ปกป้องลุกขึ้นมากินอาหารเช้าฝีมือของอธิบดีก่อนไปทำงานจนกลายเป็เื่ปกติั้แ่ที่อธิบดีมาอยู่ด้วยกันที่บ้านนี้จากที่เมื่อก่อน เขาดื่มแค่กาแฟเพียงถ้วยเดียวหรือหากวันหยุดหรือวันที่ไม่ได้ไปทำงาน ก็จะมีแซนด์วิชหรือขนมปังทาเนยเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างเพียงเท่านั้น
หลังจากที่ปกป้องไปทำงานแล้ว อธิบดีก็เก็บรวบรวมเสื้อผ้าใส่แล้วทั้งของเขาและของปกป้องออกมาลงเครื่องซักผ้าและตากจนเสร็จจึงได้ไปอาบน้ำแต่งตัวออกไปมหา’ลัย
อธิบดีเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยเปิดที่เขาบอกกันว่าเข้าง่ายแต่จบยาก เมื่อชายหนุ่มก้าวเข้ามาในรั้วของมหาวิทยาลัยก็เห็นผู้คนพลุกพล่านเดินกันขวักไขว่ วันที่เขาเข้ามาจดตารางสอนและมาดูห้องเรียน คนยังไม่มากขนาดนี้ เด็กใหม่สำหรับมหาวิทยาลัยแห่งนี้แต่เก่ามาจากที่อื่น หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูโน้ตที่เขาบันทึกตารางสอนและห้องเรียนเอาไว้ก่อนจะเดินตรงไปยังตึกและห้องเรียนของเขาวันนี้เขามีเรียนสองวิชาติดกัน ซึ่งอยู่ตึกเดียวกันเพียงแต่ห้องเรียนอยู่คนละชั้น อธิบดีจึงได้แวะซื้อน้ำดื่มขึ้นไปด้วยหนึ่งขวดเพราะจะได้ไม่ต้องเดินลงมาอีก
ระหว่างที่เรียนอยู่อธิบดีรู้สึกเหมือนมีสายตาของใครสักคนที่กำลังจ้องมองเขาอยู่ชายหนุ่มจึงกวาดสายตามองกลับไปตามความรู้สึก แต่ก็ไม่พบใครคนนั้นเขาจึงหันกลับมาตั้งใจเรียนเช่นเดิมทว่าความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองก็กลับมาอีกครั้ง เขามองกลับไปก็พบแต่นักศึกษาที่กำลังจ้องมองไปทางหน้ากระดาน จึงคิดว่าตนคิดมากไปเอง ศีรษะเล็ก ๆสะบัดเบา ๆ เหมือน้าสลัดความคิดที่รบกวนการเรียนออกไปแล้วหันมาตั้งใจฟังบรรยายจากอาจารย์ผู้สอนต่อ ก่อนจะได้ยินเสียงเรียกมาจากโต๊ะข้าง ๆ
“นาย ๆ” เสียงหวาน ๆดังขึ้นเรียกชายหนุ่มที่นั่งอยู่ใกล้สุด และคิดว่าจะน่าจะเป็ที่พึ่งให้เธอได้
“หืม?” อธิบดีส่งเสียงผ่านลำคอเบาๆ พร้อมหันหน้าไปเป็เชิงถามถึงสาเหตุที่เรียกเขา
“นายมีปากกาอีกสักด้ามให้เรายืมมั้ย ของเรามันเขียนไม่ติดแล้วอะ”
“มี”อธิบดีหยิบเป้ที่แขวนไว้ที่เก้าอี้ขึ้นมาเปิด หยิบปากกาส่งให้หญิงสาวที่เอ่ยปากขอยืมจากเขา “อ้ะ”
“ขอบใจนะจบคาบแล้วเราคืนให้นะ”
“อือ” เสียงตอบรับส่งผ่านลำคอไปเพียงแค่นั้น ก่อนที่ทั้งคู่จะกลับไปตั้งใจฟังบรรยายกันเช่นเดิม
จำนวนนักเรียนที่มีอยู่ในห้องหลายร้อยคนได้ ห้องที่ใช้ก็มีขนาดใหญ่มากเนื่องจากว่าวิชาอังกฤษนี้เป็วิชาพื้นฐานที่หลายคณะก็ต้องเรียนเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะมองเห็นกระดานที่อาจารย์เขียนอยู่หน้าห้องดังนั้นในห้องนี้จึงมีจอทีวีติดตั้งไว้เป็นการถ่ายทอดสดให้นักศึกษาดูหน้าอาจารย์และสิ่งที่ท่านเขียนใกล้ ๆ อีกที
“อ้ะ ปากกานายเราคืน ขอบใจมากนะ เราชื่อแจว นายชื่ออะไรอะ” จณิสตา หรือ แจวยื่นปากกาคืนพร้อมกับเอ่ยแนะนำตัว หลังจากที่อาจารย์บรรยายจบและเพื่อน ๆ ร่วมห้อง ต่างเก็บของพากันทยอยเดินออกจากห้อง
“ออโต้”
และนั่นเป็การเปิดบทสนทนาที่ทำให้ทั้งคู่ได้เป็เพื่อนกัน นับว่าจณิสตาเป็นเพื่อนคนแรกของการเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ของอธิบดีและนอกจากจะเป็เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยกันแล้ว ถามไปถามมาทั้งคู่ยังเป็เพื่อนร่วมคณะ และสาขากันอีกด้วย ดังนั้นในคาบต่อมาอธิบดีก็ยังคงมีจณิสตาเป็เพื่อนเรียนด้วยเช่นเดิมเพราะได้ลงเรียนวิชาเดียวกัน
อธิบดีลืมเื่ที่รู้สึกเหมือนว่าถูกใครบางคนจ้องมองไปแล้วจนกระทั่งเรียนวิชาที่สองจบ แล้วลงมาข้างล่างตึก ความรู้สึกนั้นจึงกลับมาอีกครั้ง
“เป็อะไรอะออโต้หันไปหันมา มองหาใครเหรอ?” จณิสตาเอ่ยถามเมื่อเห็นเพื่อนที่เดินมาด้วยกัน หันมองไปด้านหลังหลายรอบผิดปกติ
“รู้สึกเหมือนมีคนมองอะ”
“แหมก็หล่อนี่หว่า เป็เราก็มอง อิอิ นี่เราภูมิใจอยู่นะเนี่ยมีคนหล่อมาเดินด้วย” จณิสตามองเพื่อนหนุ่มด้วยความภูมิใจใบหน้ายิ้มกริ่ม จนคนถูกมองและถูกชมถึงกับออกอาการเขิน ยกมือลูบผมป้อยๆ ได้แต่เอ่ยเสียงอ้อมแอ้มตอบกลับไป
“ก็ไม่ขนาดนั้นมั้ง”
‘หรือจะเป็อย่างที่แจวว่าคงไม่มีอะไรมั้ง’ อธิบดีได้คิดในใจ
“ขนาดนั้นแหละไม่งั้นจะมีคนมองเหรอ แต่จะว่าไปคนมองนายเยอะก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะเรากลัวเจอหางเลข”
“หางเลข? ทำไมกลัวโดนสาว ๆ รุมตบกำจัดคู่แข่งเอาเหรอ” อธิบดีหน้าทะเล้น เอ่ยเย้าเพื่อน หลังจากตัดเื่เครียดกังวลออกไป เลยมีอารมณ์มากวนเพื่อนสาวได้
“อือ ใช่ รีบไปกันดีกว่าเดี๋ยวที่คิดจะเป็จริง ฮ่า ๆ” จณิสตาหัวเราะร่าพร้อมกับดึงมืออธิบดีให้รีบเดินตามไปที่ป้ายรถเมล์เพราะหมดคาบเรียนด้วยกันแล้วทั้งคู่ และก็มีความเห็นตรงกันว่าจะกลับบ้านซึ่งทั้งคู่ก็ใช้บริการรถประจำทางเหมือนกัน ดังนั้นเป้าหมายของทั้งคู่จึงเป็ป้ายรถประจำทางหน้ามหาวิทยาลัย
ที่สำนักงานทนายความแห่งหนึ่ง
ปกป้องกลับมาจากศาลก็ตรงเข้าสำนักงานเพื่อไปเคลียร์เอกสารอีกนิดหน่อยพร้อมกับรายงานความสำเร็จในการว่าความวันนี้ของตนให้บอสใหญ่ได้รับทราบ ก่อนจะกลับไปกินข้าวที่บ้าน
ตั้งแต่ที่บ้านมีสมาชิกใหม่มาอยู่เพิ่มแถมเป็พ่อครัวฝีมือดี ก็ทำให้ปกป้องเสร็จงานก็ตรงกลับบ้านทุกวัน ทั้งนี้ก็เพราะติดใจรสมือของพ่อครัวหัวป่าก์ไปแล้วนอกจากนี้เขายังกลัวว่าสมาชิกใหม่อยู่คนเดียวแล้วจะเหงา เป็นห่วงว่าคนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ อาจจะ้าคำแนะนำ หรือ้าคนให้สอบถามเื่ต่าง ๆ หรือ... เอาเป็ว่าคนมันห่วงน่ะ
“ป้อง ดีใจด้วยนะสร้างผลงานอีกแล้วคนเก่งของเรา วันนี้ไปฉลองกันหน่อยมั้ย?” อรสุรางค์ หรือ ออยเพื่อนร่วมงานของปกป้องเดินเข้ามาเอ่ยชวนชายหนุ่มถึงที่โต๊ะ
“ขอบคุณครับแต่ว่าผมต้องรีบกลับบ้านน่ะ น้องอยู่คนเดียว” ปกป้องเอ่ยขึ้นทั้งที่ยังจัดเก็บเอกสารบนโต๊ะไม่ได้หยุดมือ เอกสารบางชุดก็เอาลงกระเป๋า
“หือเดี๋ยวนี้มีน้องมาอยู่ด้วยแล้วเหรอ เมื่อก่อนเห็นอยู่คนเดียว”
“ใช่ครับ”
“ถ้าอย่างนั้นเราซื้อของไปกินกันที่บ้านของป้องเลยดีมั้ยออยจะได้ทำความรู้จักกับน้องของป้องด้วยไง”
“เอ่อ...” ปกป้องเอ่ยได้เพียงแค่นั้น เสียงแจ๋ว ๆก็ดังขึ้นแทรกอีกครั้ง
“นัท ๆ วันนี้ไปปาร์ตี้บ้านป้องกันฉลองที่ป้องชนะคดีไง นะ ๆ ไปกัน พวกเราไม่ได้ปาร์ตี้กันนานแล้วนะ เป็นเดือนแล้วเนี่ย” อรสุรางค์เอ่ยชวนเพื่อนร่วมงานอีกคนที่กลับเข้าออฟฟิศมาพอดี
“ดีใจด้วยว่ะป้องแต่ว่าวันนี้ฉันมีนัดกับแฟนแล้วสิ ถ้าไม่ไปมีหวังเจอปัญหาชีวิตแน่ว่ะ ขอโทษทีนะเพื่อน”
“อือ ไม่เป็ไรเอาไว้วันหลังก็ได้” ปกป้องพยักหน้ารับรู้ความจำเป็นของพัฒนา หรือนัท ซึ่งเป็อีกหนึ่งเพื่อนร่วมงานของเขา ก่อนจะหันมาบอกกับอรสุรางค์
“เอาไว้วันหน้าละกันนะครับออยนัดกันล่วงหน้าทุกคนจะได้เคลียร์คิวกันก่อนวันนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ” ปกป้องพูดจบก็สะพายกระเป๋าเดินออกจากออฟฟิศไปทันที โดยไม่รอให้หญิงสาวได้เอ่ยท้วงใด ๆทั้งสิ้น
สองเดือนแล้วที่ปกป้องกลับมาถึงบ้านแล้วพบว่าบ้านไม่ได้เงียบเหงาเพราะเสียงนุ่ม ๆของใครอีกคนหนึ่งที่มักจะดังขึ้นทักทายเขาเสมอยามที่เดินเข้าบ้านคนที่อยู่บ้านคนเดียวมานานหลายปีปรับตัวเข้ากับคนตัวเล็กได้ง่ายจนเขาเองก็ยังไม่อยากเชื่อตัวเองเขาเคยคิดว่า ที่ให้คนตัวเล็กอยู่บ้านด้วย ก็เพราะคุณแม่ของเขาเป็คนขอซึ่งเขาก็ไม่มีปัญหา หากว่าคนมาร่วมบ้านนั้นไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับเขาต่างคนต่างอยู่กันไป
แต่สองเดือนที่ผ่านมาความวุ่นวายที่คนตัวเล็กสร้างขึ้นกลับกลายเป็สีสันในชีวิตของเขา และกำลังจะกลายเป็นความเคยชินที่หากขาดไปคงรู้สึกเหมือนชีวิตขาดอะไรไปสักอย่าง ความกวนความขี้แหย่ของคนตัวเล็กสามารถทำให้เขายิ้มได้โดยที่รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง แต่ที่แน่ ๆคือเขารู้สึก...ดี...ที่มันเกิดขึ้น
เสียงรถดังเข้ามาในบ้านทำให้อธิบดีที่กำลังนั่งแกะกล่องพัสดุที่มาส่งวันนี้ หันไปมองที่ประตูรั้วครู่หนึ่งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่รถผิดคันที่เข้ามาในบ้าน ก่อนจะกลับมาตั้งใจแกะกล่องพัสดุในมือต่อไป
“เป็ไงบ้างพี่วันนี้”เสียงนุ่ม ๆ เอ่ยทักคนที่เดินเข้าบ้านมาทว่าตาและมือยังคงจดจ่ออยู่กับกล่องที่อยู่ในมือ
“ อือ ดี กล่องอะไรวะนั่น”เสียงทุ้มใสของเ้าของบ้านเอ่ยตอบก่อนจะเปลี่ยนเป็ถามในสิ่งที่สงสัย เพราะเห็นคนตัวเล็กกว่ากำลังง่วนกับการแกะกล่องพัสดุขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่อยู่
“ผ้ากันเปื้อนครับพี่ ผมเพิ่งสั่งซื้อไปเมื่อวานเองวันนี้ของมาส่งแล้ว โคตรไวเลย”
“เออ จริงสิพี่ก็ลืมเลย ปกติไม่ค่อยได้ทำอาหารที่บ้านก็เลยไม่ได้นึกถึงผ้ากันเปื้อนเลย นายก็ไม่บอก พี่จะได้ซื้อให้เอง” ปกป้องเอ่ยขึ้นในขณะที่วางกระเป๋าไว้บนโซฟาแล้วเดินเข้าไปรินน้ำในครัวใส่แก้ว แล้วถือดื่มออกมาหาอธิบดีอีกครั้ง
“ไม่เป็ไรครับสั่งทางเว็บก็ได้ของเร็วเหมือนกัน นี่ไงครับสีหวาน ๆ เหมาะกับคนหน้าหวาน ๆ อย่างผมเลย”อธิบดีพูดพร้อมกับแกะผ้าออกมาจากห่อพลาสติกใสทั้งสองห่อ เพื่อตรวจสอบว่าได้ของตรงกับรูปที่สั่งหรือไม่ พูดจบแล้วก็แลบลิ้นนิดหน่อยและส่งยิ้มแก้เขินเติมไปอีกด้วย
“อืม หวานจริงแล้วนั่นซื้อมาสองผืนเลยเหรอ” ปกป้องนั่งลงวางแก้วน้ำไว้บนโต๊ะกลางแล้วเปลี่ยนมาหยิบผ้ากันเปื้อนผืนสีฟ้าที่วางอยู่ขึ้นมาดูแทน
“ครับเอาไว้เปลี่ยนใช้ เผื่ออีกผืนซัก” คนเห่อของใหม่เอ่ยตอบในขณะที่ลุกขึ้นยืนลองสวมผ้ากันเปื้อนผืนสีชมพูดู
ผ้ากันเปื้อนที่อธิบดีสั่งซื้อมาเป็ผ้ากันเปื้อนแบบเต็มตัว ผืนแรกสีพื้นเป็ลายเส้นสีชมพูเข้มสลับขาวด้านหน้าเป็กระเป๋าใหญ่สองใบติดกันสีชมพูอ่อนทำเป็รูปหน้าหมาส่วนผืนที่สองสีพื้นเป็นลายเส้นสีฟ้าเข้มสลับขาว ด้านหน้าปะผ้าสีฟ้าอ่อนเป็นกระเป๋าใบใหญ่สองใบติดเช่นกันแต่เป็รูปหน้าหมี
“วันนี้ยังไม่ซักพี่ใส่ก่อนละกันนะ” พูดจบปกป้องก็ลุกขึ้นใส่ผ้ากันเปื้อนสีฟ้านั้นแล้วหยิบแก้วน้ำเดินนำเข้าครัวไปก่อนเลย “มาเร็วหมาน้อยทำกับข้าวกินกันดีกว่า พี่หมีพร้อมช่วยเต็มที่”