ไฟฝัน

    บทที่ 3

    อาหารที่เจ้าของที่ดินส่งมาให้ ก็มีทั้งขนมปังปอนด์จำนวนมาก เนยก้อนกลม ๆ อีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้นก็เป็นประเภทเนื้อสัตว์ ซึ่งได้แก่หมูที่ย่างมาทั้งตัว เป็ดไก่ที่ปรุงเป็นอาหารมาเสร็จเรียบร้อยแล้วมากมายนอกจากนั้นก็ยังมีเหล้าโปทีนอีกหลายไห พวกชาวบ้านที่มาร่วมพิธีถอนหายใจออกมาพร้อมๆ กันเมื่อได้เห็นอาหารมากมายเกินกว่าคาดเช่นนี้แม้ว่าแม็กกี้จะยังอยู่ในภาวะสับสน กระนั้นเธอก็ยังสามารถกันอาหารจำนวนหนึ่งไว้ด้วยการเอาเข้าไปเก็บในห้องนอนโดยซ่อนไว้ตรงปลายตีนเตียงด้านในที่ติดกับผนังเมื่อสบายใจขึ้นว่าอย่างน้อยก็ได้เก็บอาหารไว้สำหรับครอบครัวแล้วจึงได้ออกมาต้อนรับแขกเหรื่อข้างนอกต่อไปแต่ดูเหมือนเธอไม่จำเป็นจะต้องต้อนรับอะไรมากมายนัก เพราะพวกแขกเริ่มลงมือดื่มกินกันบ้างแล้วเสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ หลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน ซีน ดั้กเฮอตี้ ก็คว้าซอออกมาและเริ่มบรรเลงเพลงสลับกับการขับลำนำกล่าวขวัญถึงวีรบุรุษแห่งแผ่นดินไอร์แลนด์ ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่เมื่อครั้งที่ชาวไอริชทั้งหลายสามารถกำหนดอนาคตและจุดหมายปลายทางของตนเองได้แม็กกี้รู้ดีว่า ภายหลังจากการเล่นซอสลับการขับลำนำจบลงแล้ว บรรดาผู้ที่มาร่วมแสดงความเสียใจในครั้งนี้ก็จะเต้นรำกันต่ออย่างสนุกสนานตลอดทั้งคืน แม้ว่าคืนนี้จะเป็นคืนที่พวกผู้ใหญ่ไม่มีการนอนหลับพักผ่อน แต่แม็กกี้ก็จำเป็นจะต้องพาเควินเข้านอนแทนแม่ และหวังว่าแกจะสามารถหลับลงได้ในท่ามกลางเสียงอื้ออึงอึกทึกเช่นนี้แม็กกี้ต้องเขย่งปลายเท้า เมื่อมองเข้าไปในห้องที่มีผู้คนเข้าไปชุมนุมกันอยู่ค่อนข้างหนาแน่น จึงได้เห็นแม่ที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างแคร่วางศพพ่อมาตั้งแต่เช้า ในท่ามกลางแสงวูบวาบของเปลวเทียนที่จุดไว้ตรงด้านหัวและปลายเท้าด้านละเล่มนั้น เด็กสาวสามารถมองเห็นศพพ่อที่นอนอยู่บนแคร่นั้น มือทั้งสองของพ่อประสานกันอยู่บนหน้าอกและข้างศพนั้นคือร่างเล็กแบบบางของนอร่า ดอนเนแวน แต่ยิ่งเห็นภาพนั้นแม็กกี้ก็อดโมโหไม่ได้ตลอดเวลาที่ผ่านมาพ่อได้ปฏิบัติต่อแม่อย่างเหยียดหยาม พยายามกดหัวแม่ไว้ราวทาสในเรือนเบี้ย ราวกับแม่ไม่ใช่มนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจ ในเมื่อพ่อเคยทำกับแม่ถึงขนาดนี้แล้วทำไมแม่ยังจะต้องมานั่งลงโทษตัวเองแบบนี้อีกเล่าเด็กสาวปัดปอยผมออกจากลูกตา เดินหลีกผู้คนเข้าไปจนถึงตัวแม่“แม่คะ หนูว่าแม่ไปพักผ่อนเสียบ้างดีกว่า กินอะไรเสียบ้างด้วย เดี๋ยวอาหารก็หมดหรอก”นอร่า ดอนเนแวน ส่ายหน้าอย่างเครียดขรึม ตั้งหน้าตั้งตาสวด ลูกประคำทุกเม็ดที่เลื่อนลงจากปลายนิ้วนั้น เปรียบเสมือนจำนวนปีที่นางได้สูญเสียให้กับความเปล่าตายนั่นเองมันทำให้แม็กกี้ต้องถอนหายใจออกมา ทั้งโมโหและละอายใจ เธอไม่เข้าใจว่าทำไมบางครั้งคนเราก็ต้องทำในสิ่งที่ไร้เหตุผลเช่นนี้... ไม่เข้าใจว่าแม่จะต้องมานั่งทรมานตัวเองอยู่เพื่ออะไรจากท่าทางที่แม่กำลังแสดงออกอยู่ในขณะนี้ แม็กกี้รู้ดีว่าแม่ต้องการให้เธอคุกเข่าลงด้วยเช่นกัน อีกครั้งหนึ่งที่เด็กสาวต้องเหลือบตามองไปทางใบหน้าแข็งกระด้างของบิดา และแล้วก็อดขนลุกไม่ได้ ถึงอย่างไรลึกลงไปในใจแม็กกี้ก็รู้ดีว่าตัวเองไม่ได้เสียใจในความตายของพ่อเลยแม้แต่น้อยเวลาผ่านไปไม่นาน และภายหลังจากที่อาหารหมดลงแล้ว ผู้ที่มาร่วมแสดงความเสียใจจึงได้แยกย้ายกันกลับบ้านช่องของตน เหลืออีกเพียงไม่กี่คนที่ยังนั่งดื่มกันต่ออีกจำนวนหนึ่งที่เมาจนคลานไปไหนไม่ไหวจึงนอนหลับเกลือกกลิ้งกันอยู่ทั่วบริเวณนั้นเองในที่สุด ก็เหลือเพียงนอร่า ดอนเนแวน ที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ข้างแคร่ใส่ศพสามี สิ่งที่แม็กกี้พอจะทำได้ในตอนนี้คือ ประคองแม่ให้ลงนอนเสียบ้างขณะที่ยังมีเวลาเหลืออยู่ ตอนที่แม็กกี้เดินออกมาจากห้องนอนของแม่นั้นนอร่า ดอนเนแวน ลืมตาค้างจ้องมองดูหลังคากระท่อมที่มุงด้วยแฝกอยู่อย่างเลื่อนลอยแม็กกี้ออกมายืนอยู่ในห้องข้างนอกอีกเป็นครู่ สงสัยอยู่ในใจว่าเมื่อพ่อตายลงจะอยู่ต่อไปอย่างไรกัน เธอเหลือบตามองไปทางศพของพ่อที่ตั้งอยู่ในห้องโถงกลางแล้วก็ถึงกับสะดุ้ง บอกกับตัวเองว่าเธอไม่สมควรจะอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปแม้แต่อีกนาทีเดียวแต่พอเธอจะเดินออกประตูบ้าน แพทริคก็เข้ามาขวางประตูไว้ ในวัยยี่สิบ เขาได้ชื่อว่าเป็นลูกชายคนโตสุดของครอบครัว แม้ว่าฤทธิ์เหล้าโปทีนที่ดื่มเข้าไปจะทำให้ไหล่ทั้งสองข้างหลุบลงบ้าง แต่ความสูงหกฟุตสี่นิ้วก็ยังทำให้ร่างของเขาตระหง่านเหนือร่างแม็กกี้อยู่นั่นเอง“ว่าไง น้องสาว ทำไมไม่อยู่เป็นเพื่อนแม่ล่ะ” เขายืนโซเซอยู่ตรงหน้า“ก็แล้วทำไมถึงไม่อยู่เสียเองล่ะ” แม็กกี้แหวใส่“อ้าว... ก็ในฐานะที่พี่กับแดนนี่เป็นลูกชายของครอบครัว เราก็ต้องทำหน้าที่ต้อนรับคนที่เขามาแสดงความเสียใจซี่”“ทุเรศ...หาเรื่องกินเหล้าน่ะไม่ว่า เหม็นหึ่งไปทั้งตัวออกยังงี้” เธอเบ้หน้าใส่พี่ชายด้วยความหมั่นไส้ “เอาละถ้าห่วงแม่มากนักจะบอกให้ก็ได้ว่าแม่น่ะนอนแล้วละย่ะ”“ทั้งหมดนี่มันเป็นความผิดของแคธลีนคนเดียวแท้ ๆ เลย นี่... ถ้ามันไม่ทำยังงี้ละก้อพ่อก็คงไม่ตายหรอก มันนั่นแหละที่เป็นคนนำความขายหน้ามาให้กับชื่อเสียงของตระกูลดอนเนแวน... ”“หยุดนะ อย่ามาพูดจาให้ร้ายแคธลีนแบบนี้อีกนะ แพทริค ดอนเนแวน ฉันน่ะมองพี่อยู่นะ แล้วก็คอยจับสังเกตเจ้าแดนนี่ด้วย เวลากินเวลาดื่มทั้งอาหารทั้งเหล้าที่แคธลีนส่งมาไม่เห็นด่าเขายังงี้นี่ เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะพูดอะไรละก้อระวังปากไว้มั่ง และฉันจะไม่ยอมให้ใครมาพูดจาว่าร้ายพี่สาวฉันอย่างเด็ดขาดด้วย”พูดจบเธอก็เดินออกจากที่นั่น ทิ้งแพทริคให้ยืนงงอ้าปากค้างอยู่ตรงนั้นเองตลอดวันที่ผ่านมา แม็กกี้กินอาหารเข้าไปเพียงไม่กี่คำ แต่จนกระทั่งถึงเวลานี้ก็ไม่ได้รู้สึกนึกหิวแม้แต่น้อยเธอเดินผ่านพวกขี้เมาที่นอนกลิ้งอยู่กับพื้นดิน เดินเรื่อยเข้าไปจนถึงบริเวณไร่ ซึ่งตลอดเวลาหกปีที่ผ่านมาให้ผลผลิตเพียงแค่สองครั้งเท่านั้นชั่วชีวิตที่ผ่านมา แม็กกี้นึกไม่ออกว่ามีชาวไอริชคนไหนที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผลผลิตของมันฝรั่งบ้าง แต่ทุกปีที่ผ่านไปดูเหมือนมันก็มีสิ่งที่คอยทำลายไร่มันฝรั่งให้ต้องสูญเสียผลผลิตลงไม่มากก็น้อย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวมันเริ่มมาตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 1845ชาวไร่ทุกคนบนแผ่นดินไอร์แลนด์ล้วนแต่ต้องพึ่งพาอาศัยมันฝรั่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่เลี้ยงชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น ทุกคนแทบจะไม่รู้จักพืชไร่ชนิดอื่นกันเลยด้วยซ้ำ มันฝรั่งไม่เพียงแต่จะเป็นอาหารหลักที่มนุษย์ใช้กินกันเข้าไปเท่านั้น แต่ทุกส่วนของลำต้นและรากก็ยังใช้เลี้ยงสัตว์ได้อีกด้วย นอกจากนมที่จะต้องเป็นอาหารประจำโต๊ะแล้วก็มันฝรั่งนี่แหละที่เป็นอาหารหลักสำคัญ แม้แต่ขนมปังที่กินเข้าไปก็ยังทำมาจากมันฝรั่งไร่ของดอนเนแวนมีพื้นที่สำหรับทำการเพาะปลูกอยู่สามเอเคอร์ ซึ่งจะต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินให้ลอร์ดแรม เมจปีละสิบปอนด์ต่อเอเคอร์ถ้าปีไหนผลผลิตให้ผลสูง นอกจากจะมีมันฝรั่งไว้กินกันไปตลอดทั้งปีแล้ว ก็ยังขายได้เงินมากพอที่จะจ่ายค่าเช่าและซื้ออาหารกับเสื้อผ้าดี ๆ กันได้อีกด้วยแต่ทว่า นับแต่ปี 1846 เป็นต้นมา ดูเหมือนช่วงเวลาที่มันฝรั่งจะให้ผลผลิตอย่างเป็นที่น่าพอใจจะมีอยู่น้อยมาก ถ้าดูจากสภาพภายนอกจะเห็นว่าลำต้นเจริญเติบโตแข็งแรงดี ตอนที่ขุดหัวขึ้นมาใหม่ ๆ ก็ดูสดน่ากิน แต่พอเอามีดฝานลงไปจะเห็นแผลเน่าอยู่ตรงเนื้อใน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและน่าเสียดายยิ่งนักเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ จอห์น ดอนเนแวน ก็ไม่อาจหาเงินมาชำระค่าเช่าได้ และนับแต่นั้นเป็นต้นมาแม้ว่ามันจะมีบางปีที่มันฝรั่งให้ผลผลิตดีบ้าง แต่เงินทองที่หามาได้ก็ไม่มากพอที่จะจ่ายหนี้สินที่พอกพูนขึ้นตามจำนวนปีที่ผ่านไปดังนั้น เมื่อผลิตผลของปีนี้ประสบความล้มเหลวอีกเช่นเคย ครอบครัวดอนเนแวนไม่เพียงแต่จะต้องเผชิญกับความอดอยากหิวโหยเท่านั้น แต่ลอร์ดแรมเมจยังขู่เข็ญว่าจะขับไล่ออกไปให้พ้นจากที่นี่ ถ้าจอห์นยังไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้สินที่คงค้างกันอยู่แต่เมื่อแคธลีนได้ตัดสินใจเสียสละตนเองเช่นนี้ ทุกชีวิตในบ้านก็ยังได้อาศัยใบบุญกันต่อไป มีตัวอย่างมากมายที่ปรากฏให้เห็นอยู่ เมื่อผู้เช่าไม่สามารถจะหาเงินมาชำระหนี้สินที่คั่งค้างได้ เจ้าของที่ดินมีสิทธิ์ที่จะรื้อกระท่อมขับไล่ไสส่งผู้เช่าออกจากที่ดินของตนไป ซึ่งแม็กกี้ก็แน่ใจอย่างที่สุดว่าลอร์ดแรมเมจเองก็สามารถทำเช่นนั้นได้โดยง่าย