค่าเงินให้แล้วกัน
100 บรอนซ์ = 1 ซิลเวอร์
1000 ซิลเวอร์ = 1 โกลด์
รายได้ต่อเดือนของสามัญชนธรรมดามีั้แ่ 10-20 ซิลเวอร์ต่อเดือน
ต่อมาคือของขุนนาง รายได้ต่างกันตามยศและพื้นที่ั้แ่ 5-100+ เหรียญทองต่อเดือน
ห่างกันจนน่ากลัวเลยใช่ไหมล่ะ นี่คือความจริงที่มิอาจเลี่ยง
พวกเรามาถึงหน้าโรงแรม ‘ไพตัน’ โรงแรมสำหรับขุนนาง มันคือโรงเตี๊ยมที่พัฒนาขึ้นเท่านั้นเอง ภายนอกเป็ตึกสีขาวดูกว้างขวาง
พอเดินเข้าไปอากาศภายในสดชื่น ไม่อึดอัด เป็ผลจากไอเทมเวทมนตร์ มันรูปทรงลูกบาศก์ มีด้านหนึ่งเปิด คอยปล่อยเวทลมเพื่อถ่ายเทอากาศ ตั้งอยู่กลางเคาท์เตอร์ที่พวกเรากำลังเดินไป
“สวัสดีครับ ตระกูลไวท์ฟรอนเทียร์ จองไว้แล้วครับ” ผมพูดคุยกับพนักงานสาว
“สวัสดีค่ะนายน้อยตระกูลไวท์ฟรอนเทียร์ เชิญด้านนี้ได้เลยค่ะ” เธอเดินนำทางเข้าไปด้านใน
เราเดินขึ้นมาชั้น 2 มีป้ายติดผนังบอกว่าเป็ของขุนนางฝ่ายชาย เดินตามทางเรื่อยๆ จนถึงหน้าห้อง 205
“นี่คือห้องของนายน้อยค่ะ ชั้น 3 จะเป็ของฝ่ายหญิงโปรดอย่าขึ้นไปนะคะ”
“เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณครับ”
เธอเดินกลับลงไปชั้นล่าง พวกเรา 3 คน เดินเข้าไปข้างใน มันใหญ่เท่าๆ กับห้องนอนของขุนนางปกติ ผนังภายในสีขาว แต่แบ่งเป็ 3 ส่วน ห้องใหญ่ ห้องเล็กและห้องน้ำ พวกเรารวมตัวกันที่ห้องใหญ่เพื่อพูดคุยกันก่อน ผมนั่งลงบนเตียง ส่วนมิร่าและออลวินซ์ยืนข้างหน้าผม
“มิร่า อยากนอนห้องไหน”
“ห้องเดียวกับท่านไกรอัสค่า”
“โอเค ออลวินซ์ไปนอนห้องเล็กซะ”
“เดี๋ยวสิครับ! พวกท่านทั้งคู่โตแล้ว ควรแยกกันนอนนะครับ” เขาค้านอย่างรุนแรง
“อะไรของนาย ฉันกับมิร่านอนด้วยกันบ่อยจะตาย”
“เอ๊ะ” เขาทำหน้า เอ๊ะ ตามคำพูด
“คนในบ้านรู้เื่นี้กันทั้งนั้น ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร” ผมเสริมความน่าเชื่อถือเข้าไป
ออลวินซ์ทำหน้ายอมแพ้ให้ชีวิต บ่นคนเดียวไม่รู้เื่
“ทั้งๆ ที่ผมยังไม่เคยมีแฟนสักคนเลยแท้ๆ ท่านไกรอัสกลับ อ่า..” ก่อนที่จะเดินออกไปแต่โดยดี
ห้องเงียบลงแล้ว คืนนี้เองคงไม่มีอะไรให้ทำ ผมจึงชวนมิร่าเข้านอน
“เปลี่ยนชุดแล้วนอนกันเถอะ”
“ค่ะ”
พวกเราเปลี่ยนชุดนอน มิร่าสวมชุดนอนสายเดี่ยวนอนลงข้างๆ ผม
“วันนี้ขอแขนได้ไหมคะ” เธอขอร้องอย่างเหนียมอาย
ผมวางแขนไปบนหมอนของมิร่า เธอล้มตัวนอนอย่างมีความสุข
“ราตรีสวัสดิ์นะคะท่านไกรอัส”
“ราตรีสวัสดิ์ มิร่า”
ความมืดเริ่มกระจายตัว ผมหลับตาลงแล้วเข้าสู่นิทรา
แสงของพระอาทิตย์เล็ดลอดหน้าต่างแยงตา ผมลุกขึ้นนั่งบนเตียงก่อนพบว่า มิร่าไม่ได้อยู่บนนี้แล้ว เธอคงตื่นก่อนเตรียมตัวสำหรับอาหารเช้า ผมเดินไปล้างหน้าในห้องน้ำ เปลี่ยนชุดลำลองลงไปห้องอาหารข้างล่าง
“ท่านไกรอัส ทางนี้ค่ะ”
มิร่าและออลวินซ์จองโต๊ะนั่งรอผม แถมยังตักอาหารมาให้เรียบร้อย
“ขอบใจนะมิร่า”
“วันนี้ท่านออลวินซ์เลือกให้ด้วยนะคะ” เธอผายมือไปทางออลวินซ์
“ขอบใจเ้าอัศวินฝึกหัด”
“ครับบ”
เขาไม่โกรธที่ถูกเรียกว่าอัศวินฝึกหัด กลับกันดูดีใจด้วยซ้ำ
มาดูอาหารของผม มีมันฝรั่ง สตู เนื้อสัตว์และอาหารอีกหลากหลายให้ทาน ผมค่อยๆ ทานจนในที่สุดอาหารก็หมด อร่อยสมกับเป็อาหารของขุนนาง
หลังกินอาหาร ผมพยายามมองหาไอริส แต่ไม่ว่ายังไงก็ไม่เจอ วันนี้พวกเราจึงตัดสินใจไปเดินชมเมืองกัน ว่าแล้วพวกเราเดินออกจากประตู เมื่อเดินออกมา มีคนเรียกผมด้วยเสียงอันสดใส
“ตื่นสายจังเลยนะคะท่านพี่ หนูรอจนเมื่อยไปหมดแล้วนะคะ”
ผมสีฟ้าอ่อนที่ถูกลมพัดปลิวไสว
ดวงตาสวยงามดั่งมหาสมุทร
ในชุดวันพีชสีคราม รอยยิ้มของเด็กคนนี้สามารถเปลี่ยนแปลงอารมณ์ที่กำลังเหี่ยวเฉาของผมได้อย่างดี
ไอริส รินเฟียร์ เธอกำลังโบกมือให้ผม
ไม่จำเป็ต้องคิดอะไร ผมวิ่งไปหาเธอ ยกตัวของเธอขึ้น
“ดีใจที่ได้เจอนะ ไอริส” ผมยิ้มกว้างไม่เก็บอาการดีใจ
“หนูเองก็ดีใจที่ได้เจอท่านพี่ไกรอัสค่ะ”
เมื่อทักทายกันเสร็จ ผมปล่อยเธอลงสังเกตเห็นเมดข้างๆ จึงทักทายเธอด้วย
“ยินดีที่ได้เจอนะ ดาเทีย”
“เป็เกียรติมากค่ะท่านไกรอัส” เธอโค้งทักทายผมอย่างสวยงาม
คิดมาตั้งนานว่าดาเทียคล้ายใคร พอเจอเธอรอบนี้มันชัดมากๆ
ผมสีดำของเธอถูกรวบไว้กลมเหมือนดังโงะ
ดวงตาสีน้ำตาลดูน่ากลัวนิดๆ
สวมชุดเมดเรียบร้อย ยืนตรงเป็ไม้บรรทัด แม้รูปลักษณ์จะไม่เหมือน แต่บุคลิกทุกอย่างคือจูน่าชัดๆ หรือจูน่าแอบรับเธอเป็ลูกศิษย์ ไม่สิ ผมสลัดความคิดบ้าบอออกจากหัว คุยกับไอริสต่อ
“ไม่เห็นในที่พักเลยนะ พักที่อื่นงั้นหรอ”
“ใช่ค่ะ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ แต่เดี๋ยวก็รู้แล้วล่ะค่ะ”
“งั้นไปเดินเล่นกันเถอะ” ผมยื่นมือไปให้เธอ
ตอนแรกเธอทำท่าเหมือนจะจับ สุดท้ายเธอชักมือกลับไป
“หนูโตแล้วนะคะท่านพี่ ให้จับมือไปตลอดไม่ได้หรอกค่ะ”
“อ่ะ นั่นสินะ” ผมดึงมือตัวเองกลับ
รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน เธอคงเข้าสู่่วัยต่อต้าน ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อ่ะ แค่รู้สึกเศร้านิดหน่อย
พวกเราออกเดินผ่านร้านอาหารมากมาย ซื้อของกินกันจนอิ่ม ไอริสเองสนุกสนานกับการได้มองดูของข้างทางที่แปลกตา จนเมื่อมาถึงกลางเมืองซึ่งมีน้ำพุและที่นั่งรอบๆ พบกับนักบวชหญิงมาเรีย อัศวินมาคัส นั่งกินอะไรสักอย่าง มาเรียสบตากับผม เธอเรียกให้มาคัสมอง จากนั้นทั้งคู่ก็เดินมาทางพวกเรา
“สวัสดีค่ะ หน้าตาน่ากลัวแบบนั้นยังอุตส่ามีผู้หญิงเดินตามนะคะ ท่านรีเรียสสั่งให้พูดค่ะ” เธอพูดออกมาแบบไร้อารมณ์
ผมอึ้งกับการทักทายของเธอ ยิ่งกว่านั้นยัยเทพธิดานั่นเป็อะไรกับผม อยู่ๆ ก็มาว่ากันซะได้
“ใครหรอคะท่านพี่” ไอริสมาหลบอยู่หลังผม
“นักบวชมาเรียกับอัศวินมาคัสเป็คนจากคริสจักรที่เดินทางมาด้วยกันน่ะ”
เมื่อผมแนะนำพวกเขา ไอริสเลิกหลบซ่อน ออกมาทักทายพวกเขา
“ไอริส รินเฟียร์ บุตรีตระกูลดยุกรินเฟียร์ค่ะ” เธอโค้งคำนับพวกเขา
“คือว่า ถึงท่านพี่จะน่ากลัว แต่เขาใจดีมากๆ เลยนะคะ”
มาเรียเดินมาหน้าไอริสแล้วลูบหัวของเธอ
“เป็เด็กสาวที่สวยงามสดใสจังเลยนะคะ คำว่าใจดีคงย่อมาจาก ‘ไม่สนใจไยดีใคร’ สินะคะ ส่วนแรกฉันพูดเอง ส่วนหลังท่านรีเรียสบอกให้พูดค่ะ”
ไม่เคยรู้สึกอยากต่อยเทพธิดาขนาดนี้มาก่อน ถึงบางเวลาออร่าจะกวนผมก็จริง แต่กับรีเรียส เธอกวนขึ้นไปอีกระดับ ระหว่างหัวร้อนกับรีเรียส ดาเทียเรียกไอริสคุยอะไรบางอย่าง ก่อนไอริสจะเดินมาหาผม
“คือว่าหนูต้องไปเตรียมตัวสำหรับตอนเย็นแล้วค่ะ ขอโทษนะคะท่านพี่ เอาไว้เจอกันในงานตอนเย็นนะคะ”
“ต้องเตรียมตัวสินะ ไม่เป็ไรหรอก เอาไว้เจอกันตอนเย็นนะ”
เธอเดินออกไปอีกทางหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่าตอนนี้เหลือแค่พวกผมกับพวกมาเรีย
“เธอไม่ต้องเตรียมตัวหรอ?” ผมถามมาเรีย
“ฉันเตรียมตัวเสร็จแล้วค่ะ โง่จังเลยนะคะแค่นี้ก็ไม่รู้ คราวนี้ท่านรีเรียสฝากพูดทั้งประโยคเลยค่ะ”
ขอต่อยเข้าหน้าสักทีได้ไหม หรือเสยคางก็ได้ สัญญาว่าจะเอาให้ทีเดียวสลบเลย
‘แป๊ะ’ ผมดีดหน้าผากของมาเรีย
“ไม่จำเป็ต้องพูดหรือทำตัวตามที่คนอื่นบอกทุกอย่างหรอกนะ”
เธอเอามือปิดตรงที่ผมดีด ดูไม่เข้าใจเท่าไหร่ หรือว่าผมดีดแรงไปนะ ช่างมันละกัน
“ฉันเองก็กลับดีกว่า เจอกันตอนเย็นนะ”
“ค่ะ” เธอตอบเพียงสั้นๆ
งานเลี้ยงใหญ่โต จัดในปราสาทซึ่งใหญ่กว่าบ้านผม 2 เท่า ทหารเต็มหน้าทางเข้าคอยรักษาความปลอดภัย ภายในกว้างขวางประดับด้วยของหรูหรา มีเวทีใหญ่อยู่แถบบันได พ่อครัวนำอาหารเข้ามาเรื่อยๆ ไม่หยุด แม้คนจะเยอะเกือบ 50 คน ทุกคนต่างมีพื้นที่พอให้เดินโดยไม่ชนกัน
วันนี้ผมเสยผมขึ้น ทำให้เห็นดวงตาสีแดงของผมชัดเจน
ใส่ชุดสูทสีดำอันน่าอึดอัด ภายในเป็เสื้อสีขาว สวมกางเกงสีดำ รองเท้าหนังขัดเงาอย่างดี
ขณะเดินหาอาหาร พิธีกรประกาศผ่านไมค์เวทมนตร์
“ขอให้ทุกท่านสงบลงด้วย ขณะนี้องค์ชายเสด็จมาถึงแล้ว”
ทุกคนหยุดนิ่งจ้องไปยังเวทีว่างเปล่าในห้องจัดงานเลี้ยง
“ขอเชิญเ้าชายลำดับที่ 1 เอเดน ไลท์ เดลเบิร์ก”
เด็กผู้ชายในชุดหรูหราสีทอง เดินขึ้นบนเวที
เขามีผมสีทองอร่าม
ดวงตาสีฟ้า
ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เหมาะจะเป็ผู้ปกครองอย่างยิ่ง
เพียงแต่เขาไม่ได้ออกมาคนเดียว มีเด็กผู้หญิงอีกคนเดินมากับเขา
เธอมีผมสีฟ้าอ่อนถูกจัดแต่งทรงอย่างดี
สวมชุดเดรสสีฟ้าดูมีราคาแพง รองเท้าแก้วถูกปรับแต่งให้มีสีฟ้าเล็กน้อยเพื่อให้เข้ากับชุด
“และขอประกาศเปิดตัวคู่หมั้นขององค์ชาย บุตรีจากตระกูลดยุกรินเฟียร์ ไอริส รินเฟียร์”
เธอเดินออกมาด้วยท่าทางมีความสุขมากล้น เมื่อเห็นผมเธอโบกมือทักทายเบาๆ มา ถ้าเป็เวลาปกติ ผมคงโบกมือกลับให้เธอแล้ว
เพียงแต่ตอนนี้ทั้งในใจและหัวของผม เต็มไปด้วยความมืดมิดจนไม่อาจเข้าใจอะไรได้เลยสักอย่าง