“เกณฑ์ในการทดสอบด่านแรกวัดอายุกระดูกและตรวจสอบพร์!”
ผู้ที่กำลังพูดอยู่นี้คือศิษย์สายในคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้มาคุมการทดสอบรอบแรก
โต๊ะกว่ายี่สิบตัวตั้งเรียงรายหน้ากระดานอยู่หน้าประตูสำนัก
ด้านหลังนั่งด้วยศิษย์สายนอกที่กำลังจัดแจงลูกแก้วทดสอบสีขาวที่สามารถบ่งบอกอายุกระดูกและตรวจสอบพร์ได้
“เข้าแถวตอนเรียงยี่สิบ จากนั้นวางฝ่ามือบนลูกแก้วทดสอบซะ”
หง่างง
สิ้นเสียงระฆังการทดสอบเข้าสำนักศาสตราวุธเหอหยางจึงเริ่มขึ้น
ภายใต้แสงตะวันยามเช้าที่เปรียบดังแสงแห่งความหวังและไอแดดอบอุ่นในยามซื่อ(2) เป็เหมือนตัวเร่งปฏิกิริยาพาให้บรรยากาศทวีความร้อนแรงขึ้นเสียมิได้
มีเด็กหลายคนที่เข้ารับการทดสอบแล้วเกิดอาการตื่นเต้นกระสับกระส่ายบ้างก็มีอาการประหม่าพาให้ท้องใส้ปั่นป่วน
ทอดตามองภายในแถวมีน้อยคนนักที่มีอาการนิ่งสงบดุจหินผา ใจมิหวั่นไหว กายมิหวั่นเกรง!
แน่นอนว่าจิ่งหลินเป็หนึ่งในคนส่วนน้อยนั่น!
“อายุกระดูกสิบสี่ปีรากฐานบ่มเพาะขั้นกระดูก พร์ระดับมนุษย์ขั้นต่ำ! ไม่ผ่าน!”
“อายุกระดูกสิบสามปีรากฐานบ่มเพาะขั้นกล้ามเนื้อ พร์ระดับมนุษย์ขั้นกลาง! ไม่ผ่าน!”
“คนต่อไป”
“เ้าก็ไม่ผ่าน”
เสียงประกาศของผู้คุมการทดสอบแต่ละคนดังขึ้น
เห็นได้ชัดว่าเวลาผ่านมากว่าสองก้านธูปแล้วแต่ยังไม่มีใครผ่านการทดสอบด่านแรกได้เลย!
ช่างโหดหินนัก!
“ขอบอกพวกเ้าไว้เลยว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่สำนักเรา้านั้น..”
“คืออายุกระดูกไม่เกินสิบสองปีสิบสองเดือน!”
“รากฐานบ่มเพาะฝึกกายระดับเส้นเอ็นขั้นต้น!”
“และพร์ระดับมนุษย์ขั้นกลางขึ้นไป!”
“ใครรู้ตัวว่าไม่ผ่านเกณฑ์ก็จงกลับบ้านไปเสีย!”
เด็กหลายคนหน้าเปลี่ยนสีเกณฑ์ขั้นต่ำที่ใช้คัดกรองในปีนี้เห็นได้ชัดว่ามากเสียยิ่งกว่าครั้งที่แล้วเสียอีก!
เด็กหลายคนหวังว่าอาจจะโชคดีผ่านการทดสอบได้จึงมาทดสอบด้วยความมุ่งมาด แต่ดูเหมือนความหวังได้พังทลายเสียแล้ว
แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่อายุกระดูกยังไม่เกินรากฐานการบ่มเพาะผ่านเกณฑ์ เหลือเพียงแต่ต้องเดิมพันกับการวัดระดับพร์!
“อายุกระดูกสิบเอ็ดปีเก้าเดือน!รากฐานบ่มเพาะขั้นหลอมกลั่นไขกระดูกระดับต้น! พร์ระดับมนุษย์ขั้นกลาง!ผ่าน!”
“อายุกระดูกสิบสองปีหนึ่งเดือน!รากฐานบ่มเพาะขั้นหลอมกลั่นไขกระดูกระดับกลาง!พร์ระดับมนุษย์ขั้นกลาง! ผ่าน!”
ฮือฮา
เสียงฮือฮาของผู้คนกว่าพันคนโดยรอบดังขึ้น
สายตาจับจ้องไปยังแถวที่สามและแถวที่เก้า..
ในที่สุดก็มีคนผ่านแล้ว!
“เป็ฟู่จื้อจากวัดฮวาจิ๋น!”
“อีกคนนั่นคือตงกังจากหมู่บ้านสนธยา!”
เด็กชายทั้งสองถูกสายตามากมายจับจ้องไม่วางตา
ฟู่จื้อเป็เด็กชายร่างผอมสูงศีรษะล้านโล่งเตียนสวมผ้าป่านเนื้อหยาบห่มเป็จีวรสีเหลืองส้มให้ความรู้สึกสมถะประการหนึ่ง
ส่วนตงกังเป็เด็กชายร่างกำยำสูงใหญ่ผิวคล้ำไหม้แดดสีทองแดง สวมทับด้วยผ้าที่ทอจากขนสัตว์สีดำเข้มให้ความรู้สึกดุดัน
ทั้งสองสบตากันประกายรังสีแห่งการต่อสู้ลุกโชนอยู่ในดวงตา!
“ระบบทั้งสองคนนั้นไม่เลวเลย เทียบกับข้าแล้วเป็อย่างไรบ้าง?”
เซี่ยจิ่งหลินสงสัยความแข็งแกร่งของตนเองเมื่อเทียบกับเด็กในรุ่นราวคราวเดียวกัน
[หากนิยามของความแข็งแกร่งคือการะเิพลังในการต่อสู้และหากอิงการะเิพลังในการต่อสู้จากระดับการบ่มเพาะ..]
[โฮสต์แข็งแกร่งกว่าหนึ่งจุดห้าเท่า]
“แสดงว่ามีปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ความแข็งแกร่งของแต่ละคนเพิ่มขึ้นและลดลงใช่หรือไม่?”
จิ่งหลินชินกับการคิดวิเคราะห์และแยกแยะเื่ราวต่างๆเสมือนเด็กที่หิวกระหายในความรู้และการพัฒนาตนเองโดยไม่รู้ตัว
ทุกครั้งที่เขามีข้อสงสัยเด็กชายมักจะอนุมานเปรียบเทียบและถามระบบอยู่เสมอ
[มีหลายปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อความแข็งแกร่ง]
[โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รากฐานการบ่มเพาะ ทักษะวิชาที่ฝึกและจิตใจอันแน่วแน่]
“แล้วปัจจัยภายนอกเล่า?”
[ยาและอาวุธ]
ระบบตอบกลับด้วยน้ำเสียงอู้อี้เฉยชาเช่นเคย
ในขณะที่เซี่ยจิ่งหลินกำลังไตร่ตรองถึงคำพูดของระบบ
“คนต่อไป!”
เสียงของผู้คุมสอบศิษย์ในคนหนึ่งดังขึ้นเรียกสติของเด็กชาย
“เริ่มได้!”
ทันทีที่สิ้นเสียงจิ่งหลินวางฝ่ามือข้างขวาลงบนลูกแก้วสีขาวที่วางอยู่กลางโต๊ะไม้
วู้มมม
แสงเจิดจ้าบาดตาสายหนึ่งพลันสว่างวาบ!
“นะ..นี่มัน..”
“อายุสิบเอ็ดปีสี่เดือน..”
“รากฐานบ่มเพาะขั้นหลอมกลั่นไขกระดูกระดับปลาย..”
“พร์ระดับปฐีขั้นกลาง!?”
เงียบกริบ
บรรยากาศดั่งถูกแช่แข็ง..
เพล้ง!
ถ้วยชากระเบื้องเคลือบที่หัวหน้าผู้คุมสอบถืออยู่พลันตกพื้นพลันเรียกสติผู้คนโดยรอบ!
“เ้าไปแจ้งอาจารย์เร็วเข้า!”
“ไม่สิ เดี๋ยวข้าไปเอง!?”
เกอเจาเฉิงหรือหัวหน้าผู้คุมสอบ รีบทะยานเข้าไปในสำนักหวังแจ้งข่าวใหญ่ตะลึงโลกแก่อาจารย์ของตน!
(1)ยามซื่อ(巳时)หรือ อวี๋จง (隅中) คือ่เวลาใกล้เที่ยงวัน โดยเริ่มนับั้แ่เวลา 09.00 – 10.59 น.