เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 4 : ตัดสินใจจะใช้ชีวิตแบบไหน
หลินซินเยว่อายุได้เก้าเดือนแล้วใกล้จะครบขวบปีแรกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ร่างกายเริ่มแข็งแรงขึ้นมากคลานได้คล่องแคล่ว บางครั้งยังเกาะขอบเตียงลุกยืนเองได้สั้น ๆก่อนจะทรุดนั่งลงเมื่อขาทั้งสองข้างยังไม่แข็งแรงพอ
ทุกเช้าเสียงแรกที่เธอได้ยินคือเสียงเพลงกล่อมเบา ๆของหวังซูเจินที่มักร้องคลอไปพร้อมกับอุ้มเธอลุกจากเตียง เป็เพลงพื้นบ้านง่าย ๆที่แม่บอกว่าเป็เพลงที่ย่าของแม่เคยร้องให้ฟังตอนเด็กทำนองไม่ซับซ้อนแต่ฟังกี่ครั้งก็รู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้ง
"ตื่นแล้วเหรอลูกแม่" แม่จะพูดทักทายด้วยรอยยิ้มเป็ประจำทุกเช้าไม่เคยขาดสักวัน ก่อนจะอุ้มเธอไปล้างหน้าล้างตัวด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นมือที่แตะผิวเธอเบาบางราวกับกลัวว่าจะทำร้ายได้ถ้าไม่ระวังให้ดีพอ
มื้อเช้ามักเป็ข้าวต้มบดละเอียดที่แม่เตรียมเองทุกวันไม่เคยให้คนอื่นทำแทนแม้ในวันที่เหนื่อยล้าจากงานเย็บผ้า เธอจะป้อนทีละคำช้า ๆพร้อมเล่าเื่ราวต่าง ๆ ให้ฟังไปด้วย ทั้งที่รู้ดีว่าลูกสาวยังฟังไม่เข้าใจทุกคำ
"วันนี้อากาศดีนะลูก เดี๋ยวกินเสร็จแม่จะพาไปเดินเล่นในลานหน่อย"แม่พูดพลางเช็ดมุมปากเล็กๆ ที่เปื้อนข้าวให้
่สายมักเป็เวลาที่ย่าเดินมาเยี่ยมที่ห้อง หอบขนมหวานเล็ก ๆ ติดมือมาด้วยเสมอทั้งที่แม่เคยบอกหลายครั้งว่ายังเด็กเกินไปที่จะกินขนมพวกนี้ย่าก็ยังแอบป้อนให้ทีละนิดอยู่ดี พร้อมกระซิบว่า "อย่าบอกแม่หลานนะ"ราวกับกำลังทำความลับสนุก ๆ ร่วมกับทารกที่ยังพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ
ตกบ่ายก็เป็เวลาที่พี่ชายทั้งสองแวะมาเล่นด้วยหลังเลิกเรียนพิเศษจื้อิชอบเอาหนังสือภาพมานั่งอ่านให้เธอฟัง แม้เนื้อหาจะยากเกินวัยทารกไปมากส่วนจื้อเฉิงชอบทำหน้าตลก ๆ จนน้องสาวหัวเราะเสียงดังทุกครั้ง
วันไหนที่พ่อไม่ได้เข้าเวรที่ค่ายทหารเขาจะรีบกลับมาให้ทันมื้อเย็น อุ้มลูกสาวขึ้นพาดบ่าเดินรอบลานบ้านทั้งที่เครื่องแบบทหารยังไม่ทันเปลี่ยนเสียงหัวเราะของทั้งคู่มักดังไปทั่วบริเวณจนคนในบ้านหลังอื่นต้องหันมามอง
ทุกคืนก่อนนอนแม่จะกล่อมเธอด้วยการลูบหลังเบา ๆ พร้อมพูดคำเดิมซ้ำ ๆ ทุกครั้งไม่เคยเปลี่ยน"หลับให้สบายนะลูกแม่ พรุ่งนี้เจอกันใหม่ลูกรัก..."
ชีวิตประจำวันแบบนี้ผ่านไปเรื่อยๆ อย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความสุขหลินซินเยว่รู้สึกอิ่มเอมใจทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา แล้วพบว่ามีคนรอเธออยู่เสมอไม่ว่าจะเป็เสียงเพลงกล่อมของแม่ ขนมแอบซ่อนของย่า หรือเสียงหัวเราะของพี่ชาย
แต่ไม่ใช่ทุกวันจะราบรื่นไปหมด
สัปดาห์ก่อนหน้านั้นเธอเป็ไข้ขึ้นสูงกะทันหันตอนกลางดึกตัวร้อนจนแม่ต้องรีบปลุกทุกคนในบ้านให้ตื่นมาช่วยกันย่าเดินวนไปมาด้วยความเป็ห่วงปู่รีบให้คนไปตามลุงรองที่เป็แพทย์แผนจีนมาดูอาการทันทีทั้งที่ตอนนั้นเป็เวลาตีสองแล้ว
เธอจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดีตัวร้อนผ่าวจนแสบตาร้องไห้ไม่หยุดเพราะไม่รู้จะสื่อสารความเจ็บป่วยออกมาอย่างไรให้ใครเข้าใจแต่ทุกคนในห้องกลับไม่มีใครแสดงท่าทีตื่นตระหนกจนเกินเหตุมีแต่ความใส่ใจที่แน่วแน่ราวกับการดูแลเธอคือเื่สำคัญที่สุดในชีวิตของทุกคนตอนนั้น
แม่อุ้มเธอไว้แนบอกตลอดทั้งคืนใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวให้เป็ระยะ ไม่ยอมวางเธอลงแม้แต่นาทีเดียวจนกระทั่งไข้ลดลงตอนใกล้รุ่งสาง แม่ถึงยอมหลับตาพักผ่อนบ้างแต่ก็ยังอุ้มเธอไว้ในอ้อมแขนเหมือนเดิม
เช้าวันถัดมาทุกคนในบ้านต่างมาเยี่ยมดูอาการทีละคนแม้แต่ลุงใหญ่กับลุงรองที่ปกติไม่ค่อยได้เข้ามาในห้องส่วนตัวของครอบครัวก็ยังแวะมาถามไถ่ด้วยความห่วงใย
ความเจ็บป่วยครั้งนั้นแม้จะทรมานแต่กลับทำให้เธอได้เห็นชัดเจนกว่าที่เคยว่าความรักของคนในบ้านนี้ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูแต่เป็การกระทำที่พร้อมทุ่มเทให้เธอโดยไม่มีเงื่อนไขจริง ๆ
คืนหนึ่งหลังจากพ้น่ป่วยไข้มาได้สักพักและทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเป็ปกติอีกครั้ง หลินซินเยว่นอนอยู่ในความมืดแสงจันทร์สาดผ่านกระดาษบานหน้าต่างเป็เงาสลัวจับที่เพดานเธอนอนนิ่งคิดทบทวนสิ่งที่ผ่านมาตลอดหลายเดือนที่ได้ใช้ชีวิตในร่างเล็ก ๆ นี้
ภาพเพลงกล่อมของแม่ทุกเช้าขนมแอบซ่อนของย่า เสียงหัวเราะของพี่ชาย บ่าที่แข็งแรงของพ่อและคืนที่ทุกคนไม่ยอมทิ้งเธอไว้คนเดียวตอนป่วยไข้ ผุดขึ้นมาในหัวทีละภาพ
*ความสุขแบบนี้แหละ...ที่ชาติก่อนของฉันไม่เคยมีเลยสักครั้ง*
ความคิดถึงชาติก่อนเริ่มจางลงเป็ความทรงจำที่อบอุ่นมากกว่าความเศร้าความอึดอัดจากร่างกายที่บังคับไม่ได้ก็ค่อย ๆกลายเป็เื่ที่ยอมรับได้มากขึ้นทุกวันสิ่งที่เหลืออยู่ตอนนี้คือคำถามใหญ่ข้อเดียวที่เธอยังไม่เคยตอบตัวเองอย่างจริงจัง— ชาตินี้เธอจะใช้ชีวิตแบบไหนกันแน่ ถึงจะไม่ทำให้ความรักที่ได้รับมาต้องสูญเปล่า
*แค่บอกตัวเองว่า "จะมีเวลาให้ครอบครัว"มันคงไม่พอหรอก...ต้องคิดให้ละเอียดกว่านี้*
เธอเริ่มทบทวนจากสิ่งที่ได้เห็นมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาบ้านหลังนี้ใหญ่โต มั่นคง มีคนในตระกูลทำงานสำคัญหลายตำแหน่งแต่ความมั่นคงแบบนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ายิ่งมีชื่อเสียงมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็ที่จับตามองมากเท่านั้น โดยเฉพาะใน่เวลาที่บ้านเมืองเริ่มไม่แน่นอน
ถ้าเธอใช้ความรู้จากอนาคตอย่างไม่ระวังเร่งรีบสร้างความร่ำรวยให้ครอบครัวจนโดดเด่นเกินไปนั่นอาจกลายเป็การดึงความสนใจมาสู่ตระกูลหลินโดยไม่จำเป็ ในทางกลับกันถ้าเธอไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้ทุกอย่างเป็ไปตามธรรมชาติครอบครัวก็อาจต้องเผชิญกับความยากลำบากที่เธอรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วโดยไม่ได้เตรียมตัว
*ทางสายกลางน่าจะเป็คำตอบที่ดีที่สุด*
เธอตัดสินใจว่าจะไม่รีบร้อนไม่โลภ จะใช้ความรู้ที่มีอย่างระมัดระวังที่สุด ทีละก้าวเล็ก ๆไม่ใช่เพื่อสร้างความร่ำรวยแบบก้าวะโจนน่าใแต่เพื่อสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนและไม่สะดุดตาใคร เหมือนต้นไม้ใหญ่ในลานบ้านที่ไม่ได้โตขึ้นในชั่วข้ามคืนแต่ค่อย ๆ หยั่งรากลึกลงไปทีละปีจนแข็งแรงพอจะทนต่อพายุได้ทุกฤดู
นอกจากเื่ความมั่นคงของครอบครัวเธอยังคิดถึงเื่ความสัมพันธ์กับคนรอบตัวด้วยในชาติที่แล้วเธอทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับงาน จนไม่เหลือเวลาให้กับคนที่รักเธอจริงๆครั้งนี้เธอไม่อยากทำผิดพลาดแบบเดิมซ้ำอีก แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่อยากเป็ภาระให้ใครมากเกินไปจนทุกคนต้องคอยเป็ห่วงเธอตลอดเวลาเหมือนคืนที่เธอไข้ขึ้นสูง
*ต้องหาจุดสมดุลให้เจอ ระหว่างการพึ่งพาคนอื่นกับการดูแลตัวเองระหว่างการทำเพื่ออนาคตกับการอยู่กับปัจจุบัน*
เธอนึกถึงคำพูดของแม่ในชาติที่แล้วที่เคยบอกเธอตอนเด็กๆ ว่า "ชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่เื่งาน ลูกต้องแบ่งเวลาให้ตัวเองบ้าง"ตอนนั้นเธอไม่เคยเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูดนั้นเลยจนกระทั่งชีวิตหมดลงอย่างเดียวดายในห้องพักครู เธอถึงได้เข้าใจว่าแม่พูดถูกมาตลอด
ชาตินี้เธอจึงตั้งเป้าหมายไว้ในใจอย่างชัดเจนเป็ข้อๆ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกลอย ๆ อีกต่อไป
ข้อแรกจะใช้ความรู้จากอนาคตสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวอย่างค่อยเป็ค่อยไป ไม่หวือหวาไม่โอ้อวด
ข้อสองจะให้เวลากับคนในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่เมื่อมีเวลาว่างเหลือจากงานแต่ต้องจัดเวลาให้กับพวกเขาเป็ลำดับความสำคัญอันดับต้น ๆ
ข้อสามจะไม่ลืมดูแลตัวเองด้วย ทั้งร่างกายและจิตใจเพราะถ้าเธอล้มลงอีกครั้งเหมือนชาติที่แล้วก็คงไม่มีประโยชน์อะไรกับความรู้และโอกาสที่ได้รับมา
ข้อสี่จะไม่ปิดกั้นความรักที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็ความรักแบบไหนก็ตามเพราะในชาติที่แล้วเธอปิดกั้นตัวเองจากความสัมพันธ์มากเกินไปจนไม่เหลือใครข้างกายเลยสักคน
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้เธอรู้สึกเบาใจขึ้นอย่างประหลาดราวกับว่าการได้จัดระเบียบความคิดของตัวเองอย่างเป็ระบบทำให้ความกลัวและความสับสนที่สะสมมาตลอดหลายเดือนค่อย ๆ คลี่คลายลง
*ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบั้แ่วันแรกแค่เดินไปทีละก้าวตามหลักการที่วางไว้ก็พอ*
นอกหน้าต่างเสียงจิ้งหรีดร้องแทรกความเงียบของค่ำคืนเป็จังหวะสม่ำเสมอลมเย็นพัดผ่านเข้ามาทางช่องหน้าต่างเล็กๆ ทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นร่างกายเล็กๆ ที่ยังบังคับไม่ได้เต็มที่เริ่มรู้สึกง่วงตามธรรมชาติของทารก
ก่อนจะหลับตาลงเธอกระซิบคำสัญญากับตัวเองอีกครั้งเบา ๆ ในใจราวกับ้าปิดผนึกความตั้งใจนี้ไว้ให้แ่าที่สุด
*ชาตินี้ ฉันจะใช้ชีวิตอย่างมีสติ มีเป้าหมายแต่ก็ไม่ลืมที่จะมีความสุขไปพร้อมกันด้วยฉันจะไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องเสียใจอีกครั้งเหมือนที่เคยเป็มา*
รุ่งเช้าวันถัดมาเมื่อแม่เดินเข้ามาปลุกตามเวลา ก็พบว่าลูกสาวตัวน้อยนอนหลับอย่างสงบใบหน้าเรียบเนียนไร้กังวลราวกับทารกทั่วไป ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าคืนที่ผ่านมาเด็กตัวเล็กคนนี้เพิ่งวางรากฐานทางความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางของทั้งครอบครัวไปตลอดกาล