หลังจากที่โอดินได้อาบน้ำชำระล้างร่างกาย เขาก็ได้แต่งกายเรียบร้อยและเดินกลับมาที่ห้องอาหารเล็กๆ ภายในบ้านไม้หนึ่งชั้นที่คุ้นเคย
ทุกก้าวย่างของเขานั้นหนักอึ้งเต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลายที่ตีวนอยู่ในอก ใจหนึ่งเขาอยากจะปล่อยให้ทุกอย่างไหลไปตามธรรมชาติของมัน แต่ในอีกใจหนึ่งนั้นกลับร่ำร้องอยากปกป้องสิ่งเดียวที่เคยส่องแสงให้ชีวิตอันมืดมิดของเขามีความหมาย นั่นคือแม่
โต๊ะอาหารที่ตั้งอยู่ใจกลางห้องไม้เรียบง่ายถูกปูด้วยผ้าสีขาวที่มีลวดลายเล็กๆของดอกไม้ป่า กลิ่นหอมของอาหารที่พึ่งทำสดๆยังลอยอบอวลอยู่ทั่วห้อง ทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศแห่งบ้านที่โอดินไม่ได้ััมานานนับหมื่นปี
เขานั่งลงกับพื้นไม้เงียบๆโดยไม่พูดอะไรนัก ก่อนจะมองไปยังจานอาหารที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็ระเบียบ
หมูผัดเปรี้ยวหวานที่มีรสชาติเข้มข้น หอมฉุยด้วยพริกหวานหลากสี ผัดเต้าหู้ทรงเครื่องที่หอมกลิ่นงาและซอสถั่วเหลือง ซาลาเปาทอดที่กรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มเปรี้ยวหวาน ทั้งหมดนี้คืออาหารจานโปรดของเขาในวัยเด็ก
“กินมันเลยลูกรัก วันนี้แม่ทำสุดฝีมือเพื่อเ้าเลยนะ”
เสียงของหลิวเหมยดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มอันเปี่ยมไปด้วยความรักที่ไม่เสื่อมคลาย
หญิงสาววัยกลางคนผู้เป็แม่ของเขานั้นยังคงงดงามราวกับดอกไม้ที่ผลิบาน ใบหน้าอ่อนโยน ผมยาวประบ่าถูกรวบไว้หลวมๆ และั์ตาที่มองเขาด้วยความรักไร้เงื่อนไข ในั์ตานั้นมีเพียงเขาเท่านั้นที่เป็โลกทั้งใบสำหรับนาง
นางนั่งลงตรงข้ามเขา ใช้ตะเกียบหยิบอาหารเข้าปากด้วยท่าทีเรียบง่ายและอ่อนน้อม แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะมองลูกชายที่นั่งนิ่งอย่างแปลกตา
โอดินนั่งนิ่งไม่ขยับ จ้องมองไปยังมารดาของตนเองด้วยสายตาที่ทั้งซาบซึ้งทั้งสั่นไหว เขาไม่แตะต้องอาหาร ดวงตาสีเงินอันเป็เอกลักษณ์ของเขาฉายแววหม่นเศร้า ผสมกับความจริงจังลึกซึ้งอย่างไม่อาจปกปิดได้
“ท่านแม่.. ถ้าท่านมีเงินเยอะๆในตอนนี้ ท่านอยากจะทำอะไรบ้าง?”
คำถามนั้นทำให้หลิวเหมยที่กำลังเคี้ยวอาหารชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะเบาๆอย่างอารมณ์ดี นางวางตะเกียบลงและยิ้มกว้าง
“แน่นอนว่าต้องทำให้ลูกอยู่สบายขึ้นยังไงล่ะ ทั้งอาหารการกิน รวมถึงเม็ดยาผู้วิวัฒน์ด้วย ถ้าแม่มีเงินล่ะก็นะ?”
นางหัวเราะพลางหยิบผักที่ชอบใส่ปากโดยไม่คิดมาก ทว่าในแววตาของโอดินกลับสั่นระริก
ภายในใจของเขานั้นพลุ่งพล่านอย่างรุนแรง ฝ่ามือข้างหนึ่งของเขากำแน่นจนเส้นเืปูดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
ตัวของเขารู้ และจำได้แม่นยำเกินไปกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกสามปีข้างหน้า
ในอดีตอันเป็าแที่ไม่มีวันหาย มารดาของเขา หลิวเหมยเคยเป็ผู้วิวัฒน์ระดับหนึ่ง
นางเลือกเดินบนเส้นทางของวิถีแห่งการสังหาร สายวิชาเฉพาะที่ฝึกฝนเพื่อใช้ในการต่อสู้เป็หลัก พร์ของนางในวัยสาวถือว่าไม่เลว แต่ด้วยอาณาจักรต้นกำเนิดที่ถือกำเนิดมาในระดับแรกเริ่ม ซึ่งเป็ระดับต่ำสุดในหมู่ผู้วิวัฒน์ นางจึงไม่มีวันพัฒนาไปถึงระดับที่สูงกว่านั้นได้
ในวัย 20 ปี ขณะเดินทางข้ามทวีปเพื่อตามหาความรู้และโอกาสแห่งการเติบโต
นางได้ไปถึงดินแดนอันลี้ลับอย่างทรินิตี้เซเว่น และที่นั่นเอง นางได้พบกับเอลาริออน ฮาฟฟิเลีย เอลฟ์หนุ่มผู้สูงศักดิ์ หน้าตาหล่อเหลา มีพลังเวทและบารมีในเผ่าพันธุ์ของตน เป็ที่ชื่นชมและยอมรับในหมู่เอลฟ์มากมาย
แต่ภายใต้ภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบ กลับแฝงไว้ด้วยจิตใจอันเหี้ยมโหด และสันดานของอสูรที่กระหายในอำนาจและกิเลส
เอลาริออนได้ล่อลวงหลิวเหมยให้ติดตามเขาเข้าสู่เขตลับของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ และในคืนนั้นนางก็ถูกเขาทำร้ายอย่างโหดร้ายโดยไม่เต็มใจ
การตั้งครรภ์เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน โอดินเองก็คือผลลัพธ์ของค่ำคืนที่มืดมนเช่นนั้น
เป็เื่ที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับหลิวเหมย หากเกิดขึ้นกับหญิงสาวมากมายจากเผ่าพันธุ์ต่างๆที่ถูกมองว่าเป็เพียงเครื่องมือ หรือของเล่นของผู้มีอำนาจ โชคดีที่หลิวเหมยรอดชีวิตมาได้ แต่นางกลับไม่เคยเกลียดลูกที่เกิดมา
นางเลี้ยงดูโอดินด้วยความรักทั้งหมดที่มี ท่ามกลางคำซุบซิบ เสียงประณาม และการถูกผลักไสจากสังคม
ซึ่งตัวหลิวเหมยเองก็ยอมรับชะตากรรมของตนเอง และได้เลี้ยงดูตัวของเขามาคนเดียวกว่า 17 ปี นางไม่เคยคิดที่จะกลับไปยังดินแดนทรินิตี้เซเว่นอีกตลอดไป ราวกับว่าภาพและาแแห่งความทรงจำอันเลวร้ายนั้น ทั้งหมดมันยังคงฝังรากลึกอยู่ในห้วงจิติญญา
ทว่าถึงจะอยู่ในสภาพเช่นนั้น หลิวเหมยก็ไม่เคยทอดทิ้งสายตาแห่งความรักที่มีให้กับโอดิน
ไม่เคยเผลอคิดเลยว่าการให้กำเนิดเขาเป็เื่ผิดพลาด แม้เขาจะเป็ฮาฟเอลฟ์ แม้ใบหูของเขาจะไม่สมบูรณ์เหมือนเอลฟ์แท้ แม้สายเืจะถูกดูแคลนจากทั้งสองเผ่าพันธุ์ แต่นางก็รักเขา ดุจเช่นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงจิติญญาให้ยังคงดำรงอยู่
นางตั้งชื่อให้เขาว่าโอดิน ชื่อที่ดูสูงส่งเกินกว่าผู้ที่เกิดมาในความมืด เป็นามที่หล่อหลอมไว้ด้วยความหวังและคำภาวนาในยามค่ำคืนยาวนาน ว่านี่คือผู้ที่จะทำลายพันธนาการแห่งชะตากรรม
โอดินเติบโตขึ้นมาภายใต้ความยากลำบาก ด้วยแรงงานของมารดาเพียงลำพัง
เขาเห็นมือที่เคยเรืองรองต้องกลายเป็มือที่แตกระแหงจากการซักผ้า เห็นรอยยิ้มที่เคยเปล่งประกายต้องสั่นไหวเพราะไข้และพิษแห่งโรคร้าย ทว่าในดวงตาของแม่ยังคงมีแสงสว่างให้แก่เขาเสมอ และแสงนั้นคือเหตุผลเดียวที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้จนถึงวันนี้
แต่ความสงบสุขเล็กๆที่เปราะบางนี้ย่อมไม่อาจคงอยู่ตลอดไป
เพราะในที่สุดโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในร่างของหลิวเหมยก็ได้เผยเขี้ยวเล็บออกมาอย่างชัดเจน
ร่างกายของนางเริ่มทรุดลงทุกวัน อาการไอที่เคยเพียงเล็กน้อยกลายเป็เสียงไอแห้งๆที่แฝงด้วยโลหิต
ดวงตาที่เคยอ่อนโยนเริ่มเหม่อลอย นางเริ่มลืมเื่เล็กๆน้อยๆ สิ่งของที่วางอยู่ตรงไหนก็จำไม่ได้
แม้แต่ชื่อของพ่อของโอดิน นางก็เอ่ยออกมาอย่างลังเลในบางครั้ง นั่นคือ่เวลาที่โอดินเริ่มเข้าใจว่าวันเวลาของมารดาใกล้จะหมดลง
ค่ารักษาพยาบาลคือสิ่งที่เหนือเกินกำลัง รายได้จากงานรับจ้างเล็กๆน้อยๆไม่อาจจะจ่ายค่ายาสมุนไพรพื้นฐาน
และในโลกที่จอมเวทย์ระดับสูงถูกผูกขาดโดยขุมอำนาจ การรักษาผู้ป่วยที่ยากไร้เป็เพียงนิทานหลอกเด็ก ไม่มีอัศวินขาว ไม่มีปาฏิหาริย์ มีเพียงคำตอบเดียวคือเงิน และสำหรับพวกเขา เงินก็คือดั่งฝันที่ไม่มีวันไขว่คว้าได้
โอดินนั่งอยู่ตรงข้ามหลิวเหมย มองดูร่างของนางที่เอนหลังอยู่ ดวงตายังคงมองเขาด้วยความรัก เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ใต้โต๊ะอาหารเล็กๆที่ทั้งสองใช้เป็สถานที่พูดคุยกันเสมอ ความเงียบอบอวลด้วยความเศร้าและความตั้งใจที่มิอาจบรรยายออกมาเป็คำพูด
“ท่านแม่.. หลังจากนี้ ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านต้องตกตายเพราะพวกเราไม่มีเงินในการรักษาอีกต่อไป”
“ข้าจะไม่ยอมให้ท่านต้องนอนอยู่ในห้องรูหนูแคบๆที่เย็นะเืจนกระดูกสั่น”
“ขอเพียงข้าได้เริ่มต้นเป็ผู้วิวัฒน์ ขอเวลาเพียงแค่หนึ่งปี.. ไม่สิ แค่ได้โอกาส ข้าจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของท่านแม่ให้จงได้”
“ไม่ว่าท่าน้าสิ่งใด หรือปรารถนาจะทำสิ่งใด ข้าโอดินจะทำให้ได้ทั้งหมด!”
“ข้ามีองค์ความรู้แห่งการแปรธาตุ ข้ามีพลังอำนาจที่ได้รับการถ่ายทอดจากท่านอาจารย์ ถึงตอนนี้ข้าจะยังอ่อนแอ ไม่มีชื่อ ไม่มีผู้หนุนหลัง แต่จิตใจของข้านั้นแน่วแน่ดั่งศิลา ขอเพียงข้าได้ลงมือ ท่านจะไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องทรมาน และไม่ต้องรอความตายอีกต่อไป!”
“ข้าโอดินจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตนี้!”
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็เพียงแค่ความคิดที่อยู่ในใจของชายหนุ่ม ซึ่งมารดาของเขาอย่างหลิวเหมยก็ไม่ทราบเลยซักนิดเดียว