บทที่6 เด็กๆสกุลอิง1
“มากันแล้ว มากินข้าวกันก่อน” เสียงสงบของหญิงวัยกลางคนรูปร่างท่าทางเปราะบาง แต่ได้ชื่อว่าร้ายกาจที่สุดในหมู่บ้าน กลับทำให้พี่น้องสกุลอิงทั้งสามสะดุ้งตัวโยน
“ไม่ต้องกลัว จำที่พี่บอกได้มั้ย” มู่ฮวากระซิบบอกน้องๆ แต่ยังสังเกตท่าทางของหนานชิงอยู่ตลอด บ่งบอกถึงความระมัดระวังตัว สมแล้วที่เป็นักกีฬาทีมชาติมาก่อนไม่ประมาทง่ายๆ เลย
“สวัสดีครับคุณป้า” เป็ ‘อิงเค่อ’ น้องชายคนเล็กที่เพิ่งจะสิบสองหนาวเอ่ยทักทายเ้าบ้านก่อน
“สวัสดีค่ะคุณป้า” ตามด้วยน้องสาวฝาแฝดทั้งสองคนของเขาที่อายุสิบหนาวชะโงกหน้าออกมาจากด้านหลังพี่ชายเพื่อทักทายเ้าของบ้าน เห็นอีกฝ่ายส่งยิ้มให้ก็สะดุ้งใหลบไปอยู่หลังพี่ชายพี่สาวเหมือนเดิม
“สวัสดีจ๊ะ เด็กๆ เข้ามาก่อนสิ อาเหมยกับอาเทียนเตรียมโต๊ะไว้แล้ว” หนานชิงเป็เ้าบ้านที่ดี เดินนำเข้าไปด้านใน
พี่น้องสกุลอิงลังเลอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อมู่ฮวาเดินนำพวกเขาก็จะเป็ต้องเดินตามพี่สาวคนโตเข้าไปในบ้าน ราวกับกำลังจะเข้าถ้ำเสือ เ้ากระต่ายน้อยทั้งสามตัวสั่นงันงกกันไปหมด
กระต๊าก~
“เฮ่ย”
เด็กๆ ใเสียงไก่สองตัวที่ออกมาต้อนรับพวกเขา อิงเค่อรีบจับน้องๆ ให้มาอยู่ด้านหลังตัวเองราวกับกลัวไก่จะกินพวกเขาเข้าไป หนานชิงเห็นอย่างนั้นก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ต้าเหนียง เสี่ยวซื่อ อย่ารังแกเด็กๆ” เหมยลี่รีบเข้าไปกันไก่ทั้งสองออกจากน้องคนใหม่ของเธอทันที
“เด็กๆ ไม่ต้องกลัวนะ ไปกันเถอะพี่ใหญ่รออยู่ที่โต๊ะแล้ว ต่อไปนี้เราเป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว ต้าเหนียงก็เสี่ยวซื่อจะไม่ทำร้ายพวกเธอแน่นอน” ยังเป็หญิงสาวที่เอ่ยรับปาก อิงเค่อดูเขินอายเล็กน้อย แต่เด็กแฝดทั้งสองคนวิ่งไปจับมือเหมยลี่อย่างคุ้นเคย
“พี่อาเหมย” พวกเขาเรียกเหมยลี่เช่นนี้ เพราะบางครั้งหญิงสาวก็ใจดีเอาของกินไปให้ ถึงอย่างไรก็คุ้นเคยกับบ้านอิงมาแต่ไหนแต่ไร มู่ฮวายังเป็คนรักของพี่ชาย เหมยลี่เองก็ย่อมได้คลุกคลีกับเด็กๆ มาไม่น้อย
แต่ภาพจำของหนานชิงที่แสนร้ายกาจ ทำให้เด็กๆ หวาดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้
“ไม่ต้องกลัวนะ ต่อไปเราจะเป็พี่น้องกันจริงๆ แล้ว แม่ก็จะรักพวกเธอเหมือนที่รักพี่ด้วย” เหมยลี่ปลอบอิงเค่อที่ยังยืนนิ่ง เหมือนคิดอะไรอยู่ราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย ตามจริงเด็กอายุสิบสองก็ได้คะแนนงานเกือบเท่าผู้ใหญ่แล้ว อีกทั้งอิงเค่อยังเป็ผู้ชายคนเดียวในครอบครัวเขาย่อมโตเร็วกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
“...” หันมองหน้าพี่สาวที่ยื่นมือมาให้ อิงเค่อมองเข้าไปด้านในห้อง เห็นหนานชิงนั่งอยู่เคียงข้างกับิเทียน บนโต๊ะมีชามโจ๊ก ผัดผักป่าวางอยู่จนเต็ม ถึงจะมีแค่นั้นแต่ก็ทำให้เด็กน้อยน้ำลายสอขึ้นมาได้เมื่อมองน้ำมันที่ลอยอยู่ในจาน
“อาเค่อ เร็วเข้า” มู่ฮวาเริ่มกระวนกระวายเมื่อเห็นน้องชายทำท่าเหมือนไม่อยากก้าวเข้ามา หันมองทางด้านโต๊ะอาหาร แล้วรีบเร่งเขาอีกครั้ง
“พี่ชายมาดูนี่เร็วๆ อาหารเต็มไปหมดเลย มีส่วนของพวกเราด้วย”
หันไปมองตามเสียงน้องสาวคนเล็กอย่าง ‘อิงอัน’ ก็เห็นเด็กน้อยนั่งขนาบคนละข้างของเหมยลี่ โบกมือให้เขารีบๆ ไปนั่งด้วยกัน อิงเค่อก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างตีบตันขึ้นมาในลำคอ
“ผมไม่อยากได้ของของคนอื่นเหมือนขอทานอย่างนี้!” เด็กชายตัวน้อยะโใส่ทุกคนในห้อง น้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ใบหน้าแดงก่ำ ก่อนจะสะบัดมือพี่สาวทิ้งแล้วหันหลังวิ่งหนีออกจากบ้านไป
“อาเค่อ!” มู่ฮวาคิดไม่ถึงว่าน้องชายที่ว่านอนสอนง่ายจะเกิดอาการต่อต้าน ทั้งๆ ที่เธอได้อธิบายให้พวกเขาฟังก่อนจะพามายังบ้านสกุลหยางแล้ว
“คุณป้า…หนู หนูจะรีบตามไปสั่งสอนอาเค่อ คุณป้าอย่าโกรธอาเค่อเลยนะคะ” มู่ฮวาหันมองหนานชิง เธอมั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้ร้ายกาจอย่างในข่าวลือ ถึงอย่างนั้นอิงเค่อก็เสียมารยาทมากเกินไปจริงๆ ในครั้งนี้
“ไม่เป็ไร ิเทียนไปตามน้องกลับมาเถอะ” หนานชิงหันไปตบไหล่ลูกชาย เขาลุกขึ้นรีบวิ่งตามออกไปทันทีจนมู่ฮวาไม่ทันได้ปฏิเสธ
“อาเทียน! คุณป้า หนูไปตามอาเค่อเองดีกว่ามั้ยคะ” มู่ฮวาไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง สุดท้ายก็หันกลับไปถามผู้ใหญ่ที่สุดในบ้าน
“ให้เด็กๆ เขาคุยกันเถอะ”
“...” มู่ฮวาที่มาจากอนาคตรู้สึกเหมือนอ่านหญิงชาวบ้านตรงหน้าไม่ออกเลยแม้แต่น้อย ได้แต่เดินเข้าไปนั่งบนโต๊ะอาหารเงียบๆ
“มานั่งนี่สิ รอให้เด็กๆ กลับมาแล้วค่อยเริ่มกินข้าวกัน ขอโทษนะจ๊ะเด็กๆ ต้องให้พวกเธอทนหิวไปก่อน” หนานชิงพูดกับว่าที่ลูกสะใภ้ แล้วหันไปคุยกับสองแฝดที่ยังเกร็งๆ และยึดติดกับเหมยลี่ไม่น้อย
“ค่ะคุณ…คุณป้า” เป็อิงอันที่ดูปรับตัวได้เร็วกว่า ขานรับอย่างน่ารัก หนานชิงเห็นอย่างนั้นก็อมยิ้ม
“...” มู่ฮวามองบรรยายกาศรอบกายหนานชิง ดูแตกต่างจากตอนที่เผชิญหน้ากับคนภายนอกมากจนน่าใ เวลาอยู่ข้างนอกอีกฝ่ายดูเกรี้ยวกราด ร้ายกาจ ปากร้าย ถ้ามีเื่ด้วยคงโชคร้ายไปตลอดชีวิต แต่ตรงหน้าคือหญิงวัยกลางคนผู้งดงามและมีบรรยากาศน่าเชื่อถืออย่างมาก
ก็หวังว่าิเทียนจะคุยกับอิงเค่อได้ดี มู่ฮวาเองก็ไม่รู้ว่าจะคุยกับน้องชายคนนี้ยังไงดี
ทางด้านิเทียน เขาออกมาก็ไม่เห็นร่างของเด็กชายแล้ว แต่เมื่อนึกถึงนิสัยของเด็กผู้ชายห่ามๆ คนหนึ่ง เขาเลยวิ่งไปทางหลังบ้านอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เห็นอิงเค่อนั่งอยู่บนต้นไม้ ดวงตาจ้องมองลงมา
“ลงมานี่เถอะอาเค่อ อามู่เป็ห่วงนายมากนะ”
“ไม่! ผมไม่ใช่เด็กขอทาน ผมไม่ต้องให้พวกคุณเอาอะไรมาให้”
“แล้วนายไม่กินไก่ ไม่กินปลาที่ฉันย่างใช่มั้ย” ิเทียนเอ่ยถาม
“ไม่กิน! ผมไม่มีวันกินของของพวกคุณ อย่ามายุ่งกับครอบครัวของผม!” สำหรับเด็กน้อยการถูกช่วยเหลือจากคนอื่นเป็เื่ดี ขอเพียงรอดชีวิตได้ไม่ว่าให้ทำอะไรก็ยอม
แต่กับคนที่ใจร้ายอย่างแม่ของพี่ิเทียน เขาไม่ขอรับแม้แต่เศษขนมปัง!
นอกจากนี้เขาไม่อยากให้ครอบครัวต้องหายไป เขาไม่มีวันยอมรับของอะไรจากตระกูลหยางแน่นอน
“งั้นที่นายเคยกินเข้าไปก็ต้องคายออกมาแล้วสิ จำได้ว่าเมื่อสามวันก่อนมีปลาย่างสองตัว เมื่อห้าวันก่อนมีกุ้งครึ่งถัง เมื่อสิบวันก่อนเราไปหาหอยด้วยกันแต่พวกนายได้น้อยฉันเลยแบ่งให้อีกครึ่งถัง ยังมีไก่ย่างเป็สิบๆ ตัวนับั้แ่นายเกิดมา คายออกมาให้ฉันสิ”
“นั่นพี่ิเทียนให้พี่มู่ฮวา”
“แต่ฉันเป็ลูกแม่นะ นายบอกจะไม่รับอะไรจากพวกเราไม่ใช่เหรอ” ิเทียนเถียงข้างๆ คูๆ เขาตรงไปตรงมาและเหมือนคนโง่ แต่ความจำเขาดีมากนะ
“สุดท้ายพี่ก็ร้ายกาจเหมือนแม่! พี่ถึงขนาดมาทวงบุญคุณกับผม จำไว้เลยถ้าผมมีเมื่อไหร่ ผมคืนให้แน่”
“ที่นายไม่รับของพวกเราตอนนี้ เพราะอะไร?” ิเทียนเอ่ยถาม ทำให้เด็กน้อยอึกอัก
“ไม่รู้ ยังไงผมก็ไม่ยอมรับของจากพวกพี่ พวกเราไม่ใช่ขอทาน เฮ่ย พี่ปล่อยผมนะ ปล่อยเดี๋ยวนี้!” ร่างเล็กลอยหวือตกจากต้นไม้ ก่อนถูกิเทียนดันไหล่จับกดเอาไว้กับพื้นดินไม่ให้เด็กน้อยดิ้นหนีไปอีก เขาไม่ยั้งมือแม้แต่น้อยเพราะถึงอย่างไรก็เป็เด็กผู้ชายเหมือนกัน
“นายพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก ขนมที่เหมยลี่เอาไปแบ่งให้พวกนายบ่อยๆ นั่นก็ได้มาจากเงินของแม่ฉัน แต่พวกฉันไม่เคยมองว่าพวกนายเป็ขอทาน แต่เป็น้องๆ ของพวกเราต่างหาก”
“แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน” อิงเค่อเอ่ยเถียงอย่างไม่ยอมแพ้
“ไม่เหมือนตรงไหน ตอนนี้ฉันปวดใจจะแย่อยู่แล้ว นายทำเหมือนไม่อยากเป็ครอบครัวเดียวกันกับพวกเรา”
“ไม่มีทาง ผมไม่มีวันเป็ครอบครัวเดียวกันกับพวกคุณ”
“เด็กโง่!” ิเทียนตบเข้าที่หัวของเด็กชายจนเขามึนงง
“...”
“นายรู้มั้ยว่ามู่ฮวาต้องลำบากแค่ไหนเพื่อเลี้ยงดูพวกนาย รู้มั้ยว่าเธอกินไม่อิ่มนอนไม่หลับ ร่างกายอ่อนแอ แล้วยังต้องเทียวขอความเห็นใจจากคนนั้นคนนี้ไปทั่ว คิดบ้างมั้ยว่ามันน่าอายแค่ไหน ขอทานงั้นเหรอ! ไม่อยากเป็ขอทานงั้นเหรอ! มู่ฮวาต้องเป็ขอทานเพื่อให้พวกนายได้ไปโรงเรียนรู้บ้างรึเปล่า?”
ิเทียนตวาดอย่างอารมณ์เสีย เขาไม่เคยคิดโทษเด็กๆ เพราะอย่างไรทุกคนล้วนมีวิถีชีวิตที่ต่างกัน ิเทียนถึงขนาดเคยปลอมตัวเป็ขอทานกับมู่ฮวาเพื่อไปเล่นเป็เพื่อนเธอเลย
สำหรับเขามันคือการละเล่นเพื่อให้ได้อยู่กับคนที่แอบชอบ แต่สำหรับมู่ฮวามันคือปากท้องของคนในครอบครัว!
“...” อิงเค่อไม่เคยรู้มาก่อนเลย น้ำตาเขาไหลพรากด้วยความเ็ปใจ พี่สาวมักจะหายไปในเมืองและกลับมาพร้อมข้าวในอีกวันให้หลัง นี่คงเป็สิ่งที่ิเทียนพูดถึง
“นายคิดว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุเพิ่งจะสิบขวบ เลี้ยงดูน้องๆ อีกสามปากท้องมาได้ยังไงถ้าไม่ขอคนอื่นเขาทาน!”
“ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย ถ้าผมรู้ผมจะไม่มีวันยอมให้พี่สาวต้องไปเป็ขอทาน” อิงเค่อยังอดไม่ได้ที่จะเถียงตามประสาเด็กๆ ที่เริ่มถึงวัยต่อต้าน
“แล้วเลือกได้เหรอ” ิเทียนเหมือนเห็นภาพน้องชายของตัวเองสะท้อนออกมาจากเด็กตรงหน้า
“ผมทำได้แน่”
“ตอนนั้นนายอายุกี่ขวบกัน สี่ขวบ? ไปทำงานในทุ่งก็ไม่ได้ด้วยซ้ำ จะช่วยอะไรมู่ฮวาได้”
“ผม…ตอนนั้นผมช่วยดูอาหลัน อาอัน” ตอนนั้นเด็กแฝดเพิ่งจะสองขวบ ถึงเขาจะจำอะไรไม่ค่อยได้ แต่รู้แค่ว่าตัวเองคอยเฝ้าน้องๆ เวลาพี่ออกไปหาของมาให้กิน
“ฉันต่างหากที่ช่วยดูพวกนาย” ิเทียนมองอีกฝ่ายอย่างโมโห เขาพูดตรงๆ เพื่อทำลายภาพความทรงจำอันสวยงามของเด็กชายตรงหน้า
“อาเหมยต่างหากที่ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำให้พวกนาย ส่วนอามู่เหรอ นู่น! ไปหาบน้ำให้บ้านหัวหน้าหมู่บ้าน ไปผ่าฟืนให้บ้านป้าหยางท้ายหมู่บ้าน แล้วก็ยังรับซักเสื้อผ้าเพียงเพื่อแลกอาหารมาให้พวกนายมื้อนึง”
“มือของอามู่ไม่เคยขาดรอยแผลเลย หน้าร้อนก็จับจอบจับเสียมทำงานหนัก หน้าหนาวก็โดนน้ำแข็งกัดจนเปื่อย แล้วนายมีหน้ามาบอกว่าจะไม่ขอเป็ขอทาน เพียงเพราะอยากไปลำบากเองงั้นเหรอ? ไปสิ ไปทำให้ได้เหมือนที่พี่สาวของนายทำ แล้วฉันจะไม่ห้ามนายเลย!”
ิเทียนผลักไหล่เด็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืน ก้มลงมองเด็กดื้อที่ไม่เคยเข้าใจความยากลำบากของคนอื่น ถึงขนาดตีเจตนาของคนหวังดีผิดๆ คนแบบนี้เขาก็ไม่คิดอยากให้แม่เลี้ยงดูให้เสียเวลาเหมือนกัน
“แต่อย่าให้คนรักของฉันต้องลำบากเพราะนายอีก” ว่าแล้วิเทียนก็หันหลังเดินกลับเข้าบ้านไป โดยไม่สนใจเสียงร่ำไห้ที่ดังตามหลังมา
“ฮื่อ!...” อิงเค่อรู้สึกเ็ปจนอธิบายออกมาเป็คำพูดไม่ได้
เมื่อภาพความทรงจำที่เคยเห็นราวกับขยายออกไปอีกเท่าตัว เผยให้เห็นว่าที่ผ่านมา เขาคิดว่าตนเองต้องลำบากเพียงลำพัง แท้จริงแล้วมีภาพเงาของบ้านสกุลหยางคอยช่วยเหลือมาั้แ่แรก
ไม่ว่าจะเป็ภาพที่เขาต้องอยู่กับน้องสาวฝาแฝดเพียงลำพังเพื่อรอพี่สาวกลับบ้าน ตัวเขานั่งอยู่ริมหน้าต่างจ้องมองหิมะที่กำลังตกลงมา หันมองน้องๆ เป็ครั้งคราวด้วยความกังวลที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ
แต่ที่ด้านหลังนั้นมีเหมยลี่คอยกล่อมน้องสาวให้นอนและเล่น มีิเทียนคอยหาของมาป้อน ยังมีิตงที่คอยตามหาเวลาที่เขาหรือน้องสาวทั้งสองหายไป
แต่ที่เ็ปยิ่งกว่าคือเขากลับโดนคำพูดของคนนอก ทำให้หวาดระแวงหนานชิงจนกลายเป็ตัดสินและทำเื่เสียมารยาทกับคนที่หยิบยื่นความหวังดีให้ครอบครัวตัวเองเป็ครั้งแรก
ส่วนตัวคนที่พูดไม่ดีถึงหนานชิงให้เขาได้ยินนั้น กลับไม่เคยช่วยอะไรครอบครัวเขาเลยั้แ่ต้นจนจบ
“พี่ใหญ่ ผมขอโทษ ฮือๆ” อิงเค่อลุกขึ้น วิ่งโซซัดโซเซตามไป ิเทียนที่ชะลอฝีเท้ารออยู่นานแล้วหันกลับไปมองเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“อย่าพูดอะไรให้แม่เสียใจอีกเข้าใจมั้ย ต่อไปนี้เราคือครอบครัวเดียวกันแล้ว”
“ครับ ฮึ่ก ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณป้าเสียใจ”
“แล้วก็หัดฟังคนข้างนอกให้น้อยลง ถ้าไม่ได้ััด้วยตัวเองก็อย่าเชื่อให้มันมากนัก” เหมือนกับแม่ของเขาที่ชาวบ้านบอกว่าใจร้ายใจดำ แต่ไม่เห็นจะเคยตีพวกเขาหนักๆ เหมือนแม่บ้านอื่นเลย แถมยังเลี้ยงดูจนอิ่มหนำสำราญไม่เคยต้องให้อดอยาก แม่เขาไม่ดีตรงไหนกัน?
“ต่อไปผมจะเชื่อแค่พี่ใหญ่ครับ!”
“จำคำพูดตัวเองไว้ให้ดีแล้วกัน ฉันความจำดีนะบอกไว้ก่อน”
“ผมจะเชื่อฟังแต่พี่ใหญ่จริงๆ ไม่ลืมแน่นอน!” อิงเค่อรับปากหนักแน่น โดยที่ไม่รู้เลยว่าเมื่อเติบโตมาเป็ผู้ใหญ่เขาจะอยากย้อนเวลากลับไปถอนคำพูดนับพันๆ รอบ
“...” ิเทียนยิ้มร่าเริง ในที่สุดเขาก็จะได้แต่งงานอยู่กินกับมู่ฮวาอย่างมีความสุข มีลูกสอง…ไม่สิ สามคนไปเลย!