เสี่ยวหมี่เปิดฝาหม้อทองเหลืองออก ถ่านที่อยู่ฐานหม้อไฟลุกวาบเมื่อมีอากาศไหลเข้าไป เผาจนตัวหม้อเป็นสีแดง น้ำแกงเคี่ยวกระดูกที่อยู่ในหม้อจึงค่อยๆ เดือดพล่าน เสี่ยวหมี่ยืนอยู่ข้างโต๊ะคีบเนื้อชิ้นหนึ่งจุ่มลงไปลวกในน้ำเดือด รอจนมันสุกแล้วจึงตักขึ้นมา นางลังเลเล็กน้อย จากนั้นจึงวางลงในจานของเฝิงเจี่ยน “พี่ใหญ่เฝิง ท่านลองเอาไปจุ่มในน้ำจิ้มปรุงรสแล้วชิมดูว่ารสชาติเป็นอย่างไรเจ้าค่ะ”
สายตาของเฝิงเจี่ยนมีแววยินดีปรากฏขึ้น ทุกคนต่างไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร อย่างไรเสียเสี่ยวหมี่ก็ยืนอยู่ระหว่างเฝิงเจี่ยนกับเกาเหริน ให้เขาได้ชิมก่อนก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว จะให้เกาเหรินที่ยังเด็กได้ชิมเป็นคนแรกก็คงไม่เหมาะ
เฝิงเจี่ยนทำตามที่นางบอก จากนั้นก็คีบใส่ปากค่อยๆ ลิ้มรส แล้วเอ่ยชมจากใจจริงว่า “เป็นวิธีกินที่แปลกใหม่ รสชาติก็อร่อยยิ่งนัก”
เสี่ยวหมี่ยิ้มแป้นหันไปมองคนอื่น “เอาล่ะ ทุกคนได้เห็นพี่ใหญ่เฝิงกันแล้ว เขากินได้ก็แสดงว่าไม่มีพิษอะไร เช่นนั้นทุกคนก็เริ่มกินกันเถิดเจ้าค่ะ”
เอาเฝิงเจี่ยนเป็นหนูลองยาเช่นนั้นหรือ?
ทุกคนอดขำออกมาไม่ได้ จากนั้นก็พากันยกตะเกียบขึ้นคีบของที่อยากกินในจานตรงหน้าใส่ลงในหม้อ
น้ำแกงกระดูกหมูที่ถูกเคี่ยวมาครึ่งวันเปลี่ยนเป็นสีขาวน้ำนม ต่อให้ไม่เพิ่มรสชาติด้วยน้ำจิ้ม ก็หอมกลมกล่อมมากพออยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเมื่อใส่ลูกชิ้น เนื้อสัตว์และเห็ดลงไปต้มแล้วจะเป็นอย่างไร...
สีสันของหม้อทองเหลืองและอาหารที่ลอยอยู่ด้านบนยังตัดกันสวยงาม ทำให้คนยิ่งเจริญอาหารขึ้นไปอีก
ยิ่งพอคีบออกมาจิ้มน้ำจิ้มแล้วเอาเข้าปากลิ้มรสชาติ ในปากก็ตลบอบอวลไปด้วยความหอมหวาน ทั้งยังเค็มกลมกล่อมอย่างยากจะอธิบาย บวกกับความอุ่นร้อนที่ทำให้รู้สึกสบายไปทั้งร่าง
“เป็นวิธีการกินที่แปลกใหม่ไม่ธรรมดา ขอแค่มีหม้อไฟนี้ต่อให้จะหนาวแค่ไหนก็ไม่กลัวแล้ว”
เถ้าแก่เฉินเลือกน้ำจิ้มแบบเผ็ดซึ่งก็เผ็ดสมชื่อ แต่จะอย่างไรเขาก็หยุดไม่ได้ เขาเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้นว่า “เสี่ยวหมี่ นี่ต้องกินคู่กับสุราหรือไม่ น่าจะเข้ากันดีไม่น้อย”
“ท่านลุงคิดถูกแล้วเจ้าค่ะ หม้อไฟกินคู่กับสุรา เหมาะสมที่สุดแล้วเจ้าค่ะ”
เสี่ยวหมี่วางตะเกียบลง หยิบสุราชั้นดีไหหนึ่งออกมาจากใต้โต๊ะ เกาเหรินรีบรับไปทันที แกะเชือกที่มัดไว้ออกแล้วดึงกระดาษสีเหลืองที่ปิดปากไหทิ้งไป เป็นสุราเปากู่จิ่ว [1] ที่แสนธรรมดา แต่ก็มีฤทธิ์แรงมากเช่นกัน
สุราร้อนแรงถูกเทใส่ถ้วยของทุกคนบนโต๊ะ ไล่ตั้งแต่ผู้อาวุโสที่สุดอย่างผู้เฒ่าหยางลงมาจนถึงซูอี
ส่วนโต๊ะของสตรีเป็นสุราหมักผลไม้จากทางใต้ รสชาติหวานอมเปรี้ยวไม่ต่างอะไรกับน้ำผลไม้ แต่ชิมแล้วทำเอาเสี่ยวหมี่คิดอยากจะหมักสุราองุ่นขึ้นมาด้วยตัวเองเสียเลย แต่ปีนี้คงไม่ทันแล้ว ทำได้แค่รอปีหน้าเท่านั้น
ทุกคนยกถ้วยสุราขึ้น ดื่มกินกันอย่างครื้นเครง พวกผู้ชายดื่มเยอะจนหน้าแดงก่ำลามไปถึงอก ส่วนสตรีก็เหมือนปัดแก้มสีเข้มไปสักหน่อย ราวกับมีดอกท้อผลิบานอยู่บนพวงแก้มก็ไม่ปาน
คนที่ตื่นเต้นที่สุดคงเป็นเฉินซิ่น ก่อนหน้านี้คำชมของเขาแฝงไปด้วยความเกรงใจอยู่สองส่วน ยามนี้กลับค้นพบว่าอาหารฝีมือเสี่ยวหมี่นั้นโดดเด่นและเลิศรสมากจริงๆ
การที่ผู้อื่นจะเปิดโรงเตี๊ยมที่เมืองหลวงนั้นไม่ยากเลย
บรรดาคนสูงศักดิ์ในเมืองหลวงที่ชอบความครึกครื้น ความแปลกใหม่ทั้งยังไม่ขาดเงินเหล่านั้น ขอเพียงมีวิธีเรียกร้องความสนใจที่ดีพอ หม้อไฟนี่คาดว่าจะเป็นที่โด่งดังไปทั้งเมืองหลวง ถึงตอนนั้นคิดจะปฏิเสธเงินคงยากยิ่งกว่าการหาเงินเสียอีก
เขาอยู่ในเมืองหลวงมาหลายปี รับหน้าที่เป็นพ่อบ้าน เป็นผู้จัดการดูแลร้านให้ผู้อื่นมาตลอด ไม่ใช่ว่าไม่มีความสามารถพอ แต่เพราะยังไม่เคยได้รับโอกาสเช่นนี้
คิดไม่ถึง ยามนี้น้องหญิงได้แต่งเข้ามาในตระกูลดีๆ เช่นนี้ไม่พอ ยังช่วยส่งเสริมเขาอีกด้วย
คิดได้ดังนี้เขาก็ยกถ้วยสุราพร้อมลุกขึ้น ตั้งใจจะคารวะสุราเสี่ยวหมี่
“น้องเสี่ยวหมี่ ก่อนหน้านี้พี่ชายคนนี้ดูถูกอาหารจานใหม่นี้ของเจ้าเกินไป เป็นความผิดของข้าเอง วันนี้ข้าขอให้สัญญากับเจ้าต่อหน้าทุกคน ข้าจะพยายามสุดความสามารถเพื่อเปิดโรงเตี๊ยมขึ้นมาให้ได้ จะไม่ทำให้เจ้าต้องผิดหวังเป็นอันขาด”
เขาพูดอย่างจริงใจปราศจากความเสแสร้งเจือปน เสี่ยวหมี่ได้ยินแล้วก็พอใจยิ่งนัก นางเองก็ลุกขึ้นชนสุรากับเขาเช่นกัน ยิ้มเอ่ยว่า “เช่นนั้นวันหน้าต้องพึ่งพาพี่ใหญ่แล้ว ข้าเองก็ไม่เรียกร้องอะไรมากมาย ขอแค่ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเมื่อพี่สามของข้าเข้าไปสอบรับราชการที่เมืองหลวง มีสถานที่ที่เป็นของบ้านตัวเองให้เขาได้ใช้พักผ่อนก็เพียงพอแล้ว ส่วนเรื่องอื่น...”
เสี่ยวหมี่มองเฝิงเจี่ยนไปทีหนึ่ง เอ่ยว่า “ส่วนเรื่องอื่นไม่มีอะไรต้องกังวล พี่ใหญ่เฉินวางใจบริหารได้เต็มความสามารถเลยเจ้าค่ะ”
“ได้ ได้ เต๋อจิ้งมีน้องหญิงเช่นเจ้านับว่าทำให้บัณฑิตทั่วหล้าต้องอิจฉาตาร้อนจริงๆ น้องหญิงวางใจ วันนี้เรามาดื่มกันให้เมามาย วันพรุ่งนี้ค่อยคุยรายละเอียดกัน”
“ได้ ลำบากพี่ใหญ่เฉินแล้ว”
ถึงแม้เสี่ยวหมี่จะเด็กกว่าเฉินซิ่นมาก แต่พูดจาต่อรองกับเขาได้อย่างไม่เป็นรอง ทำเอาเฉินเยว่เซียนที่มองอยู่รู้สึกอิจฉา นางลอบสัญญากับตัวเองในใจว่าวันหน้าหากเดินทางไปเปิดร้านที่ทางใต้จะต้องทำการอย่างรอบคอบ และต้องทำให้ดี จะให้มาพังอยู่ในมือนางไม่ได้เป็นอันขาด
ทุกคนกินดื่มกันอย่างครื้นเครง เกาเหรินกับซูอีถึงขนาดถอดเสื้อคลุมออก เหลือเพียงเสื้อตัวในสีขาวร่ำสุราต่ออย่างไม่ยอมแพ้
คนทั้งสองเป็นพวกสัตว์กินเนื้อ ผักสดพวกนั้นจะล้ำค่าเพียงใด พวกเขากลับไม่ยอมกินสักคำเดียว เสี่ยวหมี่ทนมองไม่ไหวอีกต่อไป นางเดินเข้าไปตรงหน้าพวกเขา ต้มผักสด เห็ดและเต้าหู้ให้พวกเขาคนละถ้วย
หากเป็นยามปกติเกาเหรินจะต้องปฏิเสธแน่นอน แต่ครั้งนี้กลับเป็นเด็กดีรับไปอย่างเชื่อฟัง แล้วกินลงไปคำใหญ่
ซูอีเห็นเช่นนั้นก็ตกใจ ทำได้เพียงขมวดคิ้วแล้วกินตามด้วยสีหน้าเหยเกเหมือนกินยาขม
เสี่ยวหมี่เคาะศีรษะเขา ยิ้มเอ่ยว่า “มองข้ามของดีที่อยู่ตรงหน้าไปเสียได้ วันหน้าเจ้าอยากกินก็ยังหากินได้อยู่ แต่เกาเหรินนั้นหากอยากกินกลับไม่ง่ายแล้ว”
พี่รองลู่ที่ท้องกลมจนยื่นออกมาแล้ว แต่ก็ยังไม่หยุดตะเกียบ ได้ยินเช่นนี้ก็เอ่ยถามว่า “เกาเหรินจะไปที่ใดหรือ?”
“กลับเมืองหลวง”
เกาเหรินเอ่ยออกมาอย่างหงุดหงิด ทำเอาทุกสายตาหันมามอง “กลับเมืองหลวง?”
เฝิงเจี่ยนไม่อาจเงียบได้อีกต่อไป เขาวางตะเกียบลงแล้วกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “ใช่ พวกเราออกมานานเกินไปแล้ว บิดาที่บ้านเริ่มเป็นกังวล ดังนั้น...”
“อ้อ ก็สมควรกลับไปได้แล้วจริงๆ”
บิดาลู่ได้ยินเฝิงเจี่ยนเอ่ยถึงบิดา จึงตอบกลับไปทันที จะอย่างไรความกตัญญูก็ควรมาเป็นอันดับหนึ่ง พูดจบ จู่ๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ มองไปที่บุตรสาว เขาขยับปากน้อยๆ แต่สุดท้ายก็ไม่พูดอะไรออกมา
เสี่ยวหมี่ก้มหน้าลงเหมือนกำลังตั้งใจลวกเนื้อแกะในมือ ไม่แสดงท่าทีเสียใจเพราะการจะจากไปของเฝิงเจี่ยนแม้แต่น้อย แต่ท่าทางเช่นนี้ของนางกลับทำให้ทุกคนยิ่งปวดใจ
“พี่ใหญ่เฝิง พวกท่านจะออกเดินทางกันเมื่อใด ข้าเตรียมเสบียงไว้ให้เรียบร้อยหมดแล้ว”
“อา” เฝิงเจี่ยนมีท่าทีอึ้งงันเล็กน้อย “พรุ่งนี้เช้า”
“ดีเลย ควรรีบเดินทางเสียตั้งแต่หิมะยังไม่ตก”
เสี่ยวหมี่วางตะเกียบลง ยกเนื้อครึ่งถ้วยที่ลวกแล้วไปวางตรงหน้าเฝิงเจี่ยน “กินให้มากๆ นะเจ้าคะ ระหว่างทางคิดจะกินอาหารร้อนๆ คงยากแล้ว”
“ได้”
ถ้วยกระเบื้องหนึ่งใบวางอยู่ตรงกลางระหว่างมือสองคู่ เจ้าส่งมาข้ารับไป ชั่วขณะนั้นในใจพลันรู้สึกดิ้นรนขัดแย้ง เป็นความทรมานที่พู่กันและกระดาษไม่อาจบรรยายออกมาได้...
ลมหนาวพัดมา ทำให้จันทร์กระจ่างที่แขวนอยู่กลางฟากฟ้าอย่างอ้างว้าง ยิ่งดูโดดเดี่ยวขึ้นไปอีก
ถึงแม้หม้อไฟจะยังเดือดปุดๆ แต่ทุกคนเหมือนจะกินไม่ลงกันเสียแล้ว
คนสกุลเฉินต่างเฉลียวฉลาด พวกเขาขอตัวลากลับทันที ทว่ายามนี้จะให้กลับเข้าเมืองคงไม่ได้ บิดาลู่จึงเชิญพวกเขาให้เข้าไปพักที่เรือนถิ่นสราญในคืนนี้
คนสกุลเฉินย่อมยินดีอย่างแน่นอน จะได้เข้าไปดูที่พักอาศัยยามปกติของบุตรสาว เช่นนี้พวกเขาจะได้วางใจยิ่งกว่าเดิม
เสี่ยวหมี่ ท่านป้าเจียง ชิงฮัวกับชิงอวี้ช่วยกันเก็บโต๊ะ เฉินเยว่เซียนคิดจะช่วยเหลือ กลับถูกเสี่ยวหมี่ไล่กลับไป ตัวนางเองก็อยากรีบกลับไปดูบิดามารดาและพี่ชาย สุดท้ายจึงรีบออกไปด้วยใบหน้าแดงน้อยๆ
เมื่อเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว เสี่ยวหมี่ก็ออกไปส่งท่านป้าเจียง นางปิดประตูบ้านเสร็จแล้วจึงหันศีรษะกลับมามองไปยังหน้าต่างของเรือนพักฝั่งตะวันออก เห็นเงาที่อยู่หลังหน้าต่างนั้น นางมองอย่างเงียบๆ เป็นเวลานานโดยไม่พูดอะไร
ชิงฮัวรออยู่นาน สุดท้ายจึงถามขึ้นอย่างระมัดระวังว่า “คุณหนู ยังมีเรื่องอะไรอีกหรือไม่เจ้าคะ?”
เสี่ยวหมี่ดึงสติกลับมา เคาะศีรษะเล็กๆ ของพวกนางไปคนละที แล้วทอดถอนใจ “ไม่มีอะไรแล้ว กลับไปนอนเถอะ”
เสี่ยวหมี่จัดการตัวเองจนสะอาดเรียบร้อยแล้วก็ซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มที่ชิงฮัวจัดแจงปูให้เสร็จสรรพ เดิมคิดว่าจะนอนไม่หลับทั้งคืน แต่นางกลับหลับทันทีที่ศีรษะถึงหมอน สิ่งนี้ทำให้ชิงฮัวและชิงอวี้ตกใจเป็นอย่างมาก
ถึงแม้พวกนางจะยังอายุน้อย และมาอยู่ตระกูลลู่ได้เพียงไม่นาน แต่เพราะชีวิตลำบากมาตั้งแต่ยังเด็ก พวกนางจึงเก่งเรื่องการมองสีหน้าคนเป็นอย่างยิ่ง ยามปกติดูจากความสนิทสนมระหว่างเจ้านายกับคุณชายเฝิงก็รู้แล้วว่าพวกเขามีความสัมพันธ์กันอย่างไร ตอนนี้จู่ๆ จะต้องมาแยกจากกัน พวกนางจึงคิดว่าการแอบร้องไห้เงียบๆ ใต้ผ้าห่มคงจะต้องเกิดขึ้นบ้าง แต่วันนี้ดูแล้วเหมือนเจ้านายของพวกนางจะแปลกไปกว่าที่คิด
โลกของผู้ใหญ่พวกนางไม่เข้าใจจริงๆ
เพียงไม่นานเด็กน้อยสองคนก็หลับใหลไป
เกาเหรินที่อยู่เรือนหน้า ประเดี๋ยวก็กระโดดขึ้นไปบนหลังตู้ ประเดี๋ยวก็กระโดดไปห้อยตัวอยู่บนคานบ้าน สภาพร้อนใจอยู่ไม่สุข ผู้เฒ่าหยางเห็นแล้วก็มองยิ้มๆ เช่นเดิมไม่เอ่ยอะไร เฝิงเจี่ยนนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ตำราในมือไม่พลิกเปิดแม้แต่หน้าเดียว เขานั่งนิ่งไม่ไหวติง...
เกาเหรินทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาเตะประตูพุ่งตัวออกไปด้านนอกอย่างรีบร้อน
ซูอีกำลังฝึกฝนโดยการยืนแยกขาสองข้าง ทิ้งน้ำหนักตัวลงเหมือนกำลังนั่งอยู่โดยไม่มีเก้าอี้รองรับ ศีรษะเทินชามไว้ใบหนึ่ง จู่ๆ ก็ถูกทำให้ตกใจจนชามตกลงมา เกาเหรินรีบเอื้อมมือมารับไว้ทันที แล้วจับเขานั่งลง
เป็นนานถึงเอ่ยขึ้นว่า “วันพรุ่งนี้ข้าก็จะจากไปแล้ว บ้านนี้ยกให้เป็นหน้าที่เจ้าคอยดูแลปกป้องแล้ว โดยเฉพาะเสี่ยวหมี่ ห้ามใครรังแกนางเด็ดขาด เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
ซูอีมองเขาทีหนึ่ง แสงไฟจากตะเกียงที่ส่องมายิ่งทำให้ดวงตาของเขาดูราวกับหมาป่าบนท้องทุ่งหญ้า เขายกนิ้วขึ้นมาทำสัญลักษณ์เฉือนที่ลำคอ ทำเอาเกาเหรินหัวเราะออกมาในที่สุด “ดี แบบนั้นแหละ”
เขาหยิบขวดกระเบื้องสามขวดออกมาจากอกเสื้อ วางไว้ตรงหน้าซูอี เอ่ยกำชับว่า “ขวดกระเบื้องสีขาวคือยาพิษ ปริมาณมากพอจะทำให้คนสิบกว่าคนตายได้ ขวดสีแดงคือยาแปลงโฉม เมื่อกินเข้าไป ใบหน้าจะมีตุ่มไตโผล่ขึ้นมาเต็มไปหมดแล้วจะหายไปเองภายในหนึ่งเดือน ในขวดสีดำมียาอยู่เม็ดหนึ่ง ในช่วงคับขันอันตรายให้กินมันลงไป ขอเพียงยังไม่หมดลมหายใจมันจะช่วยต่อชีวิตได้สามวัน จำได้หมดแล้วหรือไม่?”
ซูอีหยิบขวดแต่ละขวดขึ้นมาดู แล้วจึงพยักหน้า
เกาเหรินไม่วางใจ เขาดึงทึ้งผมชี้สองข้างบนหัวของตัวเองอย่างหงุดหงิด จากนั้นก็ชี้ทีละขวดแล้วไล่ถาม จนเมื่อแน่ใจว่าซูอีจดจำได้คล่องแล้ว ถึงยอมปล่อยเขาไป
“เจ้าจำคำบิดาเอาไว้ให้ดี ไม่ว่าเสี่ยวหมี่ทำของอร่อยอะไร มันถือเป็นของข้าครึ่งหนึ่ง หากกล้ากินคนเดียว รอจนบิดากลับมาจะซัดเจ้าให้น่วม อีกอย่าง มีแค่บิดาผู้นี้ผู้เดียวที่อัดเจ้าได้ หากคนอื่นกล้าลงมือ เจ้าก็ซัดมันให้ตายไปเสีย”
ซูอีฉีกยิ้มเผยฟันขาวเรียงสวยของตนเอง จากนั้นจู่ๆ ก็ฟาดมือแรงๆ ไปที่ขอบเตียงเตา แรงสั่นสะเทือนทำเอาห่อกระดาษไขที่อยู่บนคานร่วงลงมา ในนั้นมีไส้กรอกแดงอยู่สองชิ้น
เกาเหรินรีบหยิบมาทันที ยิ้มพลางด่าว่า “เจ้าเด็กนี่ ถึงกับกล้าซ่อนของดีเอาไว้ ข้ายังนึกไปว่าเป็นฝีมือเสวียน...อะแฮ่ม เป็นคนอื่นขโมยกินไปแล้ว ที่แท้เป็นเจ้านี่เอง”
เกาเหรินกอดคอซูอี คนทั้งสองแบ่งไส้กรอกกันคนละชิ้น ถึงแม้จะยังไม่ได้นำไปอุ่นร้อนแต่กลับไม่รู้สึกว่ามันแข็งกระด้างสักนิด ยังคงกัดกินกันอย่างเอร็ดอร่อย...
เชิงอรรถ
[1] เปากู่จิ่ว(苞谷酒)สุราหมักจากข้าวโพด