นอกจากนรินทร์จะใเสียงที่เปล่งออกมาจากปากตนเอง ยังมีคู่สามีภรรยาที่หันมามองยังเตียงที่ลูกน้อยของพวกตนนอนอยู่ ทั้งด้วยความใ และรู้สึกโล่งใจเล็กๆ ที่ลูกน้อยรู้สึกตัว หลังจากเป็ไข้ไม่ได้สติมาถึง 7 วันแล้ว
แม่นวลถลาออกจากอ้อมกอดสามีตนเอง มาที่เตียงลูกน้อยที่กำลังลืมตาและหันมามองที่ตนด้วยแววตาสงสัยพาดผ่านเพียงแวบเดียวก่อนจะหายไปเนื่องจากน้ำตาขึ้นมาคลอในดวงตากลมโตของลูกทั้ง 2 ข้าง ก่อนที่เ้าตัวน้อยจะเอ่ยเรียกแม่ด้วยเสียงแหบพร่าจากพิษไข้ที่ยังคงหลงเหลืออยู่
“แมะนวล...ฮึก ฮื่อ”
น้ำเสียงที่ทั้งแหบและไม่ชัดตามประสาเด็กยังออกเสียงไม่ชัดนั้น เนื่องด้วยเ้าตัวน้อย เมื่อก่อนเป็เด็กเรียบร้อย ไม่ค่อยพูดจา ชอบนั่งเล่นเงียบๆ คนเดียวซะส่วนใหญ่ โดยมีบ่าวอย่างอิ่มคอยอยู่เป็เพื่อนเสมอ ฉะนั้นแม้จะ 4 ขวบปีผ่านมาแล้วก็ยังคงออกเสียงไม่ชัดเจนอยู่บ้าง
“นิน...นินเจ่ะ” ฟื้นขึ้นมาก็ฟ้องสักหน่อย
เพราะตอนนี้นรินทร์ได้หลอมรวมความทรงจำของหนูนิลและตนเองเข้าด้วยกัน และรู้แล้วว่าตนเองนั้นอยู่ในร่างหนูนิลของพ่อโชค แม่นวล นอกจากนี้ในบ้านน้อยๆ หลังนี้ยังมีพี่ชาย พี่สาวรวมกันอีกตั้ง 4 คน รวมหนูนิลแล้ว พ่อและแม่มีลูก 5 คน! เยอะมากจริงๆ เมื่อเทียบกับยุคสมัยที่นรินทร์จากมา
ยุคนั้นประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ผู้คนหนุ่มสาวแต่งงานช้าลง มีลูกน้อยลง หรือบางคนแต่งานแต่ตั้งใจว่าจะไม่มีลูก เหมือนเพื่อนๆ ของนรินทร์ ที่เน้นใช้ชีวิต ออกไปท่องเที่ยวกันเพียงกับคนรัก หรือบางคนก็เป็อย่างนรินทร์ที่โสด และเน้นใช้ชีวิตให้รอดเท่านั้น
เมื่อแม่นวลได้ยินลูกน้อยพูด ถึงกับก้มตัวลงเพื่อโอบอุ้มลูกขึ้นมาโอบกอดอย่างถนุถนอม เนื่องด้วยเ้าตัวน้อยนั้นตัวเล็กผอมจึงไม่เป็ปัญหากับเื่น้ำหนักแม้แต่น้อย ถึงตนเองจะบอบบางเพียงใดก็ตาม
“โอ๋ นะลูก หมดทุกข์หมดโศกเถิดหนาหนูนิล เ้าตัวเล็กของแม่”
ปากพร่ำปลอบลูก มือโอบกอดและลูบหลังลูบไหล่ลูกเพื่อปลอบโอ๋ และพยายามห้ามน้ำตาตนเองไปด้วย คนเป็แม่ที่ปวดใจไม่น้อย เมื่อลูกน้อยของตนเจ็บไข้ได้ป่วยเช่นนี้ หากเป็ไปได้ก็อยากจักเจ็บแทนลูกหนักหนา
ลูกตัวเล็กเพียงนี้ แต่ต้องนอนไม่ได้สติเพราะป่วยไข้ไปตั้งหลายเพลา ระหว่างนั้นตนและป้าอิ่มบ่าวในเรือนเฝ้าสลับผลัดเปลี่ยนกันเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เ้าตัวเล็กให้ไข้ลด และมักจักได้ยินเสียงละเมอเจ็บ ละเมอร้องไห้ของเ้าตัวเล็กในยามยังไม่ได้สติเสมอ ยามนั้นจึงรู้สึกปวดใจยิ่งนักที่ช่วยอะไรลูกไม่ได้
ยามนี้ลูกได้สติฟื้นลืมตา แถมยังเรียกตนได้แล้ว หัวอกคนเป็แม่ รู้สึกโล่งใจไม่น้อย แต่ก็ยังไม่ทั้งหมด เนื่องจากเ้าตัวเล็กหนูนิลยังคงมีรอยแดงตามตัวเป็จ้ำๆ ที่ท่านหมอก็มิอาจแจ้งได้ว่าเกิดจากอันใดนั้น ยังคงทิ้งรอยให้ได้เห็น แม้ไข้ที่ตอนก่อนท่านหมอจะมานั้นเ้าตัวเล็กนี่จักตัวร้อนดั่งไฟถึงตอนนี้กลับเย็นมาลงเป็ปกติแล้ว ก็มิได้วางใจ เนื่องด้วยไข้เคยลดลง แต่หากเพลาต่อมาลูกกลับมาตัวร้อนดั่งไฟอีก แต่ระหว่างนั้นลูกไม่ได้ฟื้นคืนสติเช่นนี้ ฉะนั้นนางควรเบาใจได้หรือไม่
“เป็อย่างไรบ้าง หนูนิลลูกแม่”
แม่นวลที่กอดลูกไว้ในอกสักพัก เอ่ยถามลูกน้อยของตนออกมา โดยมีผู้เป็สามีคอยอยู่ใกล้ๆ ทั้งแม่และลูก รวมถึงป้าอิ่มที่นั่งเกาะขอบประตูอยู่นอกห้องด้วยตาแดงๆ เมื่อได้ยินเสียงคุณหนูนิลของตนนั้นฟื้นไข้แล้ว ป้าอิ่มซึ่งดูแลคุณหนูนิลมาั้แ่เกิด ฟูมฟักเลี้ยงดูคุณหนูั้แ่ตัวแดงๆ ย่อมรักใคร่ผูกพันเป็ธรรมดา
“เจ่ะ แค่ก แค่กกก...” ร้องเจ็บได้อีกคำ แล้วตามด้วยเสียงไอ เนื่องจากลำคอที่แห้งผาก
พ่อโชค หันไปหยิบขันเงินลายัทันที พร้อมกระบวยตักน้ำยื่นไปทางแม่ลูกที่ยังไม่ยอมปล่อยกอดกัน เพื่อให้ลูกน้อยได้จิบแก้เจ็บคอ ั้แ่ลูกเปล่งคำว่า ‘เจ่ะ’ คำแรก คนเป็พ่อก็รีบคว้าขันน้ำมาก่อนแล้ว
“แม่นวล ให้ลูกจิบน้ำสักหน่อย จักได้รู้สึกดีขึ้น”
แม่นวลจึงค่อยๆ ปล่อยตระกองกอดลูกออกจากอก ก่อนที่พ่อโชคจักเป็คนป้อนน้ำจากกระบวยไม้ใบเล็กๆ ให้ลูกเอง หนูนิลจิบน้ำจากกระบวยที่พ่อโชคป้อน พลางเหลือบมองพ่อเล็กน้อยและน้ำตาคลอหน่วยตาขึ้นมาอีกแล้ว หลังจากหายไปเนื่องด้วยแม่นวลกอดปลอบตะกี้
พ่อโชคเมื่อลูกจิบน้ำไปเพียงนิดแล้วจึงวางทุกอย่างไว้โต๊ะข้างเตียง และหันมาหาลูกน้อยพร้อมยื่นมือสองข้างออกไปด้านหน้าเพื่อตั้งท่าเตรียมอุ้มลูกน้อย
หนูนิลเมื่อเห็นมือพ่อที่ยื่นมา ก็ตัวอ่อนเอียงไปหาพ่อทันที พอพ่อโชครับร่างเล็กๆ เข้าสู่อ้อมกอด แขนเล็กๆ ทั้งสองข้างก็ยกขึ้นโอบรอบคอคนพ่อไว้ และแนบแก้มเล็กๆ ที่ไม่ได้อ้วนกลมเหมือนเด็กบ้านอื่นกับบ่าพ่อโชคอย่างออดอ้อน
คนเป็พ่อถึงกับหัวใจฟู พลางยกมืออีกข้างขึ้นมาลูบหัวเ้าตัวเล็ก เมื่อลูกน้อยกลับมาอ้อนกันได้เหมือนเดิมสักที หลังจากนอนไม่ได้สติมาหลายเพลา
่เวลาซาบซึ้งของคนในห้อง ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงวิ่งตึงตังของเท้าเล็กๆ หลายคู่ ที่กำลังแข่งกันวิ่งมาที่ห้องน้องเล็กของบ้าน เพราะอิ่มที่นั่งตาแดงเกาะประตูเมื่อตอนแรก ดีใจจนวิ่งออกไปบอกข่าวดีกับคุณหนูในบ้านให้ทราบข่าวของคุณหนูคนเล็กที่ได้ฟื้นจากพิษไข้แล้ว จึงเป็เสียงที่มาของฝีเท้าเล็กๆ ของเหล่าพี่ชาย พี่สาวที่เป็ห่วงหนูนิล
เหล่าเด็กๆ เมื่อวิ่งมาถึงหน้าห้องก็เปลี่ยนฝีเท้าเปลี่ยนเป็เดินเร็วๆ เข้าไปในห้องแทน เนื่องด้วยรู้ว่าจักต้องถูกแม่นวลดุแน่นอน หากรู้ว่าพวกเขาวิ่งบนเรือน แต่พอก้าวเข้าห้อง ก็ยังได้รับสายจากดุๆ จากแม่อยู่ดี
‘น่าจะไม่ทันน่ะ’ หนูนิลคิดในใจ
แม่นวลได้ยินเสียงลูกๆ วิ่งมาแต่แรก แต่กลับเปลี่ยนเป็เดินเข้ามาแทน แสบมิมียกเว้นใครสักคน!
แม้แต่แม่ทับทิมสาวน้อยคนเดียวของบ้าน วัย 6 ขวบปี ที่เรียบร้อยเป็ดั่งผ้าพับไว้ยามอยู่ต่อหน้าแม่นวลเท่านั้น ยังได้รับสายตาดุๆ ตามไปด้วย เนื่องด้วยก้าวเท้าเข้ามาในห้องเป็คนแรก ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่า วิ่งมาหรือไม่!
แต่เมื่อเ้าพวกตัวแสบเดินเข้ามาในห้องแม่นวลจึงทำเพียงดุทางสายตาเท่านั้น เป็เชิงตักเตือนว่า แม่รู้ทันพวกเ้าหรอกหนา
“หนูนิล”
“หนูนิล”
“หนูนิล”
“หนูนิล!”
เสียงประสานเรียกหนูนิลของเหล่าพี่ๆ ประสานกันอย่างตื่นเต้นดีใจที่เจอหน้าน้องน้อยของพวกเขา
ก็ในเมื่อพวกเขาไม่สามารถเจอหนูนิลมาเทียบเท่าเวลาที่เ้าตัวป่วยไข้ จักไม่ให้ดีใจกันได้เยี่ยงไร เนื่องด้วยพ่อโชค และแม่นวลกลัวว่าพวกเขาจะติดไข้และป่วยตามน้องไปด้วย จึงกันมิให้พวกเข้ามาหาน้องที่ห้องนี้ ทำได้เพียงแอบดู เมื่อแม่นวล หรืออิ่มเปิดประตูห้องบ้างเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งก็จะเห็นน้องน้อยของพวกเขานอนหลับอยู่บนเตียงเช่นเดิมเสมอ ไม่เหมือนวันนี้ที่น้องลืมตาขึ้นมาแล้ว แถมตอนนี้น้องที่ซบแก้มกับบ่าพ่อแต่แรกยังเอียงหน้ามาทางพวกเขาพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียว แต่ก็น่ารักที่สุดในสายตาพี่ๆ แบบพวกเขาอยู่ดี