บทที่สี่
ภารกิจแรก
ยามสายวันนั้นท้องฟ้าโปร่งสดใสสายลมพัดแ่เบาเข้าสู่วสันต์ฤดู ภายในจวนสกุลฟ่านดูสงบเรียบร้อยดี โดยที่ด้านหนึ่งของมุมในจวนมีข้ารับใช้เดินเข้าออกอย่างขะมักเขม้นเพื่อจัดเตรียมของว่างน้ำชาที่ศาลาริมสระบัวซึ่งในวันนี้มีแขกผู้มาเยือนสำคัญ บรรดาคุณหนูชนชั้นสูงจากสกุลใหญ่ทั้งหลายที่ตั้งใจมาพบฟ่านหนิง
เสียงหัวเราะใสๆ ดังมาั้แ่ทางเดินหินขาวก่อนร่างในอาภรณ์หรูหราแต่ละนางจะก้าวเข้ามาคุณหนูทั้งสามล้วนเป็บุตรีของตระกูลใหญ่ในเมืองหลงซวน ประกอบไปด้วยคุณหนูรองสกุลไป๋...ไป๋จิ้งหลิง รูปโฉมงดงามแต่ดวงตาฉายประกายคมกริบเป็คนที่อายุมากที่สุดในกลุ่มคนที่สองคุณหนูใหญ่สกุลหวง...หวงซูหรง ผิวขาวนวลบุคลิกอ่อนหวานแต่มีคมคายไม่น้อย คนสุดท้ายคุณหนูรองสกุลอวี่...อวี่ฮวาร่างเล็กงามน่ารักอายุน้อยที่สุดให้กลุ่ม มักทำท่าทีซุกซนแต่ก็มองแล้วเห็นถึงความร่าเริงสดใส
สตรีทั้งสามมาถึงก็ตรงไปยังศาลาริมสระบรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริง เสียงขับขานของนกกระจิบคล้ายเป็เพื่อนรับฟังบทสนทนานินทาสาระที่กำลังจะเริ่มขึ้น
ฟ่านหนิงนั่งรออยู่ก่อนแล้วในอาภรณ์สีม่วงเข้มกิริยางามสง่าเยือกเย็นดุจดอกบัวที่ไม่เปื้อนโคลน นางเพียงยกถ้วยชารับแขกแต่ไม่ได้พูดอะไรนัก มีเพียงรอยยิ้มบางๆ ประดับบนริมฝีปาก
ไป๋จิ้งหลิงยกพัดงาช้างขึ้นสะบัดเบาๆแล้วเอ่ยเปิดบทสนทนา "เมื่อคืนได้ยินมาว่าบุตรีสกุลลู่จากตระกูลพ่อค้าถูกกำหนดหมั้นหมายกับบุตรชายสายรองของขุนนางกรมโยธาแล้วนะใครจะไปคิดว่าบุตรีคนรองเช่นนางจะได้คู่หมั้นที่มีอนาคตถึงเพียงนั้น"
หวงซูหรงหัวเราะหึเบาๆ "นางจริงน่ะหรือ?ข้าเคยเห็นกับตา เมื่อก่อนยังชอบวิ่งเล่นกลางตลาดด้วยซ้ำตอนนี้กลับทำท่าเป็คุณหนูผู้สูงศักดิ์เสียแล้ว แผ่นดินช่างเปลี่ยนเร็วจริง"
ขณะที่อวี่ฮวาทำตาโตแสร้งใเหมือนไม่อยากเชื่อ"โธ่ จริงหรือเ้าคะ!ถ้าเช่นนั้นบุตรสาวคนโตของสกุลลู่จะไม่อับอาบหรือที่น้องสาวออกเรือนก่อน? ข้าได้ยินว่านางนั้นเพิ่งไปอวดคนทั้งงานเลี้ยงว่าอีกไม่นานจะได้หมั้นกับบุตรชายตระกูลกัวเสียด้วย"
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกันประหนึ่งว่าการนินทาของผู้อื่นคือความบันเทิงอย่างหนึ่ง ฟ่านหนิงที่เพียงจิบชายามฟังเสียงหัวเราะก็แววตาว่างเปล่า คล้ายไม่ได้ใส่ใจในถ้อยคำใด นั้นเพราะเื่พวกนี้เคยผ่านมาแล้วสำหรับนางฉะนั้นไร้ความน่าสนใจอีกเมื่อหัวข้อการหมั้นหมายจบลง ไม่นานหัวข้อใหม่ก็ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง
หวงซูหรงเอียงศีรษะเอ่ยขึ้นอย่างนึกสนุก"ว่าแต่เมื่อคืนข้าได้ยินข่าวจากวังหลังนะสนมเจินกับสนมหลิวทะเลาะกันอีกแล้ว เห็นว่าคราวนี้หนักหนาเพราะไปแย่งกันจัดงานบูชาบรรพชน"
ไป๋จิ้งหลิงรีบเสริมเสียงแหลม "อ้อ! ข้าก็ได้ยินมาเหมือนกันว่ากันว่าสนมเจินถึงกับโยนถ้วยหยกใส่พื้นจนแตกละเอียดฮ่องเต้ทรงกริ้วมากเลยทีเดียว แต่ก็ยังโปรดปรานนางอยู่ ข้าไม่เข้าใจนักว่าทำไม" ว่าจบก็หัวเราะเบาๆ ยกพักขึ้นปิดริมฝีปาก
อวี่ฮวาป้องปากหัวเราะตามทำตนเป็สายน้ำไหลทั้งช่วยเอ่ยเสริม"ก็คงเพราะนางหน้าตางดงามกระมังมิฉะนั้นจะมีอะไรให้น่าโปรดปรานเล่า"
เสียงนินทาเต็มไปด้วยรสชาติคาวหวานฟ่านหนิงยังคงไม่พูด ไม่ออกความเห็น เพียงยกสายตามองไปยังสระบัว แล้วบทสนทนาก็เปลี่ยนหัวข้ออีกครั้งคราวนี้กลับทำให้ฟ่านหนิงชะงักเล็กน้อย
ผู้ที่มักจะนำบทสนทนาวางพัดลงแล้วก้มเสียงต่ำลง"อีกเื่...ได้ยินมาหรือไม่? ขุนนางที่ถูกเนรเทศไปชายแดนเมื่อหลายปีก่อน..ขุนนางนามว่าถังหยวนน่ะ เขากำลังจะกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว"
หวงซูหรงเลิกคิ้วแสดงความสงสัย "ถังหยวน?อ๋อ..คนที่เคยเขียนบทความกระด้างจนถูกฮ่องเต้พระองค์ก่อนลงโทษใช่หรือไม่"
ผู้ที่เด็กสุดในกลุ่มแทรกขึ้นตาเป็ประกาย"ใช่ๆ ข้าได้ยินมานะว่าเวลานี้ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงอภัยโทษให้แล้ว เพราะสมัยยังเป็องค์ชายถังหยวนเคยเป็พระอาจารย์ผู้สอนหนังสือให้พระองค์มาก่อน!"
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในศาลาเปลี่ยนเป็คึกคักทันที"แถมขุนนางผู้นี้ยังมีบุตรีอยู่หนึ่งคนอีกด้วยไม่รู้ว่านางจะมีรูปลักษณ์เป็เช่นไรโตอยู่ชายแดนบ้านป่าคงไม่รู้จักความงามกิริยาแบบสตรีในเมืองหลวงเป็แน่" หวงซูหรงเอ่ยพลางมองไปที่คนที่นิ่งเงียบมาตลอดไม่รู้ทำไมต้องหันมามองนางด้วยทำเหมือนว่าเป็ไปตามบทที่ต้องมองนางร้ายเมื่อกล่าวถึงนางเอก
อวี่ฮวารีบจ้องไปทางฟ่านหนิงตามๆ กัน"คงจะใช่ แม้นางจะกลับมาอยู่เมืองหลวงก็มิอาจเทียบกับคุณหนูอันดับหนึ่งของหลงซวนได้หรอก ทั้งรูปโฉม กิริยาและความสามารถ ไม่มีผู้ใดสู้คุณหนูฟ่านหนิงได้แน่นอน"
หวงซูหรงพยักหน้ารับเสริมปิดท้าย "ใช่แล้วๆ หากเปรียบเทียบกันจริงๆเกรงว่าอีกฝ่ายคงจะเป็เพียงนกป่าไร้ค่า ไม่อาจเหยียบย่างขึ้นเทียบกับหงส์สูงศักดิ์ได้ดอก"
เหล่าคนที่ฟ่านหนิงเคยเรียกว่าสหายทั้งสามหัวเราะอีกครั้งแววตาเต็มดูถูกสตรีที่ยังไม่เคยเห็นหน้า แต่เชิดชูฟ่านหนิงอย่างยกยอขณะที่ตนเงียบงันไม่ได้โต้ตอบไปด้วย แต่ริมฝีปากกลับโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มเยาะบางเบาสิ่งนั้นที่ทุกคนต่างเข้าใจว่านางกำลังเย้ยหยันถังหลันชิง...บุตรีของถังหยวนที่จะกลับมาในเร็ววันแต่ในใจของนาง กลับเป็การเยาะหยันตัวเองต่างหาก
เพราะชาติที่แล้ว นางก็ยึดอกรับคำที่เป็ภาพลวงเคยถูกเหล่าคนรอบการยกย่องว่าเป็สตรีอันดับหนึ่ง มีผู้คนยกย่องเชิดชู แต่ความจริงคำพูดเหล่านี้เป็เพียงการใส่ไฟคำชมที่กลายเป็พิษ ทำให้นางก้าวลงไปสู่หุบเหวแห่งความอับอายยิ่งต่อสู้ยิ่งพ่ายแพ้ ยิ่งดิ้นรนยิ่งจมดิ่งในที่สุดก็ต้องกลายเป็นางร้ายเต็มตัวในเื่ราวที่ไม่อาจหวนกลับ ‘เพ้อพกสิ้นดี’
รอยยิ้มของฟ่านหนิงจึงเย็นเยียบมิเกี่ยวข้องกับบุตรีของถังหยวนเลย นางมองไปที่ไป๋จิ้งหลิง...สตรีผู้นี้นางยังมองไม่ออกถึงเนื้อแท้ชาติที่แล้วไม่รู้ว่าไป๋จิ้งหลิงยังไม่ทันได้เปิดเผยตัวตนใน่ที่นางลำบากเพราะตลอดหลังได้ไปอยู่ที่โรงน้ำชาไป๋จิ้งหลิงไม่เคยมาพบนางเลยจึงถือว่าต้องรอดูไปก่อน
แต่สำหรับอีกสองคน...พวกเ้าได้ขึ้นไปอยู่อันดับตนๆแน่นอน นางสู้ไว้ใจคิดว่าเป็สหาย แต่ความจริงใต้รอบยิ้มหวังดีมีแต่คำว่าร้ายหักหลังยิ่ง่ที่อยู่โรงน้ำชานั้น
หวงซูหรงที่ตลอดมาคงอยากเหยียบหน้าฐานะของฟ่านหนิงที่เป็คุณหนูใหญ่ฟ่านมาตลอดยามที่เข้ามาในร้านน้ำชาก็มองเหยียดหยาม หัวเราะร่าใส่ว่า ‘คิดว่าจะไปได้ดีสักเท่าไรเชียวหลังแต่งงานแต่กลับได้สามีเป็พวกฉ้อฉล ว่าไปก็สมกับความเย่อหยิ่งของเ้านักฟ่านหนิงเอ๋ย...เลือกสามีก็ควรจะเลือกให้ดีกว่านี้หน่อย’
อวี่ฮวานั้นก็ไม่น้อยหน้าเื่ปากปราศัยน้ำใจเชือดคอแสดงท่าทีสดใสร่าเริงประหนึ่งว่าเป็น้องเล็กของกลุ่มไม่ว่าใครจะว่าอะไรก็มักจะเป็ต้นอ้อลู่ลมยกยอฟ่านหนิงเป็ที่หนึ่งไม่ว่าจะเื่ความงดงามหรือกิริยาความสามารถจนตกอับความจริงก็เปิดเผยเพราะคงยากจะซ่อนต่อได้ไหว โดยตอนที่นางบรรเลงพิณที่โรงน้ำชามักจะสวมผ้าโปร่งปิดใบหน้าซ่อนบากแผลแต่ว่าวันนั้นอวี่ฮวามาถึงก็ให้สาวใช้ไปปลดผ้าโปร่งของตนให้คนอื่นมองเยาะเย้ย ‘เสียดายนักคุณหนูคนงามบนหอคอยบัดนี้ใบหน้ามีราคีฉายทับ...คงอับอายมากเลยสินะ’
วงสนทนานี้จึงความรังเกียจของฟ่านหนิงและรอวันตอบขึ้นให้สาสมเท่านั้น ขณะที่เสียงหัวเราะคิกคักยังคงดังต่อไปไม่ขาดสายที่ศาลาริมสระบัวค่อยๆจมลงในบรรยากาศแห่งการนินทาอันไร้แก่นสาร จนหลังจากคุณหนูทั้งสามกลับไปได้ไม่นานบรรยากาศในศาลาหน้าเรือนของฟ่านหนิงก็พลันกลับคืนสู่ความสงบ
ฟ่านหนิงเดินกลับเข้าเรือนตัวเองทอดกายนั่งลงที่เก้าอี้เนื้อแข็งดวงตาเรียวหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความเมื่อยล้า นางว่าจะพักสักครู่ก่อนจะไปดูหาขนมหวานที่ว่าจะทำไว้ให้ฟ่านเฉิงผู้เป็น้องชายได้กินเล่นแก้เบื่อระหว่างศึกษาตำราแต่ทันใดนั้นเองกลางอากาศเหนือโต๊ะตรงหน้าก็ปรากฏอักษรสีแดงสดลอยเด่นชัดเหมือนถูกสลักด้วยเปลวเพลิง “เตรียมรับภารกิจ” ฟ่านหนิงสะดุ้งเฮือกใจเต้นวูบ นางกำมือแน่นพลันก้มหน้าลงปิดบังความใแต่เสียงฝีเท้าของสาวใช้ทั้งสองที่อยู่ไม่ไกลก็หันมาอย่างรวดเร็ว
“คุณหนู มีสิ่งใดหรือเ้าคะ?” หวังจิ้งหยูรีบถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยขณะเดียวกันหวังจิ้งเหมยก็จับตามองอย่างไม่วางตา
ฟ่านหนิงรีบยกมือขึ้นโบกเบาๆ “ไม่มีอันใด เพียงแต่พูดคุยเมื่อครู่แล้วรู้สึกเวียนศีรษะนักข้าจะพักตาสักหน่อย พวกเ้าออกไปเถิด”
สองสาวใช้สบตากันเล็กน้อยแม้ยังไม่วางใจนักแต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่ง จึงคำนับแล้วถอยออกไปเงียบๆเมื่อประตูห้องปิดลง เหลือเพียงความเงียบสงัด ฟ่านหนิงจึงสูดลมหายใจลึกก่อนเอ่ยเสียงเบาแทบกระซิบ “เปิดระบบ”
ราวกับคำเรียกนั้นเป็กุญแจอักษรแดงกลางอากาศสั่นสะท้านแล้วแปรเปลี่ยนเป็เส้นสายเรืองรองเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในโสตประสาท เป็เสียงเรียบที่ไม่อาจบอกได้ว่ามีชีวิตหรือมีอารมณ์เช่นใด“ตัวละครฟ่านหนิง เตรียมรับภารกิจ”
ั์ตาดำสนิทของนางฉายแววระวังนางเอ่ยถามกลับทันที “ภารกิจอะไร?”
ระบบตอบโดยไม่รอช้า “เวลานี้ ถังหลันชิงใกล้เข้าสู่เมืองหลวงตัวละครฟ่านหนิงจงเตรียมสำหรับภารกิจแรก และเรียนรู้ค่าสถานะเพื่อรักษาเส้นเื่อย่าให้หลุดบทบาทหรือOOC”
ฟ่านหนิงขมวดคิ้วนางจำได้เลือนรางว่าตัวอักษรประหลาดเหล่านี้เคยปรากฏขึ้นแล้วครั้งหนึ่งแต่ครั้งนั้นนางยังไม่เข้าใจนักครั้งนี้จึงเอื้อมมือชี้ไปที่ตัวอักษรเรืองแสงพลางถาม “OOC คือสิ่งใดกัน?”
ระบบตอบเสียงเรียบ “เป็คือคำย่อของ Outof Character หมายถึงการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะหรือนิสัยของตัวละครในเื่เพื่อเลี่ยงไม่ให้เส้นเื่บิดเบี้ยว”
“อ๋อ เช่นนั้นหรือ”ฟ่านหนิงพยักหน้าช้าๆ ไม่เข้าใจศัพท์แท้จริงที่ไม่ใช่ภาษาของนางแต่คำอธิบายก็กระจ่างดี ริมฝีปากโค้งขึ้นอย่างเย้ยหยัน “กังวลว่าข้าจะไปตีสนิทถังหลันชิงเกาะขาทองคำของนางเอกกระนั้นหรือฮึ! ไม่มีวันหรอกถึงจะรู้ว่านี่เป็โลกของนิยาย แต่ข้าก็ไม่อาจทนนางได้ข้าไม่คิดญาติดีกับนางแม้แต่น้อย”
คำพูดนั้นเปี่ยมด้วยความมั่นใจอย่างไม่ปิดบังนางยกปลายนิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ “ไหนว่ามาเถิดมีสิ่งใดที่ข้าต้องรู้บ้าง?”
ครานี้ระบบแสดงข้อความสามบรรทัดสว่างจ้า
“หนึ่ง ทำภารกิจให้สำเร็จ
สองรักษาเส้นเื่ให้ตรงตามที่สถานะกำหนด
สาม รักษาภาพลักษณ์ของนางร้ายอย่าให้แต้มต่ำกว่าเกณฑ์”
พร้อมกันนั้นในอากาศก็ปรากฏแท่งสีขาวส่องประกายเต็มแท่งคล้ายกระจกวัดพลังชีวิต จากนั้นแท่งใหม่สีขาวโปร่งใสอีกแท่งก็ตามมาแต่ตรงหัวแท่งสลักอักษรชัดเจน “สถานะนางร้าย”
ฟ่านหนิงหัวเราะในลำคอ “เพียงเท่านี้เองรึ?ไม่ใช่เื่ยากเลย”
ข้อความใหม่ปรากฏต่อทันทีราวกับระบบที่ไร้ความรู้สึกใด
【ภารกิจ: สร้างความเป็อริกับถังหลันชิงในงานฉลองครบรอบหกสิบปีของเ้ากรมสรรพาวุธ】
ฟ่านหนิงตวัดสายตาอ่านแล้วหัวเราะหยัน“ก็เพียงแค่ให้ข้าแสดงออกว่าข้าไม่ชอบหน้านางสินะเื่นี้ข้าถนัดยิ่งนัก”
ดวงตาของนางเปล่งประกายแข็งกร้าวนางระลึกถึงครั้งแรกที่ได้เจอถังหลันชิงภาพใบหน้าสวยงามอ่อนหวานที่ใครต่อใครก็ชมเชยยังติดอยู่ในห้วงความทรงจำหากแต่ในสายตาของฟ่านหนิง นางผู้นั้นกลับเป็หนามยอกใจเป็เงาที่บดบังรัศมีตนเองเสมอมา
“ถังหลันชิง”นางเอ่ยชื่อเบาๆริมฝีปากคลี่ยิ้มเ็า “ในเมื่อเส้นเื่กำหนดให้เราเป็ศัตรูเช่นนั้นข้าก็ต้องรักษาความสัมพันธ์เช่นนี้ต่อไป” ความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงเส้นทางของนางในนิยายนี้ ไม่มีวันหนีพ้นความเป็นางร้ายได้
ฟ่านหนิงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้ยกถ้วยกระเบื้องขึ้นจิบชา แต่กระนั้นในแววตาที่หรี่ลงกลับซ่อนประกายบางอย่างคล้ายความดื้อดึงที่ท้าทายโชคชะตา ฟ่านหนิงมิใช่ผู้ที่จะยอมก้มหัวให้ชะตากรรม แต่ครั้งนี้นางไม่สามารถร้ายแบบเช่นเดิมได้แล้วเพราะชาติที่แล้วก็มีผลปรากฎให้เห็น ยิ่งนางร้ายเท่าไรชื่อเสียงของตัวเองก็จะลดลงเป็สตรีช่างริษยาครั้งนี้ก็ยังเป็อยู่แต่แค่ต้องอยู่กจับได้ง่ายๆ และไม่บุ่มบ่ามอีก ‘มีเวลาวางแผนก็ต้องวางแผน’
อีกสองสัปดาห์ถัดมาบรรยากาศในจวนสกุลฟ่านพลันคึกคักขึ้นกว่าปกติ เมื่อมีผู้ส่งหมายเชิญจากจวนสกุลโจวเ้ากรมสรรพาวุธผู้ทรงอำนาจ มาถึงตรงมือของเสนาบดีฟ่านด้วยตนเองหมายเชิญระบุชัดเจนว่าเป็งานเลี้ยงฉลองครบรอบหกสิบปีของเ้ากรมโจวอวิ้นซูผู้ขึ้นชื่อทั้งบารมีและสายสัมพันธ์อันกว้างขวางในราชสำนัก
ฮูหยินฟ่านเมื่อได้รับข่าวก็รีบตรงไปยังเรือนของฟ่านหนิงบุตรสาวผู้มีชื่อในฐานะคุณหนูใหญ่สกุลฟ่าน “เหยาจู อีกไม่นานบิดาเ้าจะพาไปร่วมงานต้องเตรียมตัวเสียหน่อย งานเลี้ยงนี้คงไม่ธรรมดา น่าจะมีทั้งผู้มีบรรดาศักดิ์และขุนนางใหญ่จะตัดชุดเพิ่มอีกสักชุดดีไหม?”
ฟ่านหนิงเพียงแค่ยกมุมปากน้อยๆสายตาฉายแววคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า นางมิได้รู้สึกประหลาดใจเลย เพราะั้แ่รู้ถึงภารกิจนางก็นึกถึงชาติที่แล้วที่มารดาย่อมไม่พลาดจะให้นางไปปรากฏตัวอย่างงามสง่ายิ่งในเมื่อคราวนี้อาจมีผู้คนมากมายยิ่งต้องใส่ใจมากขึ้นเพราะสิ่งที่มารดานาง้ามากที่สุดในเวลานี้ที่บุตรสาวหลังเข้าวัยปักปิ่นคือเขยเหมาะสมสักคนจึงคาดหวังจากงานสังคมเช่นนี้
เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์เต็มงานเลี้ยงวันครบรอบหกสิบปีของโจวอวิ้นซูก็มาถึงอย่างสมบูรณ์จวนเ้ากรมสรรพาวุธประดับประดาด้วยโคมไฟนับร้อยด้านหน้าตั้งโต๊ะยาวเรียงรายไปด้วยเครื่องหอมและพวงมาลัยดอกไม้เสียงดนตรีขับขานคลอเคลียในสายลม
เสนาบดีฟ่านแต่งกายด้วยชุดทางการสีครามเข้มฮูหยินฟ่านสวมชุดไหมปักดิ้นสีไข่ไก่นวลอ่อนส่วนบุตรสาวคนโตกับบุตรชายก็แต่งกายเรียบร้อยสมฐานะแต่สายตาผู้คนกลับจับจ้องไปยังฟ่านหนิงเป็พิเศษ เพราะนางเป็สตรีใกล้ออกเรือนเหล่าฮูหยินที่มองหาสะใภ้ก็ประเมินนางไปพร้อมๆ กัน
นางเลือกสวมชุดสีส้มเหลืองแซมทองพื้นผ้าไหมเนื้อดีสะท้อนกับแสงโคมไฟจนแลดั่งดวงอาทิตย์ที่ส่องประกายกลางท้องฟ้าประดับศีรษะด้วยปิ่นทองคู่กับดอกไม้เคลือบทองจำลองงดงามตา ริมฝีปากแต้มสีแดงก่ำเรียวคิ้วโก่งดั่งพู่กันตวัด ทุกย่างก้าวของนางสะกดสายตาผู้คนรอบกาย ซึ่งครั้งนี้นางแต่งกายจัดจ้านกว่าชาติที่แล้วอย่างชัดเจนผู้คนถึงมองนางได้อย่างโดดเด่นมากขึ้น
เมื่อเข้าสู่บริเวณงานบรรดาคุณหนูจากตระกูลใหญ่ก็แห่กันเข้ามาล้อมรอบนางทันที คุณหนูใหญ่หวงเป็คนออกหน้าดึงนางไปยังกลุ่มสตรีซึ่งยืนรวมกันอยู่ริมศาลาไม้หอมฮูหยินฟ่านเห็นดังนั้นก็มิได้ห้ามปรามกลับยินดีเสียด้วยเพราะตนจะได้มีเวลาพบปะสนทนากับเหล่าฮูหยินจากตระกูลอื่น
ฟ่านหนิงถูกหวงซูหรงดึงแขนอย่างกระตือรือร้นนางจึงแสร้งถามเสียงเรียบ “มีเื่อันใดหรือถึงได้รีบร้อนลากข้ามาถึงเพียงนี้ ข้ายังมิทันได้ไปคำนับฮูหยินใหญ่ของเ้ากรมเลย” น้ำเสียงของนางแม้เหมือนถามอย่างขอไปทีแต่สายตาที่ทอดมองราวกับรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังมีเื่บางอย่างจะเอ่ย
คุณหนูใหญ่หวงหัวเราะเบา “เื่นั้นไม่สำคัญนักหรอก ฮูหยินใหญ่ท่านคงไม่ถือแต่พวกข้าได้ยินข่าวมา ว่าวันนี้บุตรสาวของถังหยวน ขุนนางที่เคยต้องโทษแต่ได้รับอภัยกลับมาถึงเมืองหลวงแล้วและจะมาปรากฏตัวด้วย เห็นว่าเมื่อครั้นยังอยู่เมืองหลวงสกุลถังเคยสนิทสนมกับเ้ากรมโจว ดังนั้นครั้งนี้นางคงไม่อาจปฏิเสธงานเลี้ยงได้ข้าเองก็อยากเห็นหน้านางกับตาตนเอง”
ฟ่านหนิงนิ่งแววตาลึกซึ้งที่ซ่อนเร้นอารมณ์บางอย่างปรากฏวาบนางรู้ดีว่าหญิงสาวคนนั้นคือถังหลันชิง ใบหน้ารูปร่างเป็อย่างไรนางจำได้ดี
คุณหนูสามเซี่ยที่อยู่ในกลุ่มด้วยครั้งนี้หลังจากยืนรอฟังอยู่ก็รีบเสริมขึ้น“ใช่แล้ว ข้าเองก็ได้ข่าวมาว่า นางชื่อถังหลันชิงทั้งนางผู้นี้รูปโฉมงดงามเกินผู้ใด ทั้งยังมีท่วงท่าละเมียดละไม หากเปรียบแล้วคงมิด้อยไปกว่าดอกเหมยแรกแย้มเลยทีเดียวเพียงแต่...ข้าคิดว่าคุณหนูใหญ่ฟ่านย่อมไม่หวั่นเกรงแน่นอนแต่พวกเราหญิงสาวที่ใกล้ออกเรือนคนอื่นๆ คงได้แต่กังวลใจ”
ฟ่านหนิงแค่นเสียงในลำคอยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ ดวงตาเรียวยาววาววับ เมื่อวางถ้วยลงจึงเอ่ยวาจาเชือดเฉือนอย่างเ็า“หากข้าเป็คุณหนูสามเซี่ย คงคิดเช่นนั้นจริงๆ” สำหรับนาง เซี่ยสุ่ยจวี้เดิมที่ก็ไม่ได้มีประโยชน์ที่จะเก็บไว้ใช้ในอนาคตอยู่แล้วนักจึงไม่ได้รักษาหน้าให้กัน เพราะอย่างไรก็ห่างเหินประมาณหนึ่งอยู่แล้วจะตอดให้เจ็บเล็กๆ น้อยก่อนจะเป็ไร
โดยคำพูดที่ดูเรียบง่ายแต่ทุกถ้อยคำแฝงความหมายเสียดแทงทำเอาคุณหนูสามเซี่ยถึงกับชะงักใบหน้าซีดเผือดไปถนัดตาส่วนฟ่านหนิงเพียงยกยิ้มบางๆ ราวกับกำลังบอกแก่ทุกคนว่าผู้ใดคิดจะยุยงยั่วอารมณ์นางก็จงเตรียมตัวเป็ก้าวแรกใต้ฝ่าเท้าของนาง ใน่ที่ถังหลันชิงยังไม่มาฉะนั้นพวกเ้านะ..คือกรวดก้อนแรกที่ข้าจะเหยียบ
แววตาคมปลาบของนางกวาดมองไปยังเหล่าสตรีรอบตัวทุกคนต่างรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายเย็นเยียบที่พลันปกคลุมวงสนทนาที่เริ่มแรกครึกครื้นกลับเงียบงันลงโดยมิทันรู้ตัว
และขณะนั้นเองเสียงผู้เฝ้าประตูก็เอ่ยประกาศลั่น“ขุนนางถัง ฮูหยินและบุตรสาวมาถึงแล้ว”