สตรีย่อมรู้จักสตรีดีที่สุดเช่นเดียวกับที่สตรีสามารถเห็นได้ในแวบเดียวว่าผู้ใดไร้เดียงสาจริงๆและผู้ใดเป็นนังตัวร้ย
ความรู้สึกที่ซูเมี่ยวเออร์มีให้หรงซิวนั้นเป็นที่รู้กันดีในตอนที่หว่านฉือยังมิได้กลับมาที่เมืองหลวง ระหว่างทางก็มีผู้คนพูดกันไม่ขาดปากนางรู้ดีว่าสตรีตรงหน้านี้มีทั้งความดื้อรั้นและปรารถนาหรงซิวมาก
หากไม่ใช่เพราะอวิ๋นอี้กลับมาเกรงว่าพระชายาในเวลานี้ก็คงจะเป็นนาง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็เป็นครั้งแรกที่หว่านฉือรู้สึกว่า อวิ๋นอี้ที่โง่เง่าผู้นั้นก็มิได้ไร้ประโยชน์ไปโดยสิ้นเชิง
อย่างน้อยหากนับเรื่องที่จัดการซูเมี่ยวเออร์ได้นางถือว่าทำดีมาก เป็นผลลัพธ์ที่ทำให้คนเบิกบานใจ คุ้มค่าการปรบมือให้
หว่านฉือค่อยๆ ได้สติกลับมาช้าๆนางมองดูเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเปรียบเทียบกับตนเองแล้วแม้ซูเมี่ยวเออร์จะมิได้สวย แต่นางได้เปรียบตรงที่ยังเยาว์วัยและสุขภาพแข็งแรง
ในขณะนั้นเอง อีกฝ่ายก็ได้มองมาด้วยสายตาที่ยั่วยุมองนางหัวจรดเท้า
นางอยากจะดูการแสดง
หว่านฉือรู้แผนการของนางดี จะทำให้นางสมปรารถนาได้อย่างไรนางถอยออกมาเล็กน้อย เว้นระยะห่างของทั้งสองออกมา แล้วพูดอย่างภาคภูมิใจว่า“เขาจะชอบข้าหรือไม่ ข้าไม่สนใจ ข้ารู้เพียงว่าเขาก็เป็นบุรุษของข้า”
“ท่าน!”
คำพูดนี้ถูกต้อง ซูเมี่ยวเออร์พูดไม่ออกทำได้เพียงเบิกตากว้างมองนาง
หว่านฉือปัดปอยผมลงมา มีหยดน้ำเปียกๆหยดลงที่ฝ่ามือของนาง นางเงยหน้ามองท้องฟ้า ก็ได้เห็นว่าพลบค่ำมืดลงยิ่งขึ้นทำให้เกิดฝนปรอยๆ
หยาดฝนราวกับด้ายเงิน ทอลงอย่างหนาแน่น
นางไม่อยากจะเสียเวลากับซูเมี่ยวเออร์ในความเป็นจริงแล้วพวกนางทั้งสองคน ก็มิมีผู้ใดชอบหน้าผู้ใดเดิมทีก็มิมีสิ่งใดที่จะต้องพูดกัน
“ข้าพูดตามตรงนะเจ้าคะคุณหนูเมี่ยวเออร์ หากมีเวลามากมาสนใจชีวิตรักของข้า ก็ควรจะเอาเวลาไปดูแลตนเองดีๆเถิดเจ้าค่ะ! คุณหนูทำลายชื่อเสียงจนป่นปี้เพียงเพื่อองค์ชาย องค์ชายได้ชื่อว่าเจ้าชู้คุณหนูกลับได้ชื่อว่าเป็นหญิงไร้ยางอาย ไม่คุ้มกันเลยเสียจริงนะเจ้าคะ!”
“ท่านพูดว่าผู้ใดไร้ยางอายนะ!”
“ผู้ใดร้อนรนข้าก็กำลังพูดถึงผู้นั้นแหละเจ้าค่ะ!”หว่านฉือจัดระเบียบเสื้อผ้า “ข้าจะคิดว่าคุณหนูฝึกความอดทนมามากพอแต่ดูแล้วคงจะไม่จริง”
“อย่าได้ผยองไป!”ซูเมี่ยวเออร์ถูกทำให้โกรธจนหัวหมุน กำมือแน่นแล้วพูดอย่างดุร้าย“แค่อภิเษกกับท่านพี่ซิว มีกระไรวิเศษตรงไหนกัน!”
“มิมีกระไรวิเศษหรอกเจ้าค่ะแต่เจ้าเองก็อยากจะเข้าจวนเขาจนตัวสั่นมิใช่หรือ!” หว่านฉือจงใจหยุดพูด แล้วเอามืออุดปาก“โอ้ เกือบลืมไปเลย เจ้ายังเข้ามาในจวนเรามิได้เลย!”
“รอไปเถิดเพคะ!ไม่ช้าก็เร็วข้าจะอภิเษกกับเขา ! สิ่งที่ท่านทำได้! ข้าก็ทำได้ทุกเรื่องเช่นกัน!”
เช่นเดียวกับตอนที่หว่านฉือได้ชื่อว่าเป็นสตรีมากความสามารถนั่นแหละซูเมี่ยวเออร์ก็ตามมาติดๆ ในขณะที่นางนอนติดเตียงอยู่นั้น นางก็เข้ามาแทนที่และโด่งดังไปทั่วทั้งเมืองหลวง
“ท่านเป็นเพียงแค่นางสนมของเขาข้าจะเป็นพระชายาเอก!”
“ช่างไม่รู้ความสามารถของตนเองเสียจริง”หว่านฉือหน้าดำคร่ำเคร่ง นางพูดจบอย่างเย็นชา คิดเสียว่าซูเมี่ยวเออร์บ้าไปเองแล้วหันกลับไปหาเหลียนเหอ รีบเดินออกไป
เม็ดฝนที่ตกจากฟ้ายิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ตกลงบนพื้นทำให้เกิดน้ำไหลเป็นแนวเล็กๆ คดเคี้ยวอยู่บนพื้นดิน
หว่านฉือก้าวเดินไปอย่างเรียบเฉยเสื้อผ้าและผมเปียก สตรีรับใช้เหลียนเหอกางร่มให้นางด้วยความกังวลก็ได้ยินเสียงกัดฟันที่ดุร้ายของนาง
เหลียนเหอไม่กล้าส่งเสียงใด
นางอยู่กับหว่านฉือมานานตระหนักดีถึงกฎระเบียบและสิ่งที่ไม่ควรทำต่างๆ ในอดีตที่นางป่วยหนักติดเตียงคิดว่าตนเองจะต้องตายแน่แล้ว นางมีจิตใจกว้างขวางแต่หลังจากที่หายป่วยเป็นปกติกลับมา นางก็ปรารถนาและยึดติดอยู่กับหรงซิว
หากผู้ใดกล้าจะอยากได้เขาไปก็ถือว่าเป็นศัตรูกับนาง ต้องการจะแย่งของจากนางไป
หว่านฉือจะมิมีวันยอมแน่
หลังจากเดินหน้าดำมานานฝนก็มีท่าทีตกแรงขึ้นเรื่อยๆจากปรอยฝนที่ราวกับด้ายเงินก็กลายเป็นหยดเท่าเมล็ดถั่วทำให้ตอนนี้หน้าทั้งเย็นทั้งรีบร้อน ถึงได้ทำให้ความโกรธที่ซูเมี่ยวเออร์ทำให้หว่านฉือโกรธนั้นมลายลงได้
นางมองไปรอบๆ และรีบเข้าไปอยู่ใต้ชายคา
ในแง่ของรูปลักษณ์และพรสวรรค์หว่านฉือคิดว่าตนเองดีกว่าซูเมี่ยวเออร์มาก ดังนั้นหากว่ามีนางอยู่การที่อีกฝ่ายจะอภิเษกกับหรงซิว มันเป็นเพียงแค่ความฝันของคนเพ้อเจ้อ
หลังจากพิจารณาอย่างมั่นใจนางก็บังคับตนเองให้ลืมเรื่องนี้ มดตัวน้อยที่มิมีความสามารถใดมีแต่หน้าอกมิมีสมอง ไม่จำเป็นต้องไปเสียพลังงานกับนาง
ศัตรูที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คืออวิ๋นอี้แม้ว่านางจะถูกไล่ออกไปแล้ว แต่นางสตรีผู้นั้นเป็นคนเจ้าเล่ห์ แผนร้ายเยอะผู้ใดจะรู้ว่านางจะใช้วิธีใดกลับมาอีก
เพื่อที่จะรักษาตำแหน่งไว้นางจำเป็นต้องใช้ทุกโอกาส ในการครอบครองใจของหรงซิว
ใจเย็นๆ ใจเย็นไว้
หว่านฉือสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหายใจออกช้าๆมีลมเย็นๆ พ่นออกมาช้าๆ นางเงยหน้าขึ้นมองทิวทัศน์ท่ามกลางสายฝน
ที่นี่เป็นลานเล็กข้างนอกห้องอักษรมีต้นไม้เขียวชอุ่มตลอดปี ในฤดูร้อนดอกไม้ลานจะบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมชื่นใจแม้จะถูกฝนสาดเทลงมา แต่ดอกไม้ที่อยู่บนพื้นก็ยังทิ้งร่องรอยของความเป็นฤดูร้อน
นางได้ยินเรื่องมาจากไทเฮาว่าคิมหันต์ปีนี้จะมีฝนเยอะ สถานที่ต่างๆ อย่างหลางโจวฉีโจวในเจียงหนานเกรงว่าอาจจะเกิดน้ำท่วมได้
องค์ฮ่องเต้ส่งใส่ใจประชาชนจะส่งคนไปซ่อมแซมและขุดลอดแม่น้ำทุกๆ ปีแต่ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายใดข้างล่างนั่นมิมีความสามารถพอหรือทำงานแบบขอไปทีก็ไม่รู้แต่ก็กลายเป็นว่าต้องซ่อมแซมทางน้ำกันทุกปี และน้ำท่วมอยู่เสมอ
ฮ่องเต้อวี่ซวนกริ้วมาก
เขาโกรธที่จัดการแก้ไขปัญหามิได้สำนักหอดูดวงหลวงกล่าวว่าน้ำฝนปีนี้จะมากกว่าปีก่อนๆ มากเมื่อคิดได้ว่าประชาชนจะต้องเดือดร้อนและสูญเสียไปมากกว่านี้ฮ่องเต้อวี่ซวนก็ทานมิได้นอนไม่หลับ
คิดไปคิดมา พอดีกับที่ปีนี้หรงซิวอยู่ที่เมืองหลวงงานที่ใหญ่หลวงเช่นนี้จึงต้องตกเป็นของเขาโดยโดยปริยาย
ฟังความหมายจากไทเฮาก็ได้ความว่าหากหรงซิวรับภารกิจนี้อีกไม่กี่วันเขาก็จะไปที่เจียงหนาน การเดินทางครั้งนี้อย่างน้อยต้องไปเป็นเดือน
โอกาสล้ำค่าที่หายากเลยนะเนี่ย!
อวิ๋นอี้อยู่ที่จวนอวิ๋น หรงซิวออกไปข้างนอกหากนางไปด้วย การอยู่ด้วยกันทุกวันหนึ่งเดือนจะชนะใจหรงซิวได้หรือไม่ยังพูดมิได้ชัด แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาต้องดีขึ้นแน่
นางวางแผนอย่างสมบูรณ์แบบแต่ข้อควรระวังเดียวอย่างหนึ่งก็คือ หรงซิวอาจจะไม่ยอมบอกนาง ไม่พานางไปด้วย
แต่ก็นะ...
ริมฝีปากของหว่านฉือยกขึ้นรอยยิ้มที่สง่างามนั้นปนไปด้วยความได้ใจเล็กน้อย
นางจงใจมารอหรงซิว เพียงรอเขาออกมานางก็จะบอกเขาไปทั้งหมด หากเช่นนี้ยังไม่พานางไปด้วย ก็คงมิได้
“มาแล้วเพคะ มาแล้ว!”
เหลียนเหอพูดข้างหูนางพร้อมทั้งเอื้อมมือไปจิ้มแขนนาง “องค์ชายออกมาแล้วเพคะ! พระชายาเพคะ? ท่านเห็นหรือไม่?”
“อืม”หว่านฉือใช้สายตาไม่พอใจเหลือบมองไปที่นาง เอ็ดเสียงเบา “เจ้าอย่าเอะอะไปสิอย่าทำให้ข้าขายหน้า ไปยืนข้างๆ อย่าพูดมากด้วยนะ!”
“เพคะ”
เหลียนเหอเพิ่งจะเดินออกไป หรงซิวก็เลี้ยวเข้ามาแล้วก็เห็นหว่านฉือที่อยู่ไม่ไกลเข้า
เขาแปลกใจเล็กน้อย แต่เมื่อคิดดูดีๆ ก็เข้าใจได้
ในเมื่อมาเจอแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องหลบเขาเดินไปหานาง ไม่นานก็มาถึงตรงหน้า
บุรุษหนุ่มก้มหน้าลงแล้วมองเสื้อผ้าที่เปียกโชกของนางก็ขมวดคิ้วถาม “เหตุใดจึงอยู่ที่นี่? เมื่อครู่ตากฝนมาหรือ?”
เขาใส่ใจนาง หว่านฉืออารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อยนางยิ้มแล้วพูด “ได้ยินว่าฝ่าบาทเข้าวัง ข้ามาหาท่านย่าพอดี จึงมารอท่านน่ะเพคะ”
หรงซิวตอบอืม มิได้มีสีหน้าใดๆร่างกายของเขาครึ่งหนึ่งอยู่ท่ามกลางสายฝน ราวกับว่าเพิ่งจะได้เห็นจึงเดินเข้าไปด้านหน้า แล้วยืนอยู่ใต้ชายคา
เขาใกล้เข้ามา กลิ่นหอมที่สดชื่นก็ลอยเข้ามาด้วย
หว่านฉือกลืนน้ำลาย พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย“ข้าได้ยินมาว่าฝ่าบาทจะต้องไปทำงานไกล จึงกังวลน่ะเพคะพระชายามิได้อยู่ข้างกายท่าน เกรงว่าจะมิมีผู้ใดดูแล ข้าจึงอยากจะไปกับท่านด้วย”
“เจ้าอยากไปหรือ?” หรงซิวได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว เขาหันหน้ามาถามนางอย่างมิมีรอยยิ้ม