"โอ๊ย... ปวดหัวชิบหาย..."
ผมครางอืออาอยู่ในคอ พยายามจะเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตุ้มเหล็กสิบกิโลกรัม ความรู้สึกปวดจี๊ดแล่นพล่านไปทั่วขมับเหมือนมีใครเอาค้อนมาทุบหัว ลำคอแห้งผากเป็ผุยผง และที่แย่ที่สุดคือความรู้สึกปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวราวกับเพิ่งไปวิ่งมาราธอนมาหมาดๆ
ผมพยายามขยับตัวพลิกตะแคงเพื่อหนีแสงแดดแยงตา แต่ััจากผ้าห่มผืนหนานุ่มและกลิ่นหอมเย็นๆ ของน้ำยาปรับผ้านุ่มที่คุ้นเคย ทำให้สติสัมปชัญญะที่ยังเลือนรางของผมเริ่มตื่นตัวขึ้นมาทีละนิด
กลิ่นนี้... มันไม่ใช่กลิ่นน้ำยาซักผ้าสู้ชีวิตกลิ่นซากุระของผมแน่ๆ แต่มันเป็กลิ่นน้ำหอมสปอร์ตผสมกลิ่นมินต์เย็นๆ ที่ผมได้กลิ่นมันทุกคืนั้แ่ย้ายมาอยู่ที่นี่
ผมเบิกตากว้างขึ้นทันที กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องที่คุ้นเคย ผนังสีเทาเข้ม ผ้าม่านทึบแสง โคมไฟหัวเตียงดีไซน์เรียบหรู และเตียงคิงไซส์กว้างขวางที่ผมกำลังนอนเกลือกกลิ้งอยู่
ชัดเลย... ห้องนอนของพี่คิริน!
ผมรีบก้มลงสำรวจตัวเองใต้ผ้าห่มอย่างรวดเร็ว ผมยังคงสวมเสื้อยืดตัวโคร่งสีขาวและกางเกงขาสั้นกุดตัวเดิม แต่ความรู้สึกแปลกๆ ที่ผิวัั และร่องรอยแดงจางๆ ที่โผล่พ้นคอเสื้อออกมา ทำให้ผมต้องเบิกตาค้าง
เดี๋ยวนะ... เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย!
ผมพยายามเค้นสมองที่เหมือนมีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ ให้นึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ภาพสุดท้ายที่ผมจำได้คือ ผมกำลังนั่งซดเหล้าเพียวๆ อยู่ที่โต๊ะในผับหลังมอ เพราะโดนพวกรุ่นพี่สายรหัสไซโคให้กินจนหมดแก้ว จากนั้นโลกก็หมุนติ้ว แล้วทุกอย่างก็ตัดฉับไปเลย
แต่เดี๋ยวก่อน... เหมือนจะมีอะไรมากกว่านั้น...
ภาพแฟลชแบ็กเริ่มฉายชัดขึ้นมาในหัวทีละฉากๆ เหมือนหนังม้วนเก่าที่ถูกกรอภาพกลับ
ภาพใบหน้าดุดันและสายตาเ็าของพี่คิรินที่โผล่มากลางผับ...
ภาพที่ผมโดนเขารวบเอวแบกขึ้นพาดบ่าเดินออกจากร้าน...
ภาพที่ผมอ้วกแตกอ้วกแตน (หรือเปล่า?) บนรถปอร์เช่ของเขา...
ภาพที่ผมนอนดิ้นเร่าๆ อยู่บนเตียงนี้ บ่นว่าร้อน แล้วเขาก็เดินถือผ้าชุบน้ำอุ่นมาเช็ดตัวให้...
และ... และ...
โอ๊ยยยย! พระแม่เ้า!
ผมยกมือขึ้นกุมขมับตัวเองแน่น เมื่อภาพฉากเด็ดในความทรงจำพุ่งชนเข้ากลางแสกหน้าอย่างจัง!
ภาพที่ผมเอื้อมมือไปคว้าคอเสื้อเขา...
ภาพที่ผมลูบคลำแผงอกล่ำๆ ของเขาอย่างหน้าไม่อาย...
คำพูดน่าอายที่ผมพ่นออกไป... 'พี่คิรินมีแฟนหรือยัง... พี่ดุแต่พี่ใจดีจัง... ผมชอบที่พี่อยู่ใกล้ๆ...'
และที่พีกที่สุด คือภาพใบหน้าหล่อเหลาที่โน้มลงมาใกล้ ลมหายใจร้อนผ่าว ััเปียกชื้นที่ริมฝีปาก... รสจูบที่ดูดดื่มและเร่าร้อนจนแทบจะสูบิญญาออกจากร่าง ััวาบหวามจากฝ่ามือหนาที่ลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างของผม...
"อ๊ากกกกกก! ไอ้หนาว! มึงทำอะไรลงไปปป!"
ผมหวีดร้องออกมาระบายความอัดอั้น สองมือคว้าหมอนใบโตขึ้นมาอุดหน้าตัวเองไว้แน่น กลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงด้วยความอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี หน้าผมตอนนี้ต้องแดงก่ำยิ่งกว่าเืหมูต้มสุกแน่ๆ ความร้อนเห่อขึ้นมาบนใบหน้าจนผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะะเิ
ผมเสียจูบแรกให้รูมเมตหน้าตายจอมเผด็จการไปแล้ว แถมผมยังเป็ฝ่ายอ่อยเขาไปก่อนอีกต่างหาก อยากจะบ้าตาย ผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนวะเนี่ย!
แกร๊ก...
เสียงลูกบิดประตูที่ถูกหมุนเปิดออก ทำให้ผมหยุดดิ้นเร่าๆ บนเตียงแทบจะทันที ผมรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง ปิดบังใบหน้าที่แดงแปร๊ดของตัวเองไว้มิดชิด พยายามกลั้นหายใจและนอนนิ่งๆ ทำตัวให้เนียนเป็ซากศพที่สุด
"ตื่นแล้วก็ลุกขึ้นมากินยา"
เสียงทุ้มต่ำและเรียบนิ่งอันเป็เอกลักษณ์ของพี่คิรินดังขึ้นข้างเตียง ผมััได้ถึงแรงยุบตัวของฟูกนอน บ่งบอกว่าเขากำลังนั่งลงตรงขอบเตียงข้างๆ ก้อนผ้าห่มที่ผมซ่อนตัวอยู่
"ผะ... ผมยังไม่ตื่น ผมละเมออยู่..."
ผมตอบเสียงอู้อี้ผ่านผ้าห่ม โกหกหน้าตายแบบเด็กอนุบาลสุดๆ
ผมได้ยินเสียงเขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็เสียงหัวเราะที่ฟังดูเ้าเล่ห์และน่าหมั่นไส้ที่สุดในโลก
"จะละเมอหรือจะอะไรก็ลุกขึ้นมากินยาแก้แฮงก์ซะ จะได้หายปวดหัว"
เขาออกคำสั่ง พร้อมกับออกแรงดึงผ้าห่มของผมออก
ผมยื้อผ้าห่มไว้สุดแรงเกิด
"มะ... ไม่เอา! ผมจะนอน! พี่เอาไปวางไว้ที่โต๊ะเลย เดี๋ยวผมตื่นแล้วค่อยกิน"
"อย่าดื้อ ต้นหนาว"
น้ำเสียงของเขาเริ่มดุขึ้นเล็กน้อย
"ลุกขึ้นมาดีๆ หรือจะให้พี่ป้อนด้วยปากเหมือน... เมื่อคืน"
คำว่า 'เมื่อคืน' เหมือนมีมนต์ขลัง ผมยอมปล่อยมือจากผ้าห่มทันที สปริงตัวลุกขึ้นนั่งหน้าตาตื่นด้วยความใ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"พะ... พี่พูดบ้าอะไรเนี่ย!"
ผมโวยวายเสียงหลง หันไปมองคนข้างๆ
พี่คิรินอยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำกางเกงยีนส์สบายๆ แต่ดูดีชิบหาย ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูสดชื่นและไร้ร่องรอยของความเหนื่อยล้า ต่างจากผมที่สภาพเหมือนซอมบี้เพิ่งฟื้นจากหลุม ในมือของเขาถือแก้วน้ำและยาเม็ดสีขาวสองเม็ด
เขาปรายตามองสภาพผมั้แ่หัวจรดเท้า มุมปากกระตุกยิ้มบางๆ ที่ดูยังไงก็เหมือนกำลังล้อเลียน
"รับไปกินซะ"
เขายื่นยาและน้ำมาให้ผม
ผมรับยามากลืนลงคอแล้วดื่มน้ำตามอึกใหญ่ พยายามหลบสายตาคมกริบที่จ้องมองมาอย่างไม่วางตา ความเงียบโรยตัวลงระหว่างเราสองคน บรรยากาศมันอึดอัดและน่าประหม่าจนผมทำตัวไม่ถูก
"พะ... พี่มองอะไรเล่า!"
ผมทนสายตาของเขาไม่ไหวจนต้องโวยวายออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย
"หน้าผมมีอะไรติดอยู่หรือไง"
พี่คิรินไม่ตอบ เขาเพียงแค่วางแก้วน้ำลงบนโต๊ะหัวเตียง แล้วหันกลับมาประจันหน้ากับผมตรงๆ ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนผมััได้ถึงไอออนอุ่นๆ จากตัวเขา
"จำเื่เมื่อคืนได้ไหม"
เขาถามคำถามแทงใจดำด้วยใบหน้าเรียบตึง
ผมสะดุ้งเฮือก รีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็พัลวัน
"มะ... ไม่ได้! จำอะไรไม่ได้เลยสักนิด เมื่อคืนผมเมามาก ภาพตัดไปั้แ่ที่ร้านแล้ว"
ผมโกหกคำโต ทั้งที่ภาพจูบเร่าร้อนนั่นยังคงฉายวนซ้ำๆ อยู่ในหัว
"งั้นเหรอ"
เขาเลิกคิ้วสูง ขยับตัวเข้ามาใกล้ผมอีกนิดจนหัวเข่าเราแทบจะชนกัน
"งั้นพี่จะทวนความจำให้เอาไหม"
"มะ... ไม่ต้อง! ผมไม่อยากรู้ อะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ปล่อยมันผ่านไปเถอะพี่"
ผมพยายามถอยร่นหนี แต่หลังผมก็ชนเข้ากับพนักพิงหัวเตียงเข้าเสียแล้ว หมดทางหนีโดยสิ้นเชิง
พี่คิรินยื่นมือมาวางทาบลงบนพนักพิงเตียงข้างๆ ศีรษะผม กักขังผมไว้ในอ้อมแขนกว้างของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ ใบหน้าหล่อเหลาโน้มลงมาใกล้จนผมััได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รินรดลงบนแก้ม
"แต่นายต้องรับผิดชอบ"
เขากระซิบเสียงพร่า ั์ตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความเ้าเล่ห์
"ระ... รับผิดชอบอะไร ผมไปทำอะไรพี่!"
ผมเถียงกลับเสียงสั่น รู้สึกเหมือนตัวเองเป็ลูกไก่ในกำมือมาเฟีย
"เมื่อคืน..."
เขาเว้นจังหวะ จงใจลากเสียงยาวให้ผมใจเต้นเล่น
"...หนูเป็คนดึงคอเสื้อพี่ลงไปหา"
ฉ่าาา! หน้าผมร้อนวูบขึ้นมาทันที
"หนูเป็คนบอกว่าพี่ใจดี... เป็คนลูบแผงอกพี่..."
เขาพูดต่อ สายตาหลุบต่ำลงมองที่ริมฝีปากของผม
"และหนูก็เป็คน... จูบตอบพี่อย่างเร่าร้อนซะด้วย"
"พะ... พี่คิริน! ไอ้บ้า หยุดพูดเลยนะ"
ผมยกมือขึ้นปิดหน้าตัวเองด้วยความอับอายขั้นสุด อยากจะหายตัวไปจากตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
"หนูล่วงเกินรุ่นพี่ ล่วงเกินเ้าของห้อง"
เขายังคงแกล้งผมไม่เลิก น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความสนุกสนานที่ได้เห็นผมดิ้นทุรนทุราย
"เพราะฉะนั้น หนูต้องรับผิดชอบ"
"ผมจะไปรับผิดชอบอะไรพี่เล่า! พี่เป็ผู้ชาย ผมก็เป็ผู้ชาย พี่ไม่ได้เสียหายอะไรซะหน่อย!"
ผมโวยวายเถียงคอเป็เอ็น ทั้งที่ใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
"ใครบอกว่าพี่ไม่เสียหาย"
เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เอื้อมมือมาดึงมือที่ปิดหน้าผมอยู่ออกอย่างง่ายดาย
"พี่เสียหายตรงนี้..."
เขาจับมือผมไปวางทาบลงบนอกซ้ายของเขา ตรงตำแหน่งของหัวใจที่กำลังเต้นเป็จังหวะหนักแน่น
ตึกตัก... ตึกตัก...
ผมเบิกตากว้าง ััได้ถึงแรงเต้นของหัวใจเขาผ่านฝ่ามือ สติประมวลผลคำพูดและกระทำของเขาไม่ทัน
"หัวใจพี่เต้นแรงเพราะหนูไปหมดแล้วเนี่ย... จะไม่รับผิดชอบจริงๆ เหรอ"
เขาช้อนสายตาขึ้นมองผมด้วยแววตาที่ออดอ้อนและลึกซึ้ง แววตาที่ผมไม่เคยเห็นจาก 'รุ่นพี่หน้านิ่ง' คนนี้มาก่อน
ผมอ้าปากพะงาบๆ สมองขาวโพลนไปหมด ทำตัวไม่ถูก ประหม่า เขินอาย และสับสนตีรวนกันไปหมด
"พะ... พี่เลิกแกล้งผมได้แล้ว ผมจะไปอาบน้ำ"
ผมรวบรวมแรงทั้งหมดสะบัดมือออกจากการเกาะกุมของเขา ผลักแผงอกเขาเบาๆ แล้วลนลานคลานลงจากเตียง วิ่งหน้าตั้งออกจากห้องนอนไปอย่างรวดเร็ว
"เสื้อผ้าหนูอยู่ในตู้นะ"
เสียงพี่คิรินะโไล่หลังมา พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังลั่นห้อง
ไอ้พี่คิรินบ้า! ไอ้คนเ้าเล่ห์! ไอ้คนฉวยโอกาส!
ครึ่งชั่วโมงต่อมา...
ผมในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นตัวใหม่ นั่งกอดหมอนอิงใบโตคุดคู้จมจ่อมอยู่บนโซฟาหนังสีดำในห้องนั่งเล่น สายตาของผมลอบมองแผ่นหลังกว้างของคนที่กำลังยืนชงกาแฟอยู่ที่เคาน์เตอร์ครัวอย่างระแวดระวัง
หัวใจของผมยังคงเต้นแรงไม่ยอมสงบ ความรู้สึกว้าวุ่นและปั่นป่วนในท้องเหมือนมีผีเสื้อนับร้อยบินวนอยู่
ผมไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนและเมื่อเช้านี้มันหมายความว่ายังไง การกระทำของพี่คิรินมันชัดเจนเสียยิ่งกว่าคำพูดใดๆ
เขาไม่ได้ปฏิบัติกับผมเหมือนแค่ 'รุ่นน้อง' หรือ 'รูมเมตจำเป็' อีกต่อไปแล้ว
สายตาที่เขามองผม... มันไม่ใช่สายตาเ็าและดุดันแบบเดิม แต่มันเป็สายตาที่เต็มไปด้วยความหวงแหน ความปรารถนา และความลึกซึ้งที่ทำให้ผมแทบจะละลาย
น้ำเสียงที่เขาใช้เรียกผมว่า 'หนู'... มันไม่ใช่คำพูดจิกกัด แต่มันแฝงไปด้วยความเอ็นดูและคลั่งรักอย่างปิดไม่มิด
และการแตะต้องตัว... ััของเขาตอนนี้มันทำให้ผมร้อนรุ่มและหวั่นไหวไปถึงขั้วหัวใจ
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้น... แต่ชีวิตของผมในฐานะรูมเมตของพี่คิริน... มันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
เขาเปิดเผยความรู้สึกออกมาขนาดนี้ แล้วผมล่ะ... ผมจะเอาตัวรอดจากรูมเมตตัวร้ายที่เปลี่ยนโหมดมาเป็ 'คนคลั่งรัก' คนนี้ไปได้ยังไงวะเนี่ย!
ผมซุกหน้าลงกับหมอนอิง ถอนหายใจออกมายาวเหยียด ยอมรับกับตัวเองเงียบๆ ว่า... กำแพงที่ผมสร้างไว้ป้องกันตัว มันกำลังสั่นคลอนและค่อยๆ พังทลายลงมาทีละนิด... ด้วยฝีมือของผู้ชายหน้าตายที่ชื่อ 'คิริน' คนนี้เสียแล้ว