การผจญภัยของสามแสบ10
ภายในห้องเรียนที่เวลานี้แตกต่างงออกไปจากครั้งทุก นั้นเป็นเพราะบรรยากาศในห้องนั้นถูกกดทับด้วยพลังบ้างจากอย่างซึ่งขนาดอาจารย์ที่สอนอยู่หน้าห้องยังรู้สึกถูกพลังนั้นกดทับไปด้วย เอ่ยปากบอกก็ทำไม่ได้
ซึ่งตัวต้นเหตูนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน คนที่ปล่อยพลังออกมานั้นคือซิวเสี่ยวฮวานั้นเอง นางไม่มีอารมณ์จะเรียนอะไรทั้งนั้น นางโมโหจนปล่อยพลังออกมา ส่วนพี่ชายทั้งสองก็ไม่เอ่ยห้ามอะไร นั่งเรียนต่อไปอย่างรู้หน้าที่
“เอ่อ คือว่า นักเรียนวันนี้อย่าลืมทำการบ้านมาส่งอาจารย์ด้วยนะ” อาจารย์ที่อยากจะหนีออกมาจากห้องเร็วๆ ก็เอ่ยขึ้นบอกพลางรีบเดินออกมาห้องไป แต่แล้วก็ต้องลื่นล้ม เมื่อจู่ๆ ก็มีแผ่นดินไหวอยู่ในโรงเรียน
ครืน!!
“ดูนั้นสิพวกเรา”
เด็กนักเรียนต่างพากันชี้นิ้วไปที่กลางลานกว้างที่เอาไว้ใช้ในการวิ่ง เกิดมีสิ่งประหลาดโผล่ขึ้นมากลางโรงเรียน
“จะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า” นักเรียนร้องถามด้วยความตกใจกลัวว่าจะเกิดขึ้นเหมือนในข่าวที่ออกมา
ผู้เป็นอาจารย์ก็ได้แต่ขมวดคิ้ว อย่างไม่รู้จะอธิบายยังไงดี เพราะไม่คิดว่าก่อนว่าโบราณสถานที่วงในพูดคุยกันจะมาเกิดขึ้นที่โรงเรียนแบบนี้
“นักเรียนทุกคนอยู่ในห้อง” เสียงเหล่าอาจารย์ต่างพากันร้องบอกก่อนจะพากันวิ่งหายออกไปทันที
“ดูนั้นสิ ม่านอาณาเขตมันกำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้ว” ซิวเสี่ยวซานเอ่ยขึ้น มันแปลกไปจากสิ่งที่เห็นเมื่อคืนเพราะม่านอาณาเขตมันสามารถขยายใหญ่ขึ้นได้เรื่อยๆ ราวกับว่าจะกลืนกินสิ่งรอบข้างหรือดึงดูดสิ่งรอบข้างเข้าหาตัวเอง
“เฮ้ย! มันใกล้เข้ามาหาพวกเราแล้ว” พวกนักเรียนต่างพากันตะโกนทันทีเมื่อเห็นว่าโบราณสถานโผล่ขึ้นมาแบบเต็มๆ ตา ก่อนที่ม่านอาณาเขตจะเริ่มขยายเข้ามาใกล้กับอาคารเรียน
“เกิดอะไรขึ้นทำไมมันดูดพวกเราเข้าไปด้วยละ” ม่านอาณาเขตทำการดูดผู้คนเข้ามาด้านในทันทีอย่างรวดเร็ว จนไม่มีใครหนีได้ทัน ไม่นานทั่วทั้งโรงเรียนก็ถูกปกคลุมไปด้วยม่านอาณาเขต
“เกิดอะไรขึ้นกัน!! เด็กๆ อยู่รวมตัวกันเอาไว้” อาจารย์หนุ่มร้องบอกทันทีแม้จะมึนงงอยู่บ้างว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่ก็ยังมีสติพอที่จะบอกนักเรียนของตัวเองอยู่บ้าง
“หากอยากรอดก็ต้องสู้” ซิวเสี่ยวซืออ่านตัวหนังสือที่อยู่บนม่านอาณาเขตมันตัวใหญ่พอที่จะทำให้ทุกคนในที่นี่มองเห็น
“สู้? สู้อะไรกัน หรือเราต้องสู้กันเอง” ชายหนุ่มร้องถามอย่างไม่เข้าใจ
ครืน!!
ไม่นานตัวโบราณสถานก็สั่นไหวทำให้ทุกคนพากันหันไปมองทันที ประตูทางเข้าของโบราณสถานก็เปิดขึ้นพร้อมกับมีฮอบบิทตัวเล็กๆ พากันวิ่งออกมาโดยในมือมีขวานขนาดใหญ่วิ่งไล่ฟันพวกนักเรียน
“กรี้ด!!”
เสียงกรีดร้องพร้อมกับความโกลาหนที่เกิดขึ้นมาทันที ทุกคนพากันวิ่งหนีทันทีด้วยเพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน
“กำลังคันไม้คันมืออยู่พอดี” ซิวเสี่ยวฮวาบอกเพราะยังไม่หายโมโหหม่ากวนเลยแม้แต่น้อย
ตู้ม!
ร่างบางพุ่งเข้าไปกลางวงก่อนจะเรียกกระบี่ออกมาจากนั้นก็ตวัดไปมาทันทียิ่งผ่านไปนานก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ซิวเสี่ยวฮวารู้สึกว่าเท่านี้มันยังไม่เพียงพอมันต้องมากกว่านี้
“นั้นมันเด็กใหม่นี่ ไม่คิดว่าจะเก่งขนาดนั้น” ชายหนุ่มเอ่ยบอกพลางมองซิวเสี่ยวฮวาที่จัดการกับพวกฮอบบิทไปด้วยความดุดัน เหมือนกำลังโมโหใครบางคนมาแล้วเอามาลงที่พวกฮอบบิทพวกนั้น
“เชื่อสายตาของฉันหรือยังว่าเด็กพวกนั้นไม่ธรรมดา” ชายหนุ่มเอ่ยบอกยิ้ม ก่อนจะปล่อยหมัดออกไปเมื่อมีฮอบบิทพุ่งเข้ามาโจมตีพวกเขา
“ฉันว่านะหัวหน้า พวกนั้นเก่งกว่าพวกเราแน่” ชายหนุ่มอีกคนเอ่ยบอกพลางกระโดดถีบฮอบบิทไปด้วย
“ดูสิ พวกฮอบบิทหมดไปแล้ว” ชายหนุ่มอีกคนเอ่ยบอกเมื่อมองไปที่เด็กทั้งสามคนจัดการพวกฮอบบิทที่อยู่ด้านหน้าไปหมดแล้ว เหลือเพียงไม่กี่สิบตัวเท่านั้นที่หนีรอดออกมาได้
“ตอนเล่นในเกมมันไม่ได้น่ากลัวแบบนี้นะ” ชายหนุ่มอีกคนเอ่ยบอก พลางกดมือถือเล่นเกมไปด้วย
โฮก!!!
“เสียงอะไรนะ” ชายหนุ่มที่เล่นเกมอยู่นั้นเอ่ยถามทันทีเมื่อได้ยินเสียงร้องพร้อมกับเสียงวิ่ง ที่ทำให้พื้นสั่นไหวไม่ต่างจากแผ่นดินไหว
“ถอยออกไปไกลๆ” ซิวเสี่ยวซือเอ่ยบอกคนอื่นๆ เพราะไม่ต้องการตัวเกะกะ จากนั้นเขาก็ถอยหลังมาห่างห้าเมตรกับน้องชายของเขา ปล่อยให้ซิวเสี่ยวฮวาจัดการกับตัวที่กำลังจะออกมา
“ถ้าไม่เก่งนะ แม่จะสับให้เละไปเลย” ซิวเสี่ยวฮวาเอ่ยขึ้น
โฮก!!
ทันทีที่ออกมาสัตว์อสูรที่ทุกคนมองดูก็รู้ว่าเป็นช้าง แต่มันไม่ร้องมาเหมือนช้างเลยสักนิด ดวงตาของมันแดงก่ำงาของมันยาวจนลากดินตัวของมันใหญ่สี่เมตร
ตู้ม!!
เมื่อมันออกมาได้ก็ใช้งวงของมันสาดใส่ซิวเสี่ยวฮวาที่ยืนรออยู่แล้วทันที โดยไม่ปล่อยให้เสียเวลา ฝุ่นควันลอยไปทั่วบริเวณนั้นจนมองไม่เห็นอะไร แถมบริเวณรอบๆ นั้นยังปริแตกเป็นหลุมลึกอีกต่างหาก
“ไม่จริงน่า คราวนี้เราไม่รอดแน่” เสียงร้องของบางคนดังขึ้นเมื่อได้เห็นภาพเบื้องหน้า พลางคิดว่าถ้าเด็กคนนั้นไม่อวดเก่งยืนอยู่ตรงนั้นอาจจะไม่ตายก็ได้
“บ้าน่า ขนาดเด็กคนนั้นยังจัดการไม่ได้เลยเหรอเนี่ย” ชายหนุ่มที่เล่นเกมอยู่ถึงกับต้องทิ้งมือถือแล้วเอ่ยขึ้นมาทันทีอย่างไม่อยากเชื่อ
“ไม่หรอก ดูพี่ชายของน้องคนนั้นสิเขายังยืนนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย” ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มเอ่ยขึ้นเมื่อมองเห็นพี่ชายทั้งสองของซิวเสี่ยวฮวาที่มีท่าทีที่เงียบนิ่งไม่ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น