สวีหว่านหนิงที่กำลังขนของขึ้นรถอย่างขะมักเขม้นสัมผัสได้ถึงสายตาตำหนิของสวีเม่าถิงเธอพยายามอดทนกับความรู้สึกขนลุกซู่
“เอาละรีบปล่อยลุงรองได้แล้ว เขาต้องออกเดินทางตอนนี้ ไม่อย่างนั้นถ้าขับรถตอนฟ้ามืดจะไม่ปลอดภัย”
ได้ยินดังนั้นต้าชุนกับเยาเม่ยจึงต้องปล่อยตัวสวีเม่าถิง
สวีเม่าถึงชักรู้สึกไม่อยากกลับขึ้นมาเสียแล้วหรือเขาควรจะลักพาตัวต้าชุนกับเยาเม่ยกลับไปด้วย?
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในสมองเพียงชั่ววูบแผ่นหลังของเขาก็มีคนใช้ฝ่ามือตบลงมาฉาดใหญ่
“เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้วค่ะพี่ควรออกเดินทางแล้ว!”
พูดจบสวีหว่านหนิงก็ยัดกล่องอาหารอะลูมิเนียมสามกล่องใส่มือเขา“เอาไว้กินระหว่างทางกับพวกรัฐมนตรีจางและผู้ช่วยนะคะ”
“......ได้”
“เอาละรีบกลับเถอะค่ะ!” สวีหว่านหนิงโบกมือไล่ด้วยความปวดหัว
เธอกลัวว่าหากสวีเม่าถิงยังไม่ยอมกลับลูกๆ ของเธอคงถูกเขาขโมยหัวใจไปจนหมด
เธอเพิ่งรู้วันนี้ว่าความผูกพันทางสายเลือดของลุงกับหลานนั้นแข็งแกร่งขนาดนี้!
วันเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก
สามวันต่อมาในที่สุดสวีเม่าถิงก็กลับมาถึงปักกิ่ง
เขากลับไปที่หน่วยงานเป็นอันดับแรกหลังรายงานความคืบหน้ากับหัวหน้าแล้วก็กลับไปที่บ้าน
สามครอบครัวของตระกูลสวีอาศัยอยู่ระแวกเดียวกันเพียงแต่แยกบ้านกันคนละหลัง ใช้เวลาเดินทางไปมาหาสู่กันเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
เพราะรู้ว่าสวีเม่าถิงจะกลับบ้านวันนี้ครอบครัวของลุงใหญ่และลุงรองของสวีหว่านหนิงจึงมารวมตัวกันที่บ้านของสวีหว่านหนิง
“เม่าถิงกลับมาแล้วหรือ!”
เมื่อเห็นสวีเม่าถิงหิ้วกระเป๋าน้อยใหญ่เข้ามาในบ้านคนทั้งตระกูลสวีก็รีบเข้าไปรุมล้อม
ทว่าพวกเขาชะเง้อมองรอบๆอยู่นาน ก็ไม่เห็นเงาร่างของใครอื่น
“อาหนิงไม่ได้กลับมาสินะ” พูดจบ ป้าสะใภ้ใหญ่ก็ถลึงตาใส่สวีเม่าถิงอย่างขุ่นเคือง
สายตานั้นเหมือนกำลังตำหนิที่เขาไม่เอาไหน
สวีเม่าถิงพูดอย่างอ่อนใจ“ตอนนี้นโยบายเข้มงวดมาก อาหนิงคงกลับมาไม่ได้ชั่วคราวทุกคนก็ทราบดีนี่ครับ!”
จะโทษเขาได้อย่างไร?
สวรรค์รู้ดีว่าเขาอยากพาน้องสาวต้าชุน และเยาเม่ยกลับมามากแค่ไหน!
“ของพวกนี้อาหนิงให้หลานเอากลับมาใช่ไหมเอาเข้ามาสิ รีบเปิดดูว่ามีอะไรบ้าง”
ของด้านในคืออะไรไม่สำคัญที่สำคัญคืออาหนิงเป็นคนเตรียมของให้พวกเขา
สวีเม่าถิงแจกจ่ายของตามกระดาษโน้ตที่สวีหว่านหนิงเขียนไว้
ตอนทุกคนเปิดถุงออกดูแล้วเห็นสิ่งที่อยู่ในนั้นต่างก็พากันเงียบกริบอย่างหาได้ยาก
ผ่านไปครู่ใหญ่สวีเม่าถิงก็ได้ยินเสียงสะอื้นไห้
เมื่อหันไปมองก็เป็นไปตามคาดป้าสะใภ้ใหญ่ น้าสะใภ้ และแม่ของเขากำลังร่ำไห้
“อาหนิงของเราชีวิตลำบากยากเข็ญเช่นนั้นยังมิวายเตรียมเนื้อให้พวกเรามากมายขนาดนี้ตั๋วเนื้อที่เธอมีก็ไม่ได้มากมาย คงเอามาเตรียมของขวัญให้พวกเราหมดแล้วแล้วเธอกับลูกจะกินอะไร”
“ทุกคนไม่ต้องห่วงอาหนิงหรอกครับเธอสุขสบายดีครับ!”
สิ้นคำสวีเม่าถิงก็ได้รับสายตาคมกริบดั่งใบมีดจากคนรอบข้าง
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสายตานั้นมาจากผู้อาวุโสทั้งหกท่านของตระกูล รวมถึงพี่น้องอีกห้าคนของเขา
สวีเม่าถิงนวดขมับที่เริ่มปวดหน่วงๆก่อนจะเล่าสถานการณ์ของสวีหว่านหนิงให้ทุกคนฟังคร่าวๆในที่สุดก็ปลอบใจคนตระกูลสวีได้บ้าง
“แล้ว...” สะใภ้ใหญ่เอ่ยเสียงเบา “เสื้อกันหนาวสองตัวในนั้นเป็นของที่อาหนิงเตรียมมาให้หรือ”
“ครับ”สวีเม่าถิงพยักหน้า “เสื้อกันหนาวสองตัวนั้นแม่สามีของอาหนิงเป็นคนตัดเย็บ เธอกำชับกับผมว่าผ้าและนุ่นทั้งหมดที่ใช้เป็นของใหม่ ให้เด็กๆ ใส่อย่างสบายใจได้เลยครับ”
ที่จริงแล้วสวีเม่าถิงก็รู้สึกหวั่นใจ
พี่สะใภ้คนโตชาติตระกูลดีไม่ได้ด้อยไปกว่าตระกูลสวี หลังคลอดลูกสองคน ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดล้วนซื้อมาจากร้านค้ามิตรภาพไม่รู้ว่าเธอจะรังเกียจเสื้อกันหนาวเย็บมือเหล่านี้หรือไม่
“เนื้อผ้าลูบดูแล้วสวมใส่สบายนุ่นก็ยัดมาอย่างพอเหมาะพอดี อุ๊ย พอมองดูให้ละเอียด บนผ้ามีการปักลายด้วยนะสืออัน สืออี๋ เป็นชื่อของเด็กสองคน คุณป้าช่างใส่ใจกันเหลือเกิน”
พี่สะใภ้คนโตของตระกูลสวีชื่นชมเสื้อกันหนาวสองตัวไม่ขาดปาก
สวีเม่าถิงโล่งอก“ดีใจที่พี่สะใภ้ชอบครับ”
“ชอบสิต้องชอบอยู่แล้ว! น้องคงไม่รู้ว่าคราวก่อนตอนพี่เห็นเด็กบ้านชุนเหมยใส่เสื้อกันหนาวที่คุณยายเป็นคนเย็บให้แล้วดูใส่สบายเหลือเกินตอนนั้นพี่ยังอิจฉาอยู่เลย แต่น่าเสียดายที่รอบกายพี่ไม่มีใครตัดเย็บเป็นตอนนี้สืออันกับสืออี๋มีเสื้อกันหนาวอุ่นๆ ใส่แล้วแถมยังสวยกว่าบ้านชุนเหมยอีกต่างหาก!”
“ถ้ามีโอกาสเจอกับแม่สามีของอาหนิงพี่จะต้องขอบคุณจากใจจริง”
“จริงสิครับพี่สะใภ้ พี่ลองเปิดเสื้อกันหนาวดู อาหนิงบอกว่าใส่ของเอาไว้ข้างในเธอว่าเป็นของขวัญแรกพบที่อยากจะให้กับสองฝาแฝดครับ”
เฉินเยี่ยพี่สะใภ้คนโตของตระกูลสวีได้ยินดังนั้นก็เปิดเสื้อกันหนาวออกดูก่อนจะเห็นกล่องขนาดเล็กหน้าตาประณีตสามกล่อง
เธอเปิดมันทีละกล่องด้านในคือสร้อยทองที่มีจี้เป็นอัญมณีสีเหลืองหนึ่งเส้น และกุญแจอายุยืน [1] ขนาดเท่าฝ่ามือเด็กทารกที่ทำจากทองคำอีกสองอัน
ด้านหลังกุญแจอายุยืนมีคำว่าสวีสืออันและสวีสืออี๋สลักเอาไว้
นี่ก็คือของขวัญที่สวีหว่านหนิงให้กับหลานชายสองคน
“มันมีมูลค่าเกินไปแล้ว!”
เธอเคยได้ยินข่าวลือว่ามีคนไม่น้อยใช้เครื่องประดับมรดกตกทอดของตระกูลเอาไปแลกข้าวหรือแป้งในตลาดมืดแต่ในนั้นมีคนนำเครื่องประดับทองคำไปแลกน้อยมาก เพราะไม่ว่าเมื่อไรทองคำก็เป็นสิ่งล้ำค่าและหายากเสมอ
กุญแจอายุยืนสองอันนี้มูลค่าไม่ธรรมดายิ่งไม่ต้องพูดถึงสร้อยทองเส้นนั้นที่เป็นของขวัญของเธอ
เธอเคยเห็นโลกกว้างมาก่อนย่อมรู้ดีว่าอัญมณีสีเหลืองเม็ดนั้นเป็นของแท้
แม้แต่ตระกูลเฉินของเธอหากต้องการครอบครองของทั้งสามอย่างนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย
“น้าสะใภ้เก็บมันไว้เถอะค่ะ อาหนิงกลับมาเมื่อไรช่วยคืนให้เธอที น้ำใจของเธอนั้นฉันกับลูกๆขอรับเอาไว้ด้วยใจก็พอค่ะ”
แม่สวีกดมือเธอไว้พลางยิ้ม “ในเมื่ออาหนิงตั้งใจให้มันเป็นของขวัญกับสืออันและสืออี๋ เธอก็เก็บเอาไว้อย่างสบายใจเถิด”
“แต่มันมีมูลค่ามากเกินไปแล้วค่ะ”
“หว่านหนิงเป็นอาหญิงอยากให้ของขวัญแรกพบกับหลานชายทั้งสองก็เป็นเรื่องสมควรแล้วมิใช่หรือ”
เมื่อเห็นว่าโน้มน้าวน้าสะใภ้ไม่สำเร็จเฉินเยี่ยจึงขอร้องสามีตัวเอง หรือก็คือสวีเม่าหราน พี่ใหญ่ของตระกูลสวี
“รับไว้เถิดเอาไว้ตอนอาหนิงพา...” สวีเม่าหรานชะงักเล็กน้อยก่อนถามสวีเม่าถิงว่า “ลูกๆ ของอาหนิงชื่ออะไรนะ”
สวีเม่าถิงถอนหายใจ“ต้าชุนกับเยาเม่ยครับ อาหนิงบอกว่ามันคือชื่อแรกเกิดของเด็กสองคนหลังเข้าเรียนที่โรงเรียนแล้วจะเปลี่ยนชื่อใหม่ครับ”
“อืมถ้าอย่างนั้นก็รออาหนิงพาต้าชุนกับเยาเม่ยกลับมาแล้วพวกเราค่อยเตรียมของขวัญแรกพบให้พวกเขาก็พอ”
“คงต้องเป็นแบบนั้นแล้วละค่ะ”
แม้จะยังไม่เคยพบหน้าแต่ของขวัญแรกพบสองอย่างนี้ทำให้เฉินเยี่ยรู้สึกดีกับสวีหว่านหนิงถึงขีดสุด
ไม่ใช่ว่าเธอโลภมากอยากได้ของมีค่าแต่ไม่ว่าจะเป็นเสื้อกันหนาวเย็บมือหรือของขวัญแรกพบราคาแพงล้วนเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า สวีหว่านหนิงให้ความสำคัญกับเธอและลูกมากแค่ไหน
ก่อนแต่งเข้าตระกูลสวีเธอเคยได้ยินข่าวลือบางอย่างเกี่ยวกับสวีหว่านหนิงหลายคนบอกว่าเพราะถูกตามใจมากเกินไปทำให้สวีหว่านหนิงเป็นคนอารมณ์ร้อนและไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา วันๆเอาแต่วิ่งไล่ตามผู้ชาย
เมื่อก่อนเธอเคยกังวลว่าหากมีน้องสามีนิสัยแบบนี้ ชีวิตจะไม่สงบสุข
แต่พ่อกับแม่กล่อมเธอว่าหนึ่งสวีหว่านหนิงเป็นแค่ลูกพี่ลูกน้องกับลูกชายคนโตของตระกูลสวีคงก้าวก่ายชีวิตของเธอไม่ได้สอง สวีหว่านหนิงถูกส่งไปเป็นจือชิงที่มณฑลเฮยและสร้างครอบครัวที่นั่นแล้ว
อย่างไรเสีย สวีหว่านหนิงก็ส่งผลกระทบกับเธอไม่ได้ด้วยเหตุนี้เธอจึงยอมแต่งงานเข้าตระกูลสวี
เชิงอรรถ
[1]เครื่องรางชนิดหนึ่งตามความเชื่อของชาวจีนลักษณะคล้ายจี้ มักจะนำมาแขวนกับสร้อยคอหรือสร้อยข้อมือให้เด็กๆ สวมใส่เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย อวยพรให้สุขภาพแข็งแรงและอายุยืน