(ฉากหึงครั้งแรกอย่างเป็ทางการขององค์ชายสี่ หลี่เหริน)
เช้าวันต่อมา เมืองหน้าด่านยังเต็มไปด้วยเสียงทหารซ่อมแซมอาคารที่ถูกไฟไหม้
ลมเย็นพัดกลิ่นเขม่าอ่อน ๆ ผสมกับกลิ่นดอกเหมยจากสวนด้านหลังจวนเ้าเมือง
ซูอินตื่นขึ้นมาบนเก้าอี้เตี้ยข้างเตียง
คอพับ หลังคด เหมือนศพที่หลับไปกลางปาร์ตี้
พอเธอลืมตา—
สิ่งแรกที่เห็นคือ องค์ชายสี่กำลังมองเธออยู่
สายตานิ่ง ๆ แต่มีบางอย่างอ่อนลงจนเธอหายใจสะดุด
ซูอินเด้งตัวลุกขึ้นแทบตกเก้าอี้
“ฝะ ฝ่าา! หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะหลับเพคะ! แค่พักตาเฉย ๆ!”
หลี่เหรินตอบเรียบ
“เ้าพูดละเมอสามครั้ง”
“หา? ละเมออะไรเพคะ!?”
เขาเหลือบตามามองเธอ
“เื่ที่จะไม่ให้ข้าตาย”
ซูอินหน้าแดงแปร๊ด
ตายแล้ว…ฉันพูดอะไรออกไปบ้างเนี่ย!!
ยังดีที่เขาไม่พูดต่อ
ไม่แซว ไม่กดดัน
แต่ดันบอกให้ไปพักแทน
“ลงไปกินข้าวเสียเถอะ เ้าดูเหมือนิญญาเพิ่งออกจากร่าง”
ซูอินพยักหน้ารัว ๆ
รีบเดินออกจากห้องอย่างคนหนีอายตัวเอง
ครัวใหญ่คึกคักตามปกติ
เพียงแต่วันนี้—
ทุกสายตาหันมามองซูอินทันทีที่เธอเดินเข้าไป
แม่ครัวใหญ่กระซิบ
“นางทาน้ำหอมด้วยนะ! ใครให้?”
สาวใช้กระซิบกลับ
“คุณหนูวิ่นอี๋น่ะสิย่ะ นางสนใจองค์ชายสี่อยู่มิใช่หรือ?”
ซูอินได้ยินหมด
หน้าอยากเอาซึ้งนึ่งปิดหัวตัวเอง
แต่เธอคิดว่า—โอเค ไม่เป็ไร!
แค่น้ำหอมเอง ไม่น่ามีปัญหาอะไร…
เธอคิดผิดมากกกกกกกกก
เพราะตอนเธอออกไปลานซ้อมทหารเพื่อเอายาสมุนไพรไปให้หมอหลวง
ก็ได้พบกับ…
– หานอี้ –
นายทหารหนุ่มสูง หน้าหล่อแบบลูกหมา เชื่อฟังและใจดี
หนึ่งในคนสนิทของม่อหยาง
และเป็คนที่มักยิ้มหวานเวลาเห็นซูอินโดยเฉพาะ
เขาเห็นเธอเดินมา
ก็รีบวิ่งเข้ามาตรงหน้า
ตาเป็ประกายราวกับเห็นนางฟ้า
“คุณหนูไป๋! วันนี้เ้ายังดูสวยเหมือนเมื่อวานที่กล้าหาญมากในกองไฟ!”
ซูอินกะพริบตา
โอ๊ย…มาอีกแล้วผู้ชายชมกันโต้ง ๆ แบบนี้!
ยังไม่ทันตอบ
หานอี้ก็ก้มลงใกล้…
ใกล้แบบ “เกือบแนบแก้ม”
หล่อใสแบบลูกหมาที่อยากดมดอกไม้
เขาพึมพำเบา ๆ
“กลิ่นหอมมาก…ดอกเหมยใช่หรือไม่?”
ซูอินสะดุ้ง
“เอ่อ! มันไม่—”
แต่ยังไม่ทันพูดจบ
เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง
เสียงที่ทั้งลมหายใจ ลานซ้อม และชีวิตเธอ เหมือนหยุดชะงักไปชั่ววินาที
“เ้าทำอะไรอยู่”
เสียงทุ้ม
เย็น
คมเหมือนคมดาบ
องค์ชายสี่ หลี่เหริน เดินมาพอดี
หานอี้สะดุ้ง
ะโถอยสองก้าวเหมือนโดนตบด้วยสายตา
“ฝะ ฝ่าา!! ข้าน้อยเพียงแค่—”
“เข้าใกล้นางทำไม”
หลี่เหรินก้าวเข้ามา
สายตาคมดุแบบที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก
ลานฝึกซ้อมเงียบลงทีละน้อย
ทหารหลายคนแทบหยุดเคลื่อนไหว
รอว่าเื่นี้จะกลายเป็ากลางเมืองหน้าด่านหรือไม่
หานอี้หน้าเจื่อน
รีบยกมือลูบท้ายทอย
“ขะ ข้าน้อยเพียงแค่ได้กลิ่นหอมเลยสงสัย—”
โป๊ก!
ม่อหยางตบหัวหานอี้
“เ้าปากหมาอะไรแบบนั้น!?”
หานอี้กระซิบ
“แต่ข้าพูดจริง นางหอมมาก—โป๊ก!”
ม่อหยางตบซ้ำอีกรอบ
“หุบปากซะ ก่อนเ้าตายเพราะกลิ่น!”
หลี่เหรินมองทั้งสองเหมือนจะฟันคอทีละคน
แต่แววตาเขาตอนมองซูอิน…ต่างออกไป
ไม่ได้ดุ
แต่เหมือน…อยากประชิดตัวมากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ
เขาพูดเสียงเรียบ
แต่โทนต่ำลงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
“ซูอิน…เ้ามาทำอะไรที่ลานซ้อม”
“เอ่อ หม่อมฉันเอายาสมุนไพรมาให้หมอหลวงเพคะ—”
“แล้วน้ำหอมดอกเหมยนี้”
เขาเอียงหน้าเข้ามาใกล้
ใกล้จนเธอเห็นเงาคิ้วเขาสะท้อนแสงแดด
“ของใคร”
ซูอินรีบกลืนน้ำลาย
“เอ่อ…ของคุณหนูวิ่นอี๋เพคะ นางฝากให้เพราะ—”
ยังไม่ทันพูดจบ
หลี่เหรินหันไปมองม่อหยาง
“ไปบอกคุณหนูวิ่นอี๋…”
น้ำเสียงเย็นระดับน้ำแข็งบนูเาหิมะ
“…ข้าจะไม่รับของขวัญใด ๆ จากนางอีก”
ทั้งลานซ้อมเงียบกริบ
ซูอินอ้าปากค้าง
เดี๋ยว! ฉันแค่ทาน้ำหอมเองนะ! ทำไมพระองค์ถึงโกรธขนาดนี้!?
ม่อหยางอ้าปากจะทัก
แต่หลี่เหรินชิงพูดก่อน
“และเ้าด้วย ซูอิน—”
เขาเอียงหน้าเข้ามาใกล้เธออีกครั้ง
ใกล้จนลมหายใจเขาอุ่นร้อนบนผิวแก้มเธอ
“ต่อไป ห้ามทาน้ำหอมของสตรีอื่น มาที่ตัวเ้าอีก”
“หะ ห้ามเหรอเพคะ!?”
หลี่เหรินตอบเรียบ ๆ
แต่คำเป็ประกาศิตที่ไม่มีวันเถียงได้
“เพราะข้า…ไม่ชอบ”
หัวใจซูอินเต้นแรงจนหูอื้อ
ทหารรอบข้างกรี๊ดในใจ
หานอี้ drools ในมุมหนึ่ง
“โอ้โห…ฝ่าาหึงจริง ๆ ด้วยเหรอเนี่ย…”
ม่อหยางลากหานอี้ออกไป
“ไปซ้อมดาบเดี๋ยวนี้ อย่าให้ข้าได้ยินเสียงเ้าสักคำ!”
ซูอินกะพริบตาปริบ ๆ
หน้าแดงก่ำ
รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหลอมละลายทีละน้อย
“ฝะ ฝ่าา…ไม่ชอบกลิ่นน้ำหอมหรือเพคะ”
เขาตอบทันควัน
“ไม่ชอบบนตัวเ้า”
ซูอินชะงัก
“แล้วกลิ่นไหนที่ฝ่าาชอบบนตัวหม่อมฉันเพคะ…?”
ถามไปแล้ว
เธออยากเอามืออุดปากเอง
หลี่เหรินมองเธอ
นิ่ง
แต่ลึก
เหมือนกำลังไตร่ตรองอะไรบางอย่างที่ทำให้คนฟังยิ่งใจเต้น
เขาตอบเบา ๆ
เพียงประโยคเดียว
แต่ทำเอาลานซ้อมทหารแทบลุกเป็ไฟมากกว่ากองเพลิงเมื่อคืน
“ข้าชอบ…
กลิ่นที่เป็ ‘เ้า’ จริง ๆ
ไม่ใช่ของคนอื่นฝากมา”
โลกเหมือนหยุดนิ่งไปหนึ่งลมหายใจ
ซูอินยืนนิ่ง
หน้าแดงไปถึงท้ายทอย
เธอไม่รู้ว่าจะตอบอะไร
พูดอะไรก็จะกลายเป็ยอมรับว่าเธอเองก็หวั่นไหวเหมือนกัน
หลี่เหรินเห็นเธอนิ่ง
ใจเขากลับยิ่งอ่อนลงกว่าตอนสู้ศึกสิบครั้งรวมกัน
เขาก้าวออกห่างหนึ่งก้าว
แต่สายตายังไม่ยอมละจากเธอ
“กลับตำหนัก ข้าจะพาไปสอบสวนเื่ไฟไหม้คืนนี้”
ซูอินพยักหน้าแรงจนผมกระเด้ง
“เพคะ!”
แต่ก่อนจะเดินออก
เขาพึมพำเบา ๆ—เบาพอที่ได้ยินกันแค่สองคน
“และต่อไป…
อย่าให้ใครได้กลิ่นน้ำหอมบนตัวเ้าใกล้เกินไปอีก”
“เพคะ… ทำไมเหรอเพคะ?”
เขาเหล่มองเธอ
มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยแบบที่เ้าชายเ็าคนนี้ไม่ค่อยทำ
“เพราะข้า… จะเป็คนเดียวที่เข้าใกล้เ้าได้”
ซูอินตัวชา
ขาสั่น
ใจเต้นโครมยิ่งกว่าตอนหนีไฟ
นี่มัน…
นี่มันคือ…
ฉากหึง ที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่คนธรรมดาอย่างเธอเคยโดนใครปั่นหัว!
ทหารรอบลานซ้อมล้มทั้งยืน
“โอ๊ยยยย ข้าน้อยจะเป็ลม…”
ขณะเดินกลับตำหนัก
หลี่เหรินมองมือของตัวเองเงียบ ๆ
มือที่เมื่อวานกุมเธอไว้ในกองไฟ
มือที่ตอนเช้าอยากแตะแก้มเธอซ้ำ
มือที่เมื่อครู่…อยากดึงเธอออกมาจากทหารคนนั้นเสียเหลือเกิน
เขาพึมพำเบา ๆ
เหมือนพูดกับตัวเอง
“ข้า…เป็อะไรไปกันแน่”
ลางร้ายกำลังใกล้เข้ามา
ศัตรูซ่อนอยู่ในเงามืด
แต่หัวใจเขากลับไม่สนใจอะไรในเวลานี้
นอกจากหญิงตัวเล็ก ๆ ที่ยังคงส่งกลิ่นดอกเหมยจาง ๆ อยู่ข้างหลังเขา
และไม่ว่ายุคไหนก็ตาม—
ความหึง
เกิดขึ้นง่ายที่สุด
เมื่อหัวใจเริ่มรักโดยไม่รู้ตัว