handsome is sin คนอื่นมีดีที่วิชา แต่ข้ามีหน้าตาเป็นอาวุธ

    ตอนที่ 11 ไม่รู้ตัว(2)

          ก็แบ่งได้เป็น6 ระดับ และหญิงสาวผู้นี้ก็ก้าวขึ้นไปเป็นระดับที่ 2 แล้ว และนางทำได้ในอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น       “ ระดับดอกพิรุณ? ไม่ใช่ระดับนี้จะเป็นลูกศิษย์ชั้นในของสำนักได้แล้วหรือ? แต่ทำไมเจ้ายังอยู่สายนอกล่ะ ”         “ หึๆ เรื่องนั้นเป็นเพราะเทศกาลงานประลองนี่ล่ะ สิ่งนี้จะเป็นตัวชี้วัดถึงศักยภาพของเรา หากได้เกรดดีในตอนที่ยังเป็นลูกศิษย์สายนอก ถ้าสอบเข้าไปเป็นลูกศิษย์สายใน ก็จะได้รับอภิสิทธิ์พิเศษรวมถึงทรัพยากรที่สูงกว่าศิษย์สหายทั่วไป ฟงหมิงเพราะเหตุนี้ไงข้าถึงแนะนำให้เจ้าเข้าร่วมงานนี้ เพราะต่อให้จะลำดับที่เท่าไหร่ มันก็ยังดีกว่าคนที่ไม่เข้าร่วมเลยนะ ” กล่าวอธิบายออกมาอย่างใจเย็น ท้ายสุดนางก็ตบด้วยคำกล่าวที่เต็มไปด้วยความห่วงใย       ซึ่งตอนนั้นฟงหมิงที่อยู่ตัวคนเดียวในป่ามาโดยตลอด พอฟังสาวสวยอายุน้อยตรงหน้ากล่าวออกมาอย่างนี้ ก็ทำให้หัวใจของเขารู้สึกอุ่นเหมือนมีกองไฟมาให้ผิงในค่ำคืนที่เหน็บหนาว       “ ขอบใจนะ ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่เลยล่ะ ” เห็นคำกล่าวของนาง ฟงหมิงก็จ้องกลับเข้าไปที่ดวงตาของหญิงสาว ก่อนจะตอบออกไปอย่างตั้งมั่น           ตอนนั้นเวลาก็ไหลไปช่วงเย็น ซีเหนียงก็ขอตัวกลับ ระหว่างที่ฟงหมิงจะเข้าไปนอนเล่นอยู่ตรงเปลเถาวัลย์ที่เดิมด้วยท่าทีผ่อนคลาย       ความเป็นจริงเขาก็ตอบสาวสวยคนนั้นไปอย่างนั้น เมื่อความเป็นจริงเขารู้ดีว่าตนเองไม่ได้มีพรสวรรค์ขนาดนั้น       การฝึกสิบวันมานี้ ระดับพลังปราณของเขาที่ฝึกตามวิชายุทธที่อาจารย์มอบมาให้ ก็ยังก้าวเข้าสู่ระดับดินขั้นที่ 1 หรือระดับฝึกยุทธขั้นแรกสุดเท่านั้นเอง       เขาไม่มีพรสวรรค์ที่จะทำให้พลังพุ่งพรวดเหมือนจรวดดั่งใครๆ ตอนนี้แม้แต่ตัวเขาเองที่สามารถสัมผัสจุดตัณเถียนของตัวเองได้แล้ว ก็พบว่าพลังปราณภายใน ก็ร่อยหรอและน้อยยิ่งกว่าน้ำในฝาชาเสียอีก       ซึ่งความจริงเขาก็แอบถามกับซีเหนียงแล้วว่าพลังปราณของนางมากเทียบได้กับอะไร และคำตอบคือหลุมน้ำบาดาลลึกอันหนึ่ง       และพอมาเทียบกับตัวเอง มันก็ดูน่าละอายเหลือเกิน       “ กังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ ฝึกได้ตามที่ฝึก ไม่มีโยชน์ที่ต้องฝืน ร่างกายตอนนี้ก็ล้าหมดแล้ว แถมพลังปราณฝึกจนปราณเริ่มหมด ดังนั้นเวลานี้ก็ต้องนอนเล่นแบบนี้ล่ะนะ ” เอนกายลงอยู่ในท่าที่สบาย ก่อนจะมองท้องฟ้าที่เริ่มลับและมืดลง หากเป็นตอนมาโลกนี้ครั้งแรก คงรู้สึกเบื่อและหวาดกลัว       ทว่าตอนนี้ทุกอย่าง กลับดูปกติและในเวลาเดียวกันสายตาของเขาที่จ้องมองออกไป ก็เต็มไปด้วยความสงบและสบาย       และความจริงมันก็ค่อนข้างจะมีความเปลี่ยนแปลง เมื่อความสงบภายในใจของเขาและความหวานเล็กๆ ที่มีสองสาวสวยเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในชีวิต มันก็พอทำให้เขาดำเนินชีวิตไปได้ แบบที่มีรสชาติมากขึ้นกว่าแต่ก่อน รวมถึงการฝึกยุทธ ที่พอทำให้เขาวาดฝันเล็กๆเอาไว้       ว่าตนเองพอจะได้ขี่กระบี่บิน ท่องไปทั่วล่าและท่องเที่ยวไม่ต้องทนอยู่อย่างที่เคยเป็น           3 วันผ่านไป       นอกจากที่ผู้อาวุโสจะป้ายหยกประจำตัวมาให้ ก็มีชุดของศิษย์สายนอกของนิกาย รวมถึงกระบี่เหล็กธรรมดาอันหนึ่ง ซึ่งแน่นอนพอเอาของมาวางไว้หน้ากระท่อม ชายวัยกลางคนนั้นก็เดินออกไปทันที ไม่คิดแม้แต่จะเข้ามาสนทนากับเขาเลยแม้แต่น้อย       ซึ่งแน่นอนว่าฟงหมิงเองก็ไม่ได้สนใจเช่นเดียวกัน       ตอนนั้นใกล้เวลาประลองจากเสียงพลุ ที่ดังขึ้นไปทั่วท้องฟ้า       ชายหนุ่มร่างสูงเดินลงมาจากหุบเขาใหญ่ ตอนนั้นมือของเขากำลังกัดเชือก ที่เขากำลังผูกพันผมบนหัวของเขา ที่ยาวประไหล่ ให้ผูกเข้าเป็นรูปทรงหางม้า ก่อนจะลูบผมของตัวเองเพื่อตรวจดูว่ามันเข้าที่ดีแล้ว จึงจับกระบี่ข้างกาย ก่อนจะเดินตรงไปบ้านหน้า ที่เวลานั้นมีหญิงสาวร่างสูงอยู่สองคน ยืนรออยู่สองคนด้วยใบหน้าที่เหมือนใจลอยไปทางอื่น       “ ข้ามาแล้ว เป็นยังไงบ้างพวกเจ้าสองคน เตรียมพร้อมดีไหม? ” ฟงหมิงถามออกไปด้วยรอยยิ้มที่ดูผ่อนคลาย       ตอนนั้นหญิงสาวทั้งสองที่ดูเหมือนกำลังตึงเครียดเหมือนกำลังแข่งขันอะไรกันอยู่ ต่างก็ยิ้มตอบรับตัวเขา ระหว่างตอบกลับด้วยท่าทีที่ดูเข้าหาง่าย(จบ)