หลินซื่อกล่าว “ก่อนหน้านี้แม่จะจัดผู้ดูแลเรือนให้เจ้า เจ้าก็ไม่ยอม เอาอย่างนี้แล้วกัน แม่จะเลือกคนที่ไว้ใจได้และมีฝีมือมาอยู่ในเรือนเจ้าสักคน ต่อไปหากมีเรื่องอะไร จะได้มีคนคอยช่วยดูแล”
“ม่านซูเชื่อฟังท่านแม่เจ้าค่ะ”
หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เสิ่นม่านซูก็ดึงป้านเซี่ยเข้าห้อง แล้วปิดประตูให้เรียบร้อยทันที
นางมองใบหน้าเล็กๆ ที่บวมเป่งของป้านเซี่ย แววตาลึกล้ำอย่างยิ่ง “ป้านเซี่ย ลำบากเจ้าแล้ว”
“ไม่ลำบากๆ โดนตบทีเดียวเองเจ้าค่ะ”
ป้านเซี่ยฉีกยิ้ม ทันใดนั้นกลับกระเทือนไปถึงใบหน้า เจ็บจนต้องแยกเขี้ยวสูดปาก
เดิมทีนางมีรูปโฉมหวานละมุน ใบหน้าเล็กๆ ยังมีคราบน้ำตาติดอยู่ ทว่ากลับยิ้มซื่อๆ ยืนรอรับคำชมอย่างน่าเอ็นดู
“คุณหนู ป้านเซี่ยเก่งมากใช่หรือไม่เจ้าคะ บ่าวขวางคุณหนูสี่ไว้ได้ด้วย! จริงสิ บ่าวยังกัดนางด้วยนะเจ้าคะ!”
เมื่อเห็นรอยยิ้มซื่อของเจ้าคนโง่น้อยผู้น่ารักคนนี้ เสิ่นม่านซูก็ทั้งหัวเราะไม่ออกทั้งปวดใจ
นางยังจำได้ เจ้าของร่างเดิมในนิยายต้นฉบับโง่เขลาอย่างยิ่ง ภายหลังถึงกับคิดใช้สาวใช้คนสนิทไปผูกใจองค์ชายเจ็ด!
ตอนนั้นเมื่อป้านเซี่ยรู้ว่าเจ้าของร่างเดิมจะส่งนางเข้าห้องขององค์ชายเจ็ด นางก็คุกเข่าอ้อนวอนอยู่หน้าห้องของเจ้าของร่างเดิมตลอดทั้งคืน
แต่ก็มิอาจทำให้เจ้าของร่างเดิมเปลี่ยนใจได้ สุดท้าย ป้านเซี่ยก็เลือกแขวนผ้าขาวยาวสามฉื่อบนคาน
ก่อนปลิดชีพตนเอง ป้านเซี่ยบอกกับเจ๋อหลันว่าหากนางยอมมอบกายให้องค์ชายเจ็ด นั่นคือการทรยศต่อคุณหนู อีกทั้งหลังจากสตรีมอบกายให้บุรุษแล้ว ความคิดบางอย่างก็จะเปลี่ยนไป
บางครั้งแม้แต่ความคิดตนเองยังควบคุมไม่ได้ แล้วจะนับประสาอะไรกับหัวใจเล่า นางไม่อยากทรยศคุณหนู ดังนั้นจึงทำได้เพียงเลือกความตาย
สาวใช้ใสซื่อคนหนึ่งยังมองเรื่องนี้ได้ทะลุปรุโปร่งถึงเพียงนี้ แต่เจ้าของร่างเดิมกลับดื้อดึงหลงผิด ไม่ยอมตื่นรู้เสียที
แน่นอนว่าผู้แต่งโง่เง่าผู้มีค่านิยมพังทลายไม่ได้คิดเช่นนั้น เพียงแค่ทรมานตัวละครเพื่อความสะใจเท่านั้น
สาวใช้สองคนที่จงรักภักดีอย่างสุดหัวใจ สุดท้ายจุดจบล้วนตายอย่างน่าอนาถ
เสิ่นม่านซูมองป้านเซี่ยแล้วมองเจ๋อหลัน ตัดสินใจว่าจะต้องปฏิบัติต่อเด็กสาวสองคนนี้ให้ดี รอวันหน้าพวกนางโตขึ้นอีกหน่อย ก็จะช่วยหาคู่ครองที่ถูกใจและสมปรารถนาให้พวกนาง
เจ๋อหลันที่อยู่ด้านข้างลอบถอนหายใจโล่งอกในใจ แต่นางเป็นคนปากร้ายใจอ่อนโดยแท้
เจ๋อหลันใช้ไข่ไก่ประคบหน้าป้านเซี่ยพลางกล่าวว่า “เก่งตรงไหนกัน คนเก่งบ้านไหนใช้หน้าตัวเองไปรับเท้าคนอื่น?”
ป้านเซี่ยยื่นปาก “ก็ข้าไม่ทันตั้งตัวนี่นา ใครจะไปรู้เล่า ฮูหยินใหญ่มาแล้วแท้ๆ แต่คุณหนูสี่กลับยังลงมืออีก”
เจ๋อหลันครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้ามาเรียนวิชาหมัดเท้ากับข้าบ้างดีหรือไม่”
“ของเจ้าไม่ใช่ว่าวิชาเสียหน่อย เจ้าก็แค่ยอดหญิงจอมพลังต่างหาก”
เจ๋อหลัน “…”
คุณหนูสี่ไปก่อเรื่องที่เรือนของคุณหนูสาม สุดท้ายถูกขังไว้ในศาลบรรพชน
ไม่นาน ทั่วทั้งจวนแม่ทัพตั้งแต่เจ้านายจนถึงบ่าวรับใช้ล้วนรู้เรื่องนี้กันหมด
เมื่ออนุชุยมารดาผู้ให้กำเนิดของเสิ่นอี๋เหวินได้ยินเข้า ก็ปวดใจจนแทบทนไม่ไหว แต่นางไม่กล้าไปหาหลินซื่อฮูหยินใหญ่ สุดท้ายจนปัญญา จึงได้แต่ร้องไห้ไปหาตู้ซื่อ
ขณะนั้น ตู้ซื่อกำลังตำหนิเสิ่นหลิงหลงที่เพิ่งกลับมาจากลานฝึกยุทธ์
เดิมทีเสิ่นหลิงหลงถูกมารดาบ่นจนหูแทบขึ้นตาปลาแล้ว แต่พอได้ยินอนุชุยร้องไห้สะอึกสะอื้นเล่าเรื่องซ้ำอีกครั้ง นางก็กล่าวอย่างเสียดายอย่างยิ่ง “เฮ้อ รู้อย่างนี้ข้าไม่น่าไปลานฝึกยุทธ์เลย จะได้ตามเรื่องสนุกฉากนี้ทัน”
ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียดายอย่างล้นหลาม
มุมปากของตู้ซื่อกระตุกเล็กน้อย
นางรู้อยู่แล้ว ลูกสาวคนนี้เกิดมาผิดเพศ ควรจะเป็นเจ้าบุตรชายตัวเหม็นต่างหาก! แต่ถึงจะน่ารำคาญเพียงใดก็ยังเป็นบุตรสาวแท้ๆ ตู้ซื่อจึงถลึงตาใส่บุตรสาวหลายครั้ง
จากนั้นนางจึงหันกลับมากล่าวกับอนุชุยที่คิ้วเรียวตาเล็กอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ใช่ว่าข้าจะว่าเจ้านะ เจ้าร้องไห้กับข้าแล้วมีประโยชน์อะไร คนที่ลงโทษนางคือพี่สะใภ้ใหญ่ต่างหาก”
“ข้าไม่กล้าไปหาฮูหยินใหญ่…และนี่เป็นเรื่องของบ้านสามนะเจ้าคะ ต่อให้เหวินเอ๋อร์ทำผิด ทว่าก็แค่ตีสาวใช้คนหนึ่งไม่ใช่หรือ หากจะลงโทษ ก็ไม่ควรลงโทษหนักถึงเพียงนี้นี่เจ้าคะ” อนุชุยกล่าวพลางสะอื้นไห้
ตู้ซื่อเบะปาก พูดเสียเหมือนว่าข้ากล้าไปหาพี่สะใภ้ใหญ่อย่างนั้นแหละ
นางจึงกล่าวว่า “พี่สะใภ้ใหญ่จะไม่ลงโทษได้หรือ ซูเอ๋อร์เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของนาง เรื่องนี้ข้าช่วยเจ้าไม่ได้หรอกนะ ใครใช้ให้เหวินเอ๋อร์ไปหาเรื่องซูเอ๋อร์เล่า”
บทที่ 78 คุณหนูสามเข้าข้างคนของตน
อนุชุยผู้นี้เดิมทีเป็นญาติผู้น้องจากบ้านเดิมของตู้ซื่อ
ตอนนั้นตู้ซื่อไม่มีบุตรชาย จึงเลือกญาติผู้น้องจากบ้านเดิมสองคนแล้วส่งเข้าห้องของนายท่านสามเสิ่นด้วยตนเอง
ซึ่งก็คืออนุชุยกับอนุหลี่
หลายปีมานี้ ตู้ซื่อกับญาติผู้น้องทั้งสองอยู่ร่วมกันค่อนข้างกลมเกลียว ดังนั้นแม้ทั้งจวนแม่ทัพจะมีเพียงบ้านสามที่มีอนุ แต่ก็ไม่เคยก่อเรื่องวุ่นวายอะไร
นับว่ายังอยู่กันอย่างปรองดอง
แต่ต่อให้ปรองดองเพียงใด ตู้ซื่อก็ไม่มีทางไปล่วงเกินหลินซื่อเพื่อนาง
อนุชุยรู้ว่าตู้ซื่อไม่ยินดีล่วงเกินฮูหยินใหญ่เพื่อบุตรสาวอนุคนหนึ่ง แต่นั่นคือการคุกเข่ารับโทษในศาลบรรพชนเชียวนะ!
คุกเข่าตั้งสามวัน จากนั้นยังต้องปิดประตูสำนึกผิดอยู่ในเรือนอีกสามเดือน มิหนำซ้ำนางยังได้ยินว่าเสิ่นอี๋เหวินยังมีเลือดเต็มหน้าอีกด้วย!
บุตรสาวทั้งคน ไม่ว่าใครก็ต้องปวดใจ
สุดท้ายอนุชุยทำได้เพียงสะอื้นไห้จากไป
ไม่นานก็มีสาวใช้มารายงานว่าอนุชุยไปหานายท่านสามที่ห้องหนังสือ
ตู้ซื่อแค่นเสียงเย็น “ฮึ เหนื่อยเปล่า”
หลังพึมพำจบ ตู้ซื่อพลันรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง พอกวาดตามองไปรอบๆ ดวงตาดอกซิ่ง[1]ก็เบิกกว้างทันที
หลงเอ๋อร์หายไปไหนแล้ว!
แน่นอนว่าเสิ่นหลิงหลงย่อมหนีไปแล้ว
หากไม่รีบหนี นางก็กลัวว่าตนเองจะถูกมารดาบ่นจนเสียสติไปเสียก่อน
เสิ่นหลิงหลงแคะหู เดิมทีตั้งใจจะกลับไปยังเรือนของตน แต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่ามารดาอาจส่งคนไปเฝ้าอยู่ที่นั่น นางจึงเลี้ยวเดินมุ่งหน้าไปทางศาลบรรพชนแทน
ขณะเดียวกัน ภายในเรือนว่านโซ่ว ชิวเย่ว์ได้เล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบให้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นฟังอย่างครบถ้วน นางเล่าพลางนวดขาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น
หลังฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นฟังจบ สีหน้าก็ไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย นางหรี่ตาเอ่ยถามว่า “ชิวเย่ว์ เจ้ามองอย่างไร”
“ชิวเย่ว์โง่เขลา จะมีความเห็นอะไรได้เล่าเจ้าคะ” ชิวเย่ว์ยิ้มกล่าว
ในฐานะสาวใช้คนสนิทข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น นางต้องไม่เอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ในจวนแม่ทัพ นางจงรักภักดีต่อบรรพชนหญิงเพียงผู้เดียวเท่านั้น
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเงยหน้ายิ้มอย่างจนใจเล็กน้อย “เจ้านี่นะ ระมัดระวังเกินไปแล้ว ถือเสียว่าคุยเล่นตามสบายก็ได้ ข้าเพียงอยากรู้ว่าพวกเจ้ามองเรื่องนี้อย่างไรเท่านั้น”
“เจ้าค่ะ” ชิวเย่ว์พยักหน้า จากนั้นจึงกล่าวว่า “เรื่องวันนี้ คุณหนูสี่วู่วามเกินไปเจ้าค่ะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยิ้มบาง “ก็แค่ใจร้อนอยากให้สำเร็จ พอไม่สำเร็จก็โกรธจนพาลเท่านั้น”
นางมีความคิดมากมาย แต่กลับไม่มีความสามารถมากพอจะรองรับความทะเยอทะยานเหล่านั้น ดังนั้นจึงกลายเป็นสภาพเช่นวันนี้
หากไม่รู้จักสำนึกและแก้ไข วันหน้าอาจนำภัยมาสู่ตนก็เป็นได้
ในสายตาฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น สิ่งที่หลินซื่อลงโทษในวันนี้ไม่นับว่าหนักอะไร อีกทั้งยังทำเพื่อเสิ่นอี๋เหวินด้วยซ้ำ ที่เหลือก็ต้องดูว่านางจะรู้ตัวหรือไม่แล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นมองชิวเย่ว์ “แล้วคุณหนูสามเล่า”
“คุณหนูสามเข้าข้างคนของตน ส่วนสาวใช้ของนางก็ปกป้องนายเจ้าค่ะ” ชิวเย่ว์กล่าวอย่างอ่อนโยน
อย่างไรเสีย สำหรับบ่าวรับใช้อย่างพวกเขา ย่อมชอบนายที่เข้าข้างคนของตนอย่างคุณหนูสามมากกว่าเป็นธรรมดา
บัณฑิตยอมตายเพื่อผู้รู้ใจ สตรียอมแต่งโฉมเพื่อผู้ชื่นชม[2]
ก็เพราะเสิ่นม่านซูเข้าข้างคนของตนเช่นนี้ ทั้งยังดีต่อสาวใช้ของตนเป็นพิเศษ ป้านเซี่ยกับเจ๋อหลันจึงได้ภักดีต่อนางถึงเพียงนั้น
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นได้ยินสิ่งที่ตนอยากฟังแล้วก็หรี่ตายิ้ม “เมื่อก่อนเด็กคนนี้ออกจะไม่รู้ความอยู่บ้าง แต่พอได้รับบทเรียน บัดนี้ก็รู้ความขึ้นมากแล้ว”
“นั่นย่อมเป็นเรื่องธรรมดาเจ้าค่ะ อย่างไรคุณหนูสามก็เป็นหลานสาวแท้ๆ สายตรงของท่านนี่เจ้าคะ” ชิวเย่ว์ยิ้มกล่าว
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นหรี่ตา ใบหน้าสงบสุขุมอย่างยิ่ง
ส่วนทางด้านเสิ่นหลิงหลง นางเดินมาถึงศาลบรรพชนแล้ว หลังจากยั่วโมโหเสิ่นอี๋เหวินไปยกหนึ่ง ก็รีบไปยังเรือนของเสิ่นม่านซูทันที
เสิ่นม่านซูกำลังเอนกายพิงเบาะนุ่ม มองถ้วยหยกขาวตรงหน้าอย่างเหม่อลอย อดคิดถึงภาพที่จวนตระกูลไป๋เมื่อครู่ไม่ได้
ต้นขาทองคำไป๋คงเคืองนางแล้วกระมัง
ทว่าผิวของอีกฝ่ายดีจริงๆ หรือว่าเขาปรุงขี้ผึ้งบำรุงผิวอะไรให้ตนเองใช้กันนะ?
[1] ดวงตาดอกซิ่ง หมายถึง ตากลมรี ขอบตาโค้งมน หางตาไม่เชิด ดูสดใส อ่อนหวาน และมีชีวิตชีวา
[2] บัณฑิตยอมตายเพื่อผู้รู้ใจ สตรียอมแต่งโฉมเพื่อผู้ชื่นชม หมายถึง คนเราย่อมพร้อมทุ่มเทให้ผู้ที่เข้าใจ เห็นคุณค่า หรือชื่นชมตนเอง