ด้านหน้าประตูทางเข้าป่าช้าพันตา วุธที่ถูกบรีฟงานจากพี่มาร์คกำลังจะเข้าไปปฏิบัติภารกิจในป่าช้าพร้อมกับรุ่นพี่อีกสองคนประตูทางเข้าป่าช้าพันตาถูกเปิดออก ทังสามต่างพากันเดินเข้าสู่ป่าช้าทันทีที่พวกเขาเข้าเขตป่าช้า ก็ต้องตกตะลึงเมื่อบรรยากาศในป่าช้านั้นแดงก่ำราวกับว่ามีใครเอาหลอดไฟสีแดงมาสาดส่องไปทั่วบริเวณ
วุธที่ตื่นตาและฉงน กับสภาพบ้านเมืองในป่าช้าแห่งนี้ได้เดินมองดูด้วยความตื่นเต้น โดยลืมมองไปว่ารุ่นพี่สองคนนั้นนั้นยืนตาค้างแสดงสีหน้าหวาดกลัว ถึงกับเหงื่อตกอยู่ วุธที่เดินไปเริ่มรู้ตัวว่าตนเองเดินอยู่คนเดียวจึงหันกลับมามองหารุ่นพี่เห็นรุ่นพี่ยืนนิ่งเป็ไก่ตาแตกจึงรีบวิ่งกลับไปหา
“พี่ชัย พี่ราม พี่ชัย พี่ราม”วุธพยายามเรียกสองรุ่นพี่ ทั้งเรียกทั้งเขย่าตัว อยู่เป็นานสองนานกว่ารุ่นพี่ทั้งสองจะตั้งสติกลับมาได้
“เกิดอะไรขึ้นพี่ เป็อะไรหรือเปล่า”วุธตั้งคำถามทันทีที่รุ่นพี่หันมามองหน้าเขาแต่ดูจากสีหน้าของรุ่นพี่ก็ทำเอาวุธใจเสียไม่น้อยเลยทีเดียวเกรงว่าจะเกิดเื่อะไรขึ้น
“พระจันทร์แดง มึงไม่เห็นเหรอ”รุ่นพี่ที่ชื่อชัยหันมามองหน้าวุธแล้วหันไปมองดวงจันทร์เป็สัญญานบอกให้วุธหันไปดูเมื่อวุธหันไปดูตามสายตาของพี่ชัยวุธที่มีความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นสภาพบ้านเมืองในป่าช้าตอนนี้กลับกลายเป็ความรู้สึกวิตกกังวล หัวใจเริ่มเต้นถี่ขึ้น
“ไม่จริงนะผมนึกว่ามันเป็บรรยากาศของที่นี่ซะอีก”วุธยังไม่เชื่อกับสิ่งที่สายตาตัวเองเห็นก็ยังพยายามหาเหตุผลที่จะเป็ไปได้กับบรรยากาศแบบนี้เพราะลึกๆ ตัวเขาเองก็ไม่อยากให้เป็อย่างที่เขาเข้าใจในตอนนี้
“ไอ้รามมึงอยู่กับไอ้น้องวุธอยู่ตรงนี้นะ อย่าไปไหนเด็ดขาด แล้วก็อย่าให้อะไรเล็ดลอดผ่านประตูเข้าไปในพื้นที่โรงเรียนได้ละกูจะไปแจ้งเื่นี้กับไอ้มาร์คก่อน” รุ่นพี่ที่ชื่อรามพยักหน้ารับคำของชัยพร้อมกับหยิบกริชโบรานสีดำ ด้ามจับเป็รูปพญานาคออกมาถือไว้พร้อมต่อสู้ วุธที่เห็นท่าไม่ดีจึงเรียกมัลเซิล โหงพรายนักกล้ามของเขาออกมาเตรียมตั้งรับกับอะไรก็ตามที่พวกเขาจะต้องเผชิญ
บริเวณเต้นท์อำนวยการมาร์คและเหล่ากรรมการนักเรียนชุดสุดท้ายกำลังรับบรีฟงานอยู่ก็ต้องหยุกชะงักเมื่อมีเสียงคนะโเรียกดังมาแต่ไกล
“ไอ้มาร์คเว้ย ไอ้มาร์คไอ้...มาร์คคคคคคคค..เกิดเื่แล้วมึง” เสียงของชัยดังมาั้แ่ยังไม่เห็นหน้ามาร์คและรุ่นพี่ที่ได้ยินเสียงจึงรีบเดินออกมาหน้าเต้นท์เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น
“ไอ้มาร์ค เื่ใหญ่แล้ววะ..”ชัยที่วิ่งมาถึงแต่ก้มหน้าก้มตาพูด เพราะเหนื่อยที่ต้องวิ่งมาไกล พูดไปหอบไปจนแทบจะจับใจความไม่ได้
“เดี๋ยวนะไอ้ชัย มึงตั้งสติก่อน ค่อยๆพูด ช้าๆ ชัดๆ ใครเอาน้ำมาให้มันหน่อยสิ” ทีมงานสต๊าฟต่างหยิบน้ำส่งให้ชัยดื่มแก้กระหายแก้เหนื่อยชัยได้ได้น้ำก็รีบดื่มอย่างรีบร้อนแทบสำลัก
“ใจเย็นไอ้ชัยค่อยๆ กิน ไม่ต้องรีบ”
“ไม่ รีบ ไม่ ได้แล้ว วะ ไอ้มาร์คเื่ใหญ่”
“เื่ใหญ่เื่อะไรวะ”
“พระจันทร์มึงเกิดพระจันทร์แดงที่นครพันตา”
“ห๊า!” ทุกคนต่างใในคำพูดของชัย เสียงอืออึงดังขึ้นแม้ว่าจำนวนคนจะมีไม่มากโดยเฉพราะมาร์คที่ดูจะวิตกกังวลมากว่าใครเพื่อนมาร์ครีบหันมองพระจันทร์ทันทีที่ชัยพูดจบ แต่สิ่งที่มาร์คเห็นบนท้องฟ้ามีแต่ความมืดมิดเพราะคืนนี้นั้นเป็คืนเดือนแรมยากที่จะเห็นดวงจันทร์
เมื่อเห็นดังนั้นมาร์คจึงรีบวิ่งไปที่ประตูทางเข้าป่าช้าพันตาทันทีเหล่าคณะกรรมการนักเรียนเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งตามกันไปจนหมดมาร์คก้าวเข้าไปในป่าช้าพันตา ที่นั่นมีรามและวุธยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกลจากประตูทางเข้ามากนักมาร์คมองสภาพโดยรอบแล้วหันไปมองพระจันทร์ที่แดงก่ำอยู่บนท้องฟ้า
“เร็วไปไหม”มาร์คพึมพำออกมาทันทีที่เห็นพระจันทร์แดง ทำเอาวุธที่ยืนอยู่ใกล้ๆถึงกลับแปลกใจที่มาร์คพูดอะไรแบบนั้นออกมา มาร์คหันมามองที่วุธที่ทำหน้าแปลกใจก่อนที่จะหันไปหาเหล่าเพื่อนๆ ที่วิ่งตามกันเข้ามาและยืนวิตกกังวลกันอยู่
“เอาละทุกคนใจเย็นนะอย่าพึ่งกังวลอะไรมาก ตั้งสติ” มาร์คดีดนิ้วสองทีเพื่อเรียกสติทุกคนกลับมา เมื่อทุกคนได้ยินที่มาร์คพูดก็เริ่มใจเย็นลงและหันมาฟังมาร์ค
“โอเค ดีมากทุกคน ตอนนี้เราต้องยกเลิกกิจกรรมชั่วคราวกันก่อน สิ่งที่เราจะต้องทำตอนนี้คือตามหาพวกรุ่นน้องทุกคนให้เจอ แล้วพาทุกคนไปยังหอธรรมให้ครบและปลอดภัยทุกคนไอ้รุนไปประตูตาสยาม ไอ้เอไปประตูตาชั้นเดียว ไอ้เติ้ลไปประตูตาน้ำข้าวพวกมึงสามคนไปแสตนบาย ผนึกประตูไว้ก่อน อย่าให้อะไรหลุดรอดออกไปได้ รีบไปเลย”สิ้นเสียงคำสั่ง มาร์คดีดนิ้วสองที สามหนุ่ม เอ เติ้ล รุน ก็เดินถอยหลังหายไป
“ตะวันกับปลายฟ้าไปตึกพัก ปลุกพวกปีสองที่เหลือทุกคนแบ่งกลุ่มผนึกประตูและเฝ้าระวัง ตามไปสมทบ ไอ้เอ ไอ้รุน ไอ้เติ้ล ที่เหลือให้มารวมกันที่นี่กูให้สามนาที ไปได้” มาร์คดีดนิ้วสองที ตะวันและปลายฟ้าก็รับคำมาร์คพร้อมกับเดินหายไปจากจุดที่พวกเขาอยู่ตอนนี้
“ไอ้รามมึงไปผนึกประตูนี้นะ แนท โอ๋ มนติดต่อพวกที่อยู่หอธรรมรายงานสถานการณ์ที่นั่นด้วย พวกที่เหลือ แบ่งห้ากลุ่มแยกกันไปทำการช่วยเหลือที่ ค่ายมวย โรงพยาบาล ธนาคาร สนามกีฬา ห้างสรรพสินค้าอย่าลืมว่าน้องๆ โดนผนึกขวัญอยู่ อย่าช้า ไป ไป ไป” คราวนี้มาร์คดีดนิ้วสามทีเป็สัญญาณตามคำว่าไปเหล่ารุนพี่ที่เหลือต่างแยกย้ายกันออกไป
“ไอ้ชัยแกอยู่นี่กับกูรอกำลังเสริมก่อน”มาร์ครีบดึงแขนชัยไว้ก่อนที่ชัยจะตามเหล่าคณะกรรมการที่เหลือไป
“ทำไมวะ ให้กูไปช่วยรุ่นน้องก่อนโดยเฉพราะค่ายมวย หนักสุดนะโว้ย”
“เอ่อ กูมีเื่ให้มึงทำ รอก่อน”
“เอ่อมาร์ค ติดต่อพวกที่อยู่หอธรรมได้แล้ว”แนท หนึ่งในสามสาวที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสาร เดินเข้ามาสะกิดมาร์คก่อนที่มาร์คจะพูดอะไรสักอย่างกับชัย
“เหรอ พวกไอ้อ๊อฟว่าไงบ้าง”มาร์คหันกลับไปพูดคุยกับแนทแต่มือก็ยังจับแขนชัยไว้แน่น เพราะรู้ว่าถ้าปล่อยชัยจะต้องรีบวิ่งไปที่ค่ายมวยแน่ๆ
“อ๊อฟแจ้งมาว่าตอนนี้ทางนู้นทำเขตอาคมรอบหอธรรมเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ให้จุ๊บแจงคลายอาถรรพ์หนังเสือให้แผนที่ฉบับเต็มปรากฏให้น้องๆทุกคนแล้ว แถมส่งข้อความบอกยกเลิกกิจกรรม ให้รีบมายังหอธรรม และทำแนวเส้นทางมาหอธรรมให้ด้วยพร้อมส่งคนจำนวนหนึ่งไปช่วยเหล่ารุ่นน้อง โดยเฉพราะค่ายมวย ส่งพวกแก๊งเซนไตไปละ”
“อืม โอเค” มาร์รับคำดูเหมือนจะพึงพอใจกับการเตรียมการที่เกิดขึ้นที่หอธรรมเมื่อโล่งใจกับที่หอธรรมแล้วก็หันมาหาคุยกับชัยต่อ
“สบายใจยัง เื่ค่ายมวย” มาร์คหันมามองหน้าชัยทันทีที่แนทรายงานเื่ส่งคนไปช่วยเหลือที่ค่ายมวยจบทำท่าทีร้อนรนของชัยดูคลายลง แต่ก็ยังไม่สนิทใจเท่าไรระหว่างที่มาร์คและชัยพูดคุยกันไม่ทันไรปลายฟ้าและตะวันก็พาเหล่ารุ่นพี่ปีสองจำนวนมาก มาถึงจุดสั่งการณ์นี้
“เร็วดีนิ ถือว่าเตรียมพร้อมกันได้ดี”มาร์คหันมามองกลุ่มคนที่มาถึง ทุกคนต่างมีสีหน้าที่ไร้กังวล พร้อมรับกับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
“เอาละทุกคนเห็นสภาพบรรยากาศตอนนี้คงรู้สินะว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไปนี้เป็หน้าที่ของพวกเราทุกคน เพื่อช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายและรับมือกับิญญาร้ายที่ได้พลังจากพระจันทร์แดง มีคนช่วยรามผนึกประตูแล้วใช่ใหม่”
มาร์คหันไปมองทางตะวันตะวันก็พยักหน้ารับบ่งบอกว่าจัดการเื่นั้นเรียบร้อยแล้วมาร์คที่เห็นดังนั้นก็ยิ้มดีใจครู่หนึ่งที่งานส่วนหนึ่งเรียบร้อยไปแล้ว
“ต่อไปให้แบ่งคนอยู่เฝ้าระวังที่นี่ส่วนหนึ่งที่เหลือส่วนแรกให้แยกกันไปช่วยเหลือน้องๆ จากจุดใหญ่ห้าจุดเป็อันดับแรกส่วนที่สองให้ประสานงานกับ แนท โอ๋ แล้วก็มน ตามหาน้องๆที่อยู่นอกจุดแล้วพาไปยังหอธรรม เลี่ยงการปะทะให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ความปลอดภัยของน้องๆ มาเป็อันดับหนึ่ง เอาละไปได้”
มาร์คดีดนิ้วสองทีเป็สัญญาน ก่อนที่กลุ่มคนจำนวนหนึ่งหายไปอย่างรวดเร็ว วุธที่มองดูอยู่ั้แ่ต้น ได้แต่มองมาร์คอยู่ห่างๆ ในใจก็รู้สึกชื่นชมที่พี่จอมบ้าจอมบอคนหนึ่งที่เขาไม่เคยััเห็นความเป็ผู้นำมาก่อน ตอนนี้เขาดูมีความเป็ผู้นำมาก อย่างน่าเหลือเชื่อการสั่งการก็รวดเร็ว เฉียบคม ไม่ลนลานผู้คนต่างให้ความร่วมมือโดยไม่อิดออดเลยสักคนแม้จะไม่มีการแบ่งกลุ่มชัดเจนแต่กลับรู้ว่าว่าต้องแบ่งกลุ่มยังไงและรู้ว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร จะมีขัดๆ อยู่บ้างก็เื่ของชัยที่ดูไม่ค่อยเข้ากับระบบที่มาร์คคอนโทรลอยู่สักเท่าไร
“งันไม่มีอะไรละ กูไปค่ายมวยนะ”วุธที่กำลังจะมองข้ามช่องโหว่ที่ตัวเองคิด แต่ชัยก็กลับพูดขึ้นพร้อมสะบัดแขนหลุดจากมาร์คพร้อมจะออกไปได้ทุกเมื่อ ทำให้วุธเห็นมาร์คหลุดลนลานออกมาอีกหน
“เดี๋ยว มึงต้องไปที่หอธรรมกับกูมีงานรออยู่ที่นู้น” มาร์ครีบจับไหล่ของชัยไว้ทันที ก่อนที่ชัยจะออกไปทำเอาชัยที่คิดว่าตัวเองนั้นไว จนจะอาศัยพริบตาที่มาร์คไม่ทันตั้งตัวแล้วออกไปจากตรงนี้กลับเป็ว่ามาร์คที่ไวกว่ารั้งตัวเขาไว้ได้
“อีกแล้วนะ พอเป็เื่ค่ายมวยมึงก็ยังงี้ทุกที”
“เอ่อก็กูรู้นะสิว่าถ้ามึงไปมันต้องมีเื่กูถึงไม่อยากให้มึงไปไง เอางี้ ตะวันกับวุธ ไปค่ายมวยนะ ไปดูสถานการณ์ที่นั่นทีนะไปเลยๆ” ตะวันกับวุธที่ยังงงๆ ที่อยู่ดีๆก็ถูกสั่งให้ไปซึ่งมันดูขัดกับการสั่งการก่อนหน้านี้เป็อย่างมาก ตะวันได้แต่พยักหน้าแล้วดึงตัววุธออกไปทันที ทำเอาชัยถึงกับถอนหายใจ เซ็งกับสิ่งที่มาร์คทำ
“ส่งเด็กปีหนึ่งไปค่ายมวยตอนนี้มึงคิดอะไรเนี้ย เป็ประธานคิดให้มันมากๆ หน่อยสิวะ”
“ก็กูเป็ประธานไง มึงต้องฟังกูดิแล้วนี่กูก็ส่งไอ้ตะวันไปด้วยไง ถึงมึงไม่ค่อยเชื่อใจแก๊งเซนไตแต่อย่าบอกว่ามึงไม่ไว้ใจไอ้ตะวัน”
“มึงน่ะ ชอบบังคับกู แล้วทำไมมึงไม่อยากให้กูไปกะอีแค่ค่ายมวยเนี้ย กลัวไรวะ วิชากูก็มี” ชัยเริ่มออกอาการไม่พอใจเหมือนจะโกรธนิดๆ งอนหน่อยๆ ไม่แม้แต่จะมองหน้ามาร์คแล้วตอนนี้
“ก็กูเป็ห่วงมึงไง ไอ้สัด”มาร์คะโเอ็ดใส่ชัยที่หลบหน้าหลบตาเขาอยู่ จนทำให้ชัยถึงกับหันมามองหน้ามาร์คจะพูดอะไรก็พูดไม่ออก ทั้งสองจ้องหน้ากันไม่แม้จะพูดจาอะไรกัน แต่แล้วก็มีเสียงกรี้ดดังขึ้นทำเอาทั้งสองสะดุ้งหันไปมองทางเสียงกรี้ด ก็เห็นว่าเสียงกรี้ดดังมาจากสามสาว แนทโอ๋ มน ที่ยืนจับมือกัน หน้าแดงกล่ำกันทั้งสาม
“เกิดอะไรขึ้น แนท เป็อะไรกัน”มาร์คหันมาถามแนทเพราะเห็นว่ารอบๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แนทที่ทำตัวเลิกลัก หันมามองทางโอ๋และมน ทั้งสามต่างมองหน้ากันแล้วหันซ้ายหันขวาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ปะ ปะ ป่าว คือเราเจอจุดที่รุ่นน้องอยู่กันแล้วนะเดี๋ยวเราไปแจ้งให้ทุกคนรู้ก่อนนะ” สามสาวหันมายิ้มให้กันก่อนที่จะเดินเลี่ยงออกไป
“อะไร แค่เจอน้องๆ ก็กรี้ด ไป ไอ้ชัยไปหอธรรมกับกูปลายฟ้า แนท โอ๋ มน ไปหอธรรมเร็ว” พูดจบมาร์คก็เดินลากแขนชัยนำสาวๆ ออกไป
“ปล่อยมือกู กูเดินเองได้”ชัยที่พยายามแกะมือมาร์คออก จนมาร์คหันมาจ้องตาเขม็งราวกับไม่พอใจที่ชัยพยายามแกะมือของตนออก
“ไม่ปล่อย เดี๋ยวมึงแอบหนีไปค่ายมวย” มาร์คพูดเสียงแข็งใส่ชัยทำเอาชัยได้แต่มองหน้าและเดินตามไปอย่างไม่ขัดขืนการกระทำของมาร์คและชัยนั้นถูกจ้องมองด้วยสายตา และรอยยิ้มที่ดูมีเลศนัยของสามสาวแนท โอ๋และมน
คืนวันพระจันทร์แดงจากเมืองที่ดูร้างไร้ผู้คน บัดนี้ กลับมีทั้งดวงิญญาที่ลอยไปมา ยืน เดิน คลานอยู่เกือบทุกหนแห่ง ลูกไฟที่โผล่ๆ หายๆ ตามจุดตามซอกซอยต่างๆ เสียงโหยหวนกรีดร้องดังขึ้นเป็ระยะๆ
เสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่ง วิ่งหนีเข้าไปในธนาคารแต่สิ่งที่พวกเขาพบเจอกับเป็กองเงิน กองทอง ที่ลอยไปมา บางคนถูกเงินจำนวนมากตึงทับร่างของพวกเขาบนพื้นบ้างบนผนังบ้าง ในขณะที่พวกเขากำลังตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า ก็มีเศษเหรียญและธนบัตรเงินปลิวว่อนเข้ามาล้อมรอบพวกเขาแล้วก็พุ่งเข้าหาพวกเขาราวกับฝูงผึ้งที่เข้ารุมทำร้ายศัตรูบางคนถูกฝูงเงินหอบติดผนัง บางคนถูกกดลงกับพื้น บางคนหนีตายออกจากธนาคารแต่ประตูที่ถูกเปิดตอนนี้กลับปิดตายเปิดไม่ออกฝูงเงินจึงได้พัดพาตัวพวกเขาปลิวไปคนละทิศละทาง
ในห้องกระจกใสข้างๆ เคาน์เตอร์ป้ายตรงประตูกระจกเขียนไว้ว่า ผู้จัดการธนาคาร เชอร์รี่และพรรคพวกกำลังแอบอยู่ใต้โต๊ะทำงานของผู้จัดการธนาคารสองหนุ่มฝาแฝดกำลังกั้นหายใจและปิดตาปิดหูให้กันอยู่มะนาวและเลม่อนก็ต่างปิดจมูกปิดปากให้กัน เชอร์รี่ก็นั่งหลับตานิ่ง พวกเขากำลังปิดทวารทั้ง7 เพื่อลบตัวตนของตัวเองไม่ให้เหล่าภูตผี ิญญาได้รับรู้การมีอยู่ของพวกเขา
ก่อนหน้าที่จะเกิดพระจันทร์แดงพวกเขาทั้งห้าได้มาถึงธนาคารแห่งนี้เป็กลุ่มแรกๆ ระหว่างที่พวกเขากำลังเข้ามาสำรวจห้องนิรภัยที่มีเงินและทองเต็มไปหมดนั้นเชอร์รี่ได้พบกับแพขมาตั้งอยู่บนชั้นกับทองแท่งมากมายที่วางเคียงข้างอยู่เชอร์รี่และพรรคพวกจึงได้ชิ้นส่วนแพขมาส่วนแรกมา ขณะที่พวกเขากำลังจะออกเดินทางไปยังจุดต่อไปกลุ่มคนจำนวนหนึ่งก็เดินเข้ามาพอดี
ทันที่ที่พวกเขาเข้ามาและเห็นเงินและทองในห้องนิรภัยทุกคนต่างตาลุกวางและวิ่งเข้าไปััเงินทองเ่าั้ทันทีโดยที่ไม่แม้จะสนใจแพขมาที่วางอยู่ตรงนั้นเลย
“พวกโลภมากเอ้ย ไม่รู้เหรอว่ามันเป็กับดัก”มะนาวที่หันมาดูพฤติกรรมของพวกนั้นก็เอือมระอาพร้อมกับมองค้อนไปทางสองหนุ่มฝาแฝด
“นั่นพวกห้องนายไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ๆ แต่เราสองคนไม่ได้สนิดด้วยหรอกนะนานๆ คุยกันทีนะ” สองหนุ่มต่างปฏิเสธความสัมพันธ์อย่างพร้อมเพียงกันราวกับนัดกันพูด
“ช่างเถอะ พวกเราไปกันเถอะมัวแต่สนใจแต่เงินทองจนลืมเวลาเดี๋ยวพวกนั้นก็โดนซ่อมเองแหละ”พูดจบเชอร์รี่ก็ออกเดินไปโดยไม่รอรี ทำเอามะนาว เมล่อนและสองหนุ่มออกวิ่งตามแต่ไม่ทั้นที่ทั้งคู่จะก้าวพ้นประตูธนาคาร ทุกอย่างก็ดับมืดลงทำเอามะนาวและเมล่อนใโผเข้ากอดกัน และไม่นานนักทุกอย่างก็กลับมาสว่างเหมือนเดิมพร้อมกับสภาพอากาศที่แดงฉานไปทั่วบริเวณ
“พระจันทร์แดง” เชอร์รี่เอ่ยออกมาด้วยความใเมื่อแสงสว่างกลับมาอีกครั้งทำเอาสองหนุ่มและสองสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังนั้นงงงวยไปกับคำพูดของเชอร์รี่และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ไม่ทันที่ทั้งหมดจะตั้งตัวทำอะไรได้ภายในห้องนิรภัย ไฟก็ติดๆดับๆ พร้อมกับเงินและทองบนชั้นค่อยๆหล่นลงมาที่ละอันสองอัน และชั้นวางก็เริ่มสั่น ค่อยๆ สั่น แล้วก็แรงขึ้น แรงขึ้นจนเงินทองร่วงตกลงมากองที่พื้นสร้างความใให้กับพวกที่อยู่ในห้องนิรภัย เมื่อเงินและทองหล่นลงมากองจนหมดชั้นชั้นวางก็หยุดสั่น แสงไฟก็หยุดกระพริบ ทันใดนั้นกองเงินก็เริ่มขยับ ค่อยๆ มีมือที่แห้งเหี่ยวและแดงก่ำราวกับถูกเฉือนหนังออก ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากกองเงินมือข้างขวาของใครสักคนโผล่ขึ้นมาจนสุดแขนจากกองเงินและหยุดนิ่ง ไม่เคลื่อนไหวใดๆ
เด็กหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มถูกผลักเข้าไปดูมือที่โผล่นั้นเด็กหนุ่มค่อยๆ ปัดกองเงินออกเพื่อจะได้รู้ว่ามือนั้นเป็ของใครและใครที่ถูกกองเงินถมทับอยู่ เด็กหนุ่มค่อยๆ หยิบเงินออกทีละปึก ทีละปึกจนมองเห็นใบหน้าบริเวณตาด้านซ้ายของเ้าของมือ ตอนนี้ทั้งหมดค่อยๆเดินเข้ามาดูใกล้ๆ พลันดวงตาที่ปิดหลับสนิทอยู่ ก็เบิกโพงขึ้นพร้อมกับมือที่มาจับตัวของเด็กหนุ่มไว้สร้างเสียงกรีดร้องด้วยความใของเหล่าผู้ที่อยู่ในห้องนิรภัยนั้น ประตูห้องนิรภัยและประตูทางเข้าธนาคารก็ปิดเองจนเอาพวกของเชอร์รี่สะดุ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น
สองหนุ่มแฝดต่างรีบวิ่งไปพยายามเปิดประตูทั้งผลักทั้งดัน ทั้งเขย่าก็ไม่มีวี่แววว่าประตูจะเปิดออกได้เลย
“เปิดไม่ออกเลยครับคุณเชอร์รี่”เชอร์รี่เดินเข้ามาสำรวจประตูก็รู้สึกหมดหวังด้วยรู้ว่าทำอย่างไรก็คงเปิดประตูไม่ได้ตอนนี้
ไม่ทันที่จะทำอะไรต่อประตูห้องนิรภัยก็ถูกเปิดออกอย่างแรง พร้องฝูงเงินที่ปลิวว่อนออกมาและเหล่าผู้คนที่อยู่ในห้องก็ถูกฝูงเงินหอบกระเด็นออกมาไปคนละทิศคนละทางเสียงกรีดร้องดั้งขึ้นไม่ขาดสาย ตอนนี้ทั่วธนาคารมีฝูงเงินปลิวจนเกือบเต็มห้องฝูงเงินปลิวมาหาพวกของเชอร์รี่ ใกล้เข้า ใกล้เขาเรื่อยๆเชอร์รี่ที่ตอนนี้มีสติดีที่สุด มองเห็นว่ามีห้องกระจกอยู่ข้างๆ เคาน์เตอร์น่าจะสามารถเข้ามาหลบและกันเหล่าฝูงเงินนี้ได้
“ทุกคนตั้งสติไว้เห็นห้องข้างเคาน์เตอร์ไหม รีบวิ่งไปให้เร็วที่สุดนะ ไม่ต้องไปสนใจอะไรทั้งสิ้นไป” สิ้นเสียงเชอร์รี่ ทุกคนต่างวิ่งหนีตายเข้าไปในห้องกระจกทันที
พอเข้าไปได้ครบแล้วเชอร์รี่ก็รีบปิดประตูล็อกทันที ทำให้ฝูงเงินที่ปลิวว่อนไม่สามารถเล็ดลอดเข้าไปหาพวกเขาได้และด้วยที่ห้องเป็ห้องกระจกใส ทำให้พวกเขามองเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างเหล่าผู้คนที่ปลิวไปตามแรงลม เหล่าผู้คนที่ถูกฝูงเงินหอบไปมาและเหล่าผู้คนที่ถูกฝูงเงินทับถมร่างติดกับพื้น ติดกับผนัง
เชอร์รี่หันมามองทางห้องนิรภัยเมื่อเห็นว่าเหมือนมีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางกระแสลมและฝูงเงินนั้นได้มีมือที่เหี่ยวแห้งค่อยๆโผล่ออกมาจับขอบประตูห้องนิรภัยมือที่เหี่ยวแห้งค่อยๆดันตัวออกมาจากห้องนิรภัยจนค่อยๆเผยร่างกายออกมาจนเห็นสภาพของร่างกายที่เหี่ยวแห้งเนื้อที่แห้งติดกระดูกจนเห็นรอยกระดูกชัดเจนเนื้อตัวแดงก่ำราวกับถูกเฉือนเนื้อหนัง ใบหน้าที่มีเศษเนื้อติดกะโหลกผมติดบนหัวเป็หย่อมๆ ราวกับโดนถลก น้ำเหลืองที่ไหลเยื้อมทั่วร่าง ดูหน้าขยะแขยงและน่ากลัวค่อยๆ หันมามองทางเชอร์รี่
“ทุกคนหาที่ซ่อนตัว และปิดทวารทั้ง 7 ซะผีร้ายในคืนพระจันทร์แดง ยิ่งเราถูกผนึกขวัญ ผนึกเวทไว้ไม่มีทางต่อกรกับพวกนี้ได้แน่” คำแนะนำของเชอร์รี่ไม่มีใครทักท้วงใดๆทั้งหมดต่างวิ่งไปหลบใต้โต๊ะทำงาน และทำการปิดทวารทั้ง 7 ให้กันและกันเชอร์รี่ที่ยืนจ้องผีร้ายอยู่ ทันทีที่ผีร้ายเริ่มหันมามองทางพวกเขา เชอร์รี่ก็รีบวิ่งหลบใต้โต๊ะและทำการปิดทวารทั้ง7 ของตนเองทันที
ผีร้ายเดินออกจากห้องนิรภัยค่อยๆเดินเข้ามาทางห้องกระจก ผีร้ายพยายามเกาะกระจกจ้องมองภายในห้องและสูดดมไปตามผนักกระจก ราวกับพยายามหาอะไรสักอย่างแต่ก็หาไม่เจอ
ประตูธนาคารถูกเปิดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับกลุ่มคนจำนวนหนึ่งวิ่งเข้ามาผีร้ายหันไปมองทางประตูแล้วก็สลายกลายเป็ฝูงเงินล่องลอยพัดปลิวไปยังกลุ่มคนที่วิ่งเข้ามาในธนาคารกลุ่มคนที่เข้ามาต่างก็ใกับสิ่งที่เกิดขึ้นและไม่ทันตั้วตัวและไม่นานทุกอย่างก็เงียบสงัดลง
ไม่รู้ว่านานเท่าไรแล้วเพราะด้วยการปิดทวารทั้ง7 ทำให้ไม่สามารถรับรู้สิ่งใดได้ แม้แต่เวลา เชอร์รี่พยามเงี่ยหูฟังเหตุการณ์ภายในธนาคารทันที่ที่เหงื่อหูฟัง ทวารช่องหนึ่งก็ถูกเปิดออก เสียงตบกระจกก็ดังขึ้นผีร้ายยืนอยู่ติดกระจกค่อยๆ ควานหาทางเข้า
{{{เชอ....รี่.. เชอ...รี่ หลานนนนรักกกก ปู่รู้นะ นั่นหลานปู่ ใช่ไหม นี่ปู่เอง ปู่ที่รัก ของหลาน ไง}}}
สิ้นเสียงผีร้ายเชอร์รี่ก็หลุดออกจากสมาธิลืมตาขึ้นทันที และทันทีที่เชอร์รี่ลืมตาขึ้นกระจกรอบๆ ห้องก็แตกกระจายออกทำให้เศษกระจกกระเด็นโดนตัวทุกคนจนหลุดจากสมาธิ ทวารทั้ง 7 ของทุกคนถูกเปิดออก
สองหนุ่มที่รู้สึกเหมือนมีน้ำอะไรเหนียวๆหยดใส่ จึงได้หันขึ้นมอง แล้วก็ต้องใจนร้องเสียงหลงออกมาทำให้สามสาวต้องหันขึ้นมามองตาม ภาพเบื้องหน้าของทุกคน คือร่างอันน่าขยะแขยงยิ่งกว่าเดิมที่เห็นตอนแรก กำลังยืนอยู่บนโต๊ะเหนือหัวพวกเขากำลังก้มลงจ้องมองพวกเขาอยู่
“ปู่โสม งั้นเหรอ” เชอร์รี่เอ่ยออกมาทันทีที่เห็นร่างของผีร้ายยืนอยู่บนโต๊ะ ทำเอาสองหนุ่มและสองสาวที่อยู่ข้างๆถึงกลับกลืนน้ำลายและขนแขนลุกชันขึ้นมาทันที