Ep 047 :: ความลับที่ไม่ลับ
“อ๊ะ...หม่อมฉันขออภัยเพคะ ชินอ๋อง”
เมื่อรู้ตัวว่าตนเองเผลอเอื้อนเอ่ยนามของบุรุษที่สูงศักดิ์กว่า หยางเฟิ่งปิงจึงรีบร้อนเปลี่ยนคำเรียกขานคนเบื้องหน้า ร่างบางฝืนย่อกายลงขออภัยอย่างชดช้อยแม้จะต้องแอบขมวดคิ้วกับแผลบนเรือนกายของตนเองยามกระทำเช่นนั้นก็ตาม
“...”
ดวงตาคมเข้มภายใต้หน้ากากนิ่งเรียบไร้ระลอกคลื่นจนไม่อาจบอกได้ว่าคนตรงหน้านั้นกำลังมีความรู้สึกเช่นไร ดรุณีคนงามเวลานี้เริ่มหน้าซีดเผือดเพราะเสียเลือด สองขาพยายามก้าวถอยหลังแล้วขืนตัวออกจากแรงจับกุมได้เล็กน้อย ก็เป็นอันต้องเบ้หน้าแล้วส่งเสียงครางอย่างเจ็บปวดในลำคออย่างสุดกลั้น
“...อึก”
นางเริ่มมึนหัวมากขึ้นเสียแล้ว หากยังไม่รีบปิดแผลคงมิวายได้เสียเลือดจนหมดตัวเป็นแน่กระมัง แผลโดนชกกับแผลดาบฟันมันต่างกันขนาดนี้นี่เอง...
“...หากท่านอ๋องหาได้มีสิ่งจะกล่าวกับหม่อมฉันเป็นการเร่งด่วน จะเป็นอันใดหรือไม่หากหม่อมฉันจะขอทำแผลให้ตัวเองเสียก่อน”
“...เปิ่นหวางจะระวังรอบด้านให้”
“...เป็นพระคุณยิ่งเพคะ”
ดรุณีงามก้มศีรษะขอบคุณกับคำตอบรับของคนตรงหน้า ก่อนที่ร่างบางจะปล่อยตัวให้ร่างร่วงลงไปนั่งกับพื้นโดยไม่คิดจะฝืนอีก เพราะรู้ว่าดวงตาของตนเองปรือลงมาไม่น้อยคล้ายกับคนหมดแรง มือเล็กบางก็รีบล้วงเข้าไปในอกเสื้อเพื่อหยิบของที่ต้องใช้โดยทันที
บุรุษผู้รับคำว่าจะระวังรอบด้านให้ถอนสายตาที่มองไปยังร่างเล็กก่อนจะผินหน้าออกไปทางอื่น ดวงตาคมใต้หน้ากากยังคงเรียบเฉยหากแต่ว่ามันกลับสะท้อนอะไรบางอย่างที่มิอาจตีความได้อยู่ภายใน
แคว่ก!
แม้จะดูไม่งามแต่เฟิ่งปิงก็ไม่ลังเลที่จะฉีกอาภรณ์ออกเพื่อที่ว่านางจะได้ทำแผลให้ตัวเองได้ถนัดขึ้น ผิวกายขาวสะอาดที่โดนของมีคมตวัดผ่านถูกย้อมไปด้วยสีแดงของเลือด บาดแผลยังคงสดใหม่และไม่มีสีดำของอาการต้องพิษทำให้นางสามารถวางใจได้ในระดับหนึ่ง
นิ้วเรียวเล็กจิ้มลงบนบาดแผลก่อนจะแหวกบาดแผลออกมองดูสภาพของมันอย่างละเอียด ในช่วงเวลานั้นเองที่เสียงหวานหลุดร้องอย่างเจ็บปวด
“อึก!”
ฮุ่ยเทียนเหมิงที่ยืนระวังรอบด้านไม่ไกลจากร่างบางนักเดินกลับเข้ามาเมื่อได้ยินเสียงร้องที่ดังแว่วมา ร่างแกร่งหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ ก่อนจะยื่นมือมาตรงหน้าร่างแบบบาง
“กัดมันไว้ก่อนที่เจ้าจะกัดลิ้นตนเอง”
“...ขอบพระทัย...เพคะ”
เฟิ่งปิงกล่าวเสียงอ่อนแรงอย่างไม่คิดโต้แย้ง ความเจ็บปวดที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันจะเจ็บมากขนาดนี้ทำให้นางไม่ลังเลที่จะอ้าปากงับปลายชายแขนเสื้อราคาแพง แทนที่จะสังเกตถึงผ้าสีขาวในมือหนา
ดวงตาคู่งามจับจ้องไปยังบาดแผล ก่อนที่สองมือจะแหวกแผลออกให้กว้างขึ้นเพื่อที่จะทำความสะอาดแผลอย่างใจกล้า มือเล็กใช้ถุงใส่น้ำเล็ก ๆ ที่ชินอ๋องโยนมาใกล้ ๆ อย่างรู้งาน ราดไปบดบาดแผลที่เลือดยังคงไม่หยุดไหล ฉีกเสื้อตัวในชั้นหนึ่งมาเช็ดทำความสะอาด
จากนั้นจึงโรยผงยาห้ามเลือดและยาสมานแผล ก่อนหยิบเข็มและด้ายออกมาเย็บแผลแบบสด ๆ ฉีกชายผ้าขึ้นมาพันแผลแบบลวก ๆ แล้วตบท้ายด้วยการแอบโยนยาเม็ดแผนปัจจุบันที่ซ่อนไว้เข้าปากกลืนแบบไม่มีน้ำ
การทำแผลแบบปฐมพยาบาลชั่วคราวให้ตัวเองของนางนั้นใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งเค่อได้ หากแต่ในความรู้สึกของคนที่ลงมือทำแผลให้ตัวเองกลับยาวนานยิ่งกว่านั้น เมื่อตลอดการทำแผลอย่างคล่องแคล่วเฟิ่งปิงจำต้องกัดชายผ้าอดกลั้นเสียงกรีดร้องของตัวเองที่สามารถดังออกมาได้ทุกขณะ
จวบจนการทำแผลเสร็จสิ้นใบหน้างามของนางก็ซีดขาวยิ่งกว่ากระดาษเอสี่
เหล่าคนที่นางเคยรักษาให้ก็คงมีความรู้สึกเจ็บปวดเช่นเดียวกัน แต่คนพวกนั้นคงโชคดีกว่านางเยอะเมื่อสมัยปัจจุบันพวกเขายังได้รับยาชาหรืออาจเป็นยาสลบทำให้ไม่จำเป็นต้องรู้สึกเจ็บตลอดเวลาเช่นนาง
...ชาติก่อนในหนังในละครเล่นบททำแผลสด ๆ กันง่ายดาย ใครจะไปคิดล่ะว่าพอมาเจอกับตัวมันจะเจ็บจนแทบหยุดหายใจขนาดนี้ บทภาพยนตร์หลอกลวงคนแสดงชัด ๆ
“...ขอบพระทัยและขออภัยด้วยเพคะ”
“หาได้ต้องใส่ใจ”
หญิงสาวที่ใบหน้าซีดเซียวปล่อยชายผ้าที่กัดตลอดเวลาออกจากปากก่อนจะกล่าวขอบคุณคนตรงหน้า เพราะมีเขาอยู่นางเลยทำแผลให้ตัวเองได้เร็วโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครเข้ามาลอบโจมตีอีก
...ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมนางถึงไว้วางใจเขา แต่นางก็หาเหตุผลมาอ้างกับตัวเองจนได้ว่าเพียงเพราะคนตรงหน้ามีวรยุทธ์แข็งแกร่ง นางจึงไม่กลัวว่าจะมีใครผ่านเขาเข้ามาทำร้ายนางได้
...ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่มีอะไรรับประกันแท้ ๆ ว่าเขาจะปกป้องนางอย่างที่นางคิด
“...เหตุใดพระองค์จึงมาอยู่ที่นี่ได้เพคะ?”
นางเอ่ยถามถึงสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ เพราะนางมั่นใจในตนเองพอสมควรว่าแยกตัวออกจากกลุ่มมาไกลพอดู แล้วเหตุใดบุคคลสำคัญที่ควรอยู่ที่ตรงนั้นจึงมาอยู่ตรงหน้านางได้
“ในเมื่อเจ้ายังมาอยู่แถวนี้ได้ แล้วเหตุใดเปิ่นหวางจึงอยู่ไม่ได้”
“...”
...หากเป็นชาติก่อนนางคงไม่แคล้วยกนิ้วกลางขึ้นมาสบถใส่หน้าบุรุษตรงหน้า
“ในเมื่อเจ้าทำแผลเสร็จแล้ว เปิ่นหวางก็มีคำถามที่ต้องถามเจ้า”
“เชิญท่านอ๋อง”
เฟิ่งปิงพยักหน้ารับคำ ในใจคิดว่าตนคงโดนถามคำถามที่ไม่ต่างจากที่นางถามเขาเท่าใด แต่แล้วสิ่งที่นางคิดกลับผิดถนัดเมื่อมือหนากลับชักดาบด้วยความรวดเร็ว และก่อนที่นางจะทันรู้ตัว ดาบเล่มนั้นก็พาดอยู่บนคอนางที่นั่งอยู่บนพื้นเสียแล้ว
“หยางเฟิ่งปิง แห่งจวนแม่ทัพสกุลหยาง ...เจ้า...แคว้นฉินของเจ้าเป็นศัตรูของเปิ่นหวางและแคว้นเซี่ยหรือไม่?”
“...!?”
ใบหน้าซีดขาวของหญิงงามปรากฏร่องรอยของความตื่นตระหนกและไม่เข้าใจ สมองที่ชาญฉลาดคล้ายจะหยุดทำงานไปชั่วครู่ ทั้งริมฝีปากและลิ้นแข็งทื่อ นางมิอาจหาเสียงจากลำคอที่แห้งผากของตนเองได้เลย
...เป็นไปได้หรือไม่ว่า...บางที...
“จงตอบเปิ่นหวางมาเสีย”
เสียงเข้มดุดันเอ่ยกดดันอีกครั้ง ดวงตาคมของมังกรเฝ้าบัลลังก์จับจ้องเหยื่อด้วยแววตาเรียบสงบ หากแต่หากเพ่งมองให้ดีจะมองเห็นม่านหมอกที่กักเก็บอารมณ์ที่แท้จริงไว้ภายในที่ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจล่วงรู้
หญิงงามสูดลมหายใจลึกก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงหวานที่หนักแน่นไม่แพ้กัน
“หม่อมฉันไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านอ๋องกล่าว”
“เจ้าคิดว่าเปิ่นหวางโง่งมหรือ?”
คมดาบในมือขยับกดเข้ามาจนลำคอของนางรู้สึกถึงความเย็นของเหล็กกล้า และความแสบเล็ก ๆ คล้ายกับโดนมีดบาดบนผิวคอ
“ย่อมมิใช่” นางส่ายหน้าแล้วจ้องตาเขากลับอย่างไม่เกรงกลัว “อันตัวข้าเป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่มีวรยุทธ์ติดกายเพียงเล็กน้อย แล้วข้าจะไปเป็นภัยสำหรับท่านและแคว้นเซี่ยได้อย่างไร”
“สตรีธรรมดาผู้ครอบครองอาวุธร้ายกาจของแคว้นฉินน่ะหรือ?”
“...”
หญิงงามตีหน้าเรียบเฉยแม้ในใจจะตื่นตระหนกกว่าครั้งใด
สิ่งที่นางคาดไว้นั้นถูกต้องอย่างไม่ควรเป็น บุรุษตรงหน้านางรู้แล้วว่านางมีอาวุธร้ายแรงอยู่ในมือ เขาต้องได้เห็นยามนางต่อสู้ เพราะอย่างนั้นก็ไม่แปลกอะไรที่เขาจะหวาดระแวงนาง รวมไปถึงหวาดระแวงว่ากองทัพของแคว้นฉินจะมีอาวุธแบบเดียวกันในครอบครอง
หากทหารแคว้นฉินมีอาวุธร้ายแรงเป็นจำนวนมากอยู่ในครอบครอง สงครามในอนาคตข้างหน้าก็จะเปลี่ยนไปแบบกลับตาลปัตร หากแคว้นฉินคิดใช้แสนยานุภาพจากอาวุธที่เหนือกว่าหาใช่กำลังพล ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ว่าอนาคตแคว้นฉินที่มีอำนาจอันเด็ดขาดอยู่ในมือจะไม่รุกรานไปยังแคว้นรอบข้าง
แคว้นเซี่ยเป็นแดนหิมะ แม้จะมีสินแร่มากมายเพียงใดหากแต่ความต้องการทางอาหารนั้นกลับไม่เพียงพอต่อประชาชน แม้แคว้นเซี่ยจะมีกำลังทางทหารเข้มแข็งมากมายเพียงใดหากเกิดสงครามยืดเยื้อก็หาใช่ว่าจะพลาดท่าเสียทีจนสิ้นชื่อมิได้
“ท่านอ๋องคิดว่าแคว้นฉินมีแสนยานุภาพนั้นในครอบครอง เช่นนั้นเหตุใดแคว้นฉินต้องตอบรับไมตรีความช่วยเหลือทางทหารกับแคว้นเซี่ย แถมยังต้องแลกมาด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารมากมายด้วยเล่า”
หยางเฟิ่งปิงกระตุกยิ้มหยัน แม้นางจะไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายในเรื่องของงานราชกิจ หากแต่เพียงข่าวสารมีหรือที่นางจะหาไม่ได้ ปัญหาระดับชาติที่อาจทำให้นางต้องสิ้นแผ่นดินเกิดและสูญเสียทุกอย่าง ต่อให้ยื่นมือเข้าไปทำสิ่งใดไม่ได้แต่นางก็ตามติดสถานการณ์เหล่านี้ตลอดเวลา
ครอบครัวของนางในชาตินี้คือข้ารับใช้รองพระบาทผู้จงรักภักดีของแคว้นฉิน ส่วนตัวนางนั้นหาใช่ไม่ สิ่งที่นางให้สัตย์สาบานว่าจะปกป้องด้วยทุกวิถีทางมีเพียงตัวนางและคนรอบตัวที่รักยิ่งเท่านั้น ต่อให้ผืนแผ่นดินนี้จะเป็นผืนแผ่นดินเกิด หากแต่ถ้าตายไปแล้วจะหลงเหลือสิ่งใด
....ใช่ว่าคนตายทุกคนจะได้รับโอกาสเฉกเช่นนาง!
“เทพสงครามผู้เกรียงไกรแห่งแคว้นเซี่ย เวลานี้ท่านหาใช่ว่ากำลังหวาดระแวงในแผ่นดินฉิน?”
นางหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก แม้บาดแผลจะเจ็บปวดหากแต่นางก็ยังเก็บอาการและตีสีหน้าเย็นชา เชินหน้าขึ้นมองสบตาบุรุษที่สูงกว่านางอย่างถือดี แม้ว่าคมดาบจะพาดผ่านลำคอเรียวจนรู้สึกถึงความแสบยิบ ๆ กับหยดเลือดที่ไหลรินลงมาช้า ๆ แต่นางก็ไม่แสดงความกลัว
“สงครามรังแต่จะเกิดความสูญเสีย เปิ่นหวางมิต้องการให้เกิดสงครามโดยไม่จำเป็น”
“ตัวข้าเป็นเพียงดรุณีที่ยังมิได้แม้แต่จะปักปิ่น การสงครามอันใดนั่นข้าย่อมมิเคยประสบ หากแต่ก็หาใช่โง่งงมจนมิอาจรู้ว่า การสู้รบไม่ว่าฝ่ายใดจะได้รับชัยย่อมล้วนแล้วแต่มีคนตาย ฮ่องเต้แห่งฉินย่อมต้องรู้เช่นกัน”
“...”
“ฮ่องเต้แห่งฉินอาจจะขึ้นครองราชย์ด้วยการกบฏแต่หลังจากนั้นท่านมิได้ติดตามข่าวหรือว่าบ้านเมืองนี้สงบสุขร่มเย็นเพียงใด ฉินในการปกครองของฝ่าบาทนั้นเรียบง่ายหากแต่ก็รุ่งเรืองยิ่ง หากมิมีผู้ใดรุกรานฝ่าบาทก็ไม่คิดจะรุกรานผู้ใด เวลานี้บ้านเมืองมีภัย เพียงเพื่อข้ามผ่านภัยร้ายนั้นฝ่าบาทจึงตอบรับสนธิสัญญาจากท่านโดยมิคิดเสียสัตย์”
“...”
“ชินอ๋องทรงคิดหรือว่า ฮ่องเต้เช่นนี้จะคิดตลบหลังเล่นงานแผ่นดินเซี่ยของท่านด้วยแสนยานุภาพที่ไม่เคยมีอยู่จริง หากแต่มีเพียงท่านที่คิดไปเอง”
หญิงงามจับจ้องดวงตาที่ยังคงสงบนิ่งของอีกฝ่ายอย่างไม่คิดละสายตา ก่อนที่ริมฝีปากบางจะฉีกยิ้มออกมาอย่างงดงามยิ่งกว่าคราใด
“แม้นตัวข้าจะเป็นธิดาในจวนแม่ทัพใหญ่ แต่หากอาวุธนั่นเป็นความลับสุดยอดของทางแคว้นฉินอย่างที่ท่านกังวล บิดาจะยอมมอบมันไว้ให้ข้าหรือ?” นางกล่าวอย่างเชื่องช้า
“...”
“ท่านไม่คิดบ้างหรือว่าอาวุธที่ท่านกล่าวถึงนั้นจะมีเพียงข้าที่มีในครอบครอง”
แกร๊ก!
การพูดคุยถ่วงเวลานั้นทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปอีกครา แม้การที่นางขยับตัวอย่างผิดแปลกจะทำให้คมดาบนั้นกดลงมาในผิวเนื้ออย่างแรง แต่การเคลื่อนไหวที่เต็มไปด้วยความลังเลนั้นถือได้ว่าเชื่องช้าเกินไป
...วันนี้เวลานี้หาใช่นางที่ต้องเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูนรกเพียงลำพัง
ดาบที่จ่อคอนางอยู่บัดนี้ถูกปราณน้ำแข็งที่นางเก็บไว้เป็นความลับมาตลอดแช่แข็งจนมันหักร่วงเป็นชิ้น ๆ พร้อม ๆ กับที่อาวุธโลหะสีดำสนิทที่ถูกเรียกมาอย่างเร่งด่วนได้ยกขึ้นมาจ่อห่างจากบนแผ่นอกกว้างเพียงไม่เท่าไหร่
“...เจ้า”
ดวงตาคู่คมฉายแววตื่นตระหนกตกใจอย่างปิดไม่มิด หากแต่ชั่วพริบตาต่อมามันกลับแปรเปลี่ยน ดวงตาคู่นั้นไร้ซึ่งความลังเลหากแต่เต็มไปด้วยไอโทสะที่คุกรุ่น จิตสังหารที่ไม่เคยเล็ดลอดออกมาพวยพุ่งจนคล้ายกับว่าอากาศรอบข้างเบาบางลง
ร่างแบบบางสะท้านไหวความน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้นางพึ่งเคยได้ประสบพบเจอกับตัวจัง ๆ เป็นครั้งแรก แม้สองมือและสองขาจะสั่นสะท้าน หากแต่ลำคอที่แห้งผากกลับเอ่ยต่อได้ด้วยเสียงหนักแน่น
“สงครามระหว่างแคว้นหาใช่กงการใดของข้า หากแต่ความลับของตัวข้ามิควรเปิดเผย”
ตัวนางและสิ่งที่ติดตัวนางมาคือสิ่งที่สมควรเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าผู้ใดก็มิควรได้ล่วงรู้ ปืนนั้นนับว่าเป็นของอันตรายต่อให้พลังปราณจะสูงส่งมากเท่าไหร่ก็หาใช่ว่าจะเทียบกับพลังแห่งวิทยาศาสตร์ในโลกอนาคตได้
...แผ่นดินนั้นจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถิด
...หากแต่ตัวนางจะเป็นผู้นำภัยให้แก่ครอบครัวมิได้
...ต่อให้ต้องสังหารซึ่งความรู้สึกที่นางอยากจะรู้จักและอยากจะได้มา แม้ว่าเขาจะเป็นปลายด้ายแดงแห่งโชคชะตาจริงหรือไม่ นางก็จะกระทำ นางจะฆ่าเขาทิ้งซะ...
เทพสงครามผู้เกรียงไกร ผู้ใดเล่าจะกล้าคิดว่าผู้ที่แข็งแกร่งเป็นเอกในดินแดนซึ่งเต็มไปด้วยความหนาวตลอดปีต้องพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของสตรีผู้หนึ่ง เพราะฉะนั้นหากนางจะสังหารเขาก็มิมีผู้ใดคิดจะสงสัยนางแน่นอน แถมในช่วงเวลาที่นักฆ่ามากมายเช่นนี้การจะโยนความผิดให้แคว้นเว่ยและหม่าก็หาใช่ว่าจะยากเย็น
หากเขาตายจริง ๆ แน่นอนว่าแคว้นเซี่ยย่อมต้องโกรธแค้นแคว้นเว่ยและหม่าไม่น้อยแน่ ๆ ต่อให้เพลิงพิโรธของโอรสสวรรค์แคว้นเซี่ยจะเผาทำลาย ผู้ที่ถูกทำลายก่อนก็ย่อมมิใช่แคว้นฉินเป็นแน่
ชินอ๋องฮุ่ยเทียนเหมิง เทพสงครามแห่งแดนเหนือ ทำทุกอย่างเพื่อปกปักแผ่นดินของเขา หากแต่ตัวนางเป็นเพียงหญิงสาวธรรมดาที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องอนาคตที่วาดหวังไว้ของตนเอง
นางไม่คิดจะฆ่าใคร มิเคยคิดอยากให้เกิดสงคราม หากแต่ในวันนี้เขารอดไปได้ สิ่งที่เขากำลังสงสัยจะทำให้ฉินอาจต้องเสียมิตรที่จะช่วยบิดาร่วมทำศึกไป ซ้ำยังอาจหันคมดาบมาหาบิดาของนางเสียเอง ดังนั้น...
เพื่อครอบครัวแล้วนางควรฆ่าเขาเสียตรงนี้ให้ได้!
“...เปิ่นหวางจะสังหารเจ้าเสีย”
...แต่ก่อนหน้านั้นก็คงต้องดูกันว่าจะเป็นเขาหรือนางที่จะตกตาย
--------
ไหนใครอยากให้ทำคะแนนนะ 555 พี่ท่านตามมาตั้งแต่เห็นน้องเกือบตกม้า ก็ต้องมาทันเห็นน้องสู้อยู่แล้ววว