มู่ซื่อเฉิง ไป๋หู่ หลี่ซีหยานและพวกต้าถง เดินทางมาถึงอาคารหลังที่ 2 แล้ว เมื่อพวกเขาเปิดเข้าไปก็พบไต้ซือหานเอ้อหลางอีกครั้ง แต่ครั้งนี้สิ่งที่คั่นระหว่างไต้ซือกับพวกเขานั้นเป็นหุ่นไม้สำหรับฝึกกังฟู เพียงแต่มันต่างกันตรงที่บางตัวจะมีใบมีดติดเอาไว้ด้วย ลักษณะห้องเป็นห้องกว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตรเหมือนเดิม หากแต่เพดานด้านบนมีหนามแหลมคมเต็มไปหมด
“ไต้ซือ ด่านนี้ท่านก็เป็นคนคุมอีกแล้วเหรอครับ” มู่ซื่อเฉิงถาม หานเอ้อหลางพยักหน้าช้า ๆ ดวงตายังคงปิดสนิท
“ท่านช่วยอธิบายกฎของด่านนี้ได้หรือไม่” หลี่ซีหยานกล่าว
“กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง” หานเอ้อหลางกล่าวเป็นประโยคสั้น ๆ แต่หลายคนก็เข้าใจในทันที
“ท่านหมายความว่ายังไงเหรอ” ไป๋หู่ถาม
“นายเคยฝึกกระบวนท่าต่อสู้กับหุ่นไม้ฝึกกังฟูทั่วไปไหม” หลี่ซีหยานถาม
“เคย แต่มันไม่ได้ติดใบมีดไว้แบบนี้” ไป๋หู่กล่าว
“งั้นจะเกิดอะไรขึ้นถ้านายปัดส่วนใดส่วนหนึ่งของพวกมัน” หลี่ซีหยานยังคงถามต่อ
“อีกด้านก็จะหวดเข้ามา......งี้นี่เอง เข้าใจแล้ว” ไป๋หู่เข้าใจสิ่งที่หลี่ซีหยานต้องการจะสื่อ
“มันหมายความว่ายังไงกัน ซีหยาน” ต้าถงถาม
“หุ่นฝึกกังฟู ทุกครั้งที่นายปัดส่วนใดส่วนหนึ่งของมัน อีกส่วนก็จะหวดเข้าโจมตีนาย ถ้าเป็นหุ่นฝึกตามปกตินายก็อาจจะแค่ฟกช้ำ แต่หุ่นพวกนี้ติดใบมีด นั่นหมายความว่ายิ่งนายโจมตีหุ่นพวกนี้แรงขนาดไหน ใบมีดที่ติดอยู่อีกส่วนของหุ่นก็จะฟันนายแรงขึ้นเท่านั้น และคาดว่าเพดานข้างบนคงจะค่อย ๆ ลดระดับลงมาต่ำลงเรื่อย ๆ อีกด้วย” หลี่ซีหยานอธิบาย
“พูดง่าย ๆ ก็คือ กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง แสดงออกอย่างเห็นได้ชัดผ่านการโจมตีของหุ่นฝึกกังฟูพวกนี้สินะ” มู่ซื่อเฉิงกล่าว
“ใช่” หลี่ซีหยานตอบสั้น ๆ
“หากพวกเจ้าพร้อมก็ขอให้บอก เราจะได้ทำการเริ่มด่านทดสอบ” หานเอ้อหลางกล่าว
หลี่ซีหยาน ไป๋หู่พยายามสำรวจหุ่นแต่ละตัวอย่างละเอียด เพื่อหาจุดที่มีใบมีดน้อยสุด พร้อมกับคิดวิธีฝ่าไปให้ถึงอีกฝั่งหนึ่งให้เร็วที่สุด เมื่อพวกเขาได้ข้อสรุปกันแล้วจึงตกลงกันเป็นครั้งสุดท้าย
“จำเอาไว้ คราวนี้พวกเราจะตาม ๆ กันไป หากมีใครพลาด คนที่ยังไม่พลาดให้ไปต่อไม่ต้องสนใจ เพราะในครั้งนั้นพวกนายอาจจะผ่านในรอบเดียวเลยก็ได้” หลี่ซีหยานกล่าว
“ไต้ซือ พวกเราพร้อมแล้ว” มู่ซื่อเฉิงตะโกนบอกหานเอ้อหลางที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง
“เช่นนั้น เริ่มการทดสอบได้” หลังหานเอ้อหลางประกาศ เพดานหนามด้านบนเริ่มเคลื่อนลงมาช้า ๆ ทันที
“พวกเราไปกันเถอะ” ไป๋หู่เป็นคนนำไปก่อน
พวกเขาติดอยู่ด่านนี้นานถึง 1 สัปดาห์ (นับพระอาทิตย์ขึ้นและตกเอา) จึงจะสามารถผ่านกันมาได้ พวกต้าถงนั้นตายกันหลายรอบมาก ส่วนคนที่ผ่านได้คนแรกคือไป๋หู่ ตามมาด้วยหลี่ซีหยาน และมู่ซื่อเฉิง การผ่านด่านที่ 2 นี้นั้นทำให้พวกต้าถงบอกว่าก่อนจะไปด่านถัดไป อยากจะให้ไป๋หู่กับหลี่ซีหยานช่วยสอนวิชากระบวนท่าให้พวกเขาหน่อย อย่างน้อยก็เพื่อฝึกปฏิกิริยาตอบโต้
สิ่งที่ดีสำหรับการอยู่ที่นี่คือไม่หิว ไม่กระหาย แต่เหนื่อยและล้าได้เหมือนโลกจริง พวกเขาปักหลักฝึกกระบวนท่ากันอยู่จนชำนาญระดับหนึ่ง ซึ่งก็ใช้เวลาในฝันนิรันดร์นี้ไปอีกครึ่งเดือน จึงเดินทางไปยังอาคารที่ 3 ภายในตัวอาคารคราวนี้เป็นกำแพงหินสูงจนถึงเพดาน มีช่องทางเข้าแค่ช่องเดียว ตรงทางเข้านั้นพวกเขาก็พบกับหานเอ้อหลางอีกครั้ง ครั้งนี้ไต้ซือรูปนี้ยังคงเป็นผู้คุมด่านทดสอบอีก
“คารวะไต้ซือ โปรดแจ้งกฎของด่านนี้แก่พวกเราด้วย” เป็นหลี่ซีหยานเอ่ยขึ้น
“วงกตแห่งจิตใจ มนุษย์ผู้ไม่ลุ่มหลงในสิ่งอันเป็นความว่าง จักพบทางสว่าง” หานเอ้อหลางกล่าว
“โปรดอธิบายให้ละเอียดด้วย” หลี่ซีหยานกล่าว
“ทางออกมี 2 ทาง ทางแรกคือการนำสมบัติเทพทั้ง 4 ทิศ คือรูปปั้นสัตว์เทพไปประจำตามทิศให้ถูกต้อง แล้วทางออกจะเปิดขึ้น ทางออกที่ 2 นั้นพวกเจ้าจะหาพบหากมีจิตไม่ละโมบ ระหว่างนั้นเพดานจะค่อย ๆ เลื่อนต่ำลงมาเรื่อย ๆ ขอให้พวกเจ้าโชคดี” กล่าวจบหานเอ้อหลางก็หายตัวไปอีกครั้ง
“เรามาเริ่มวางแผนกันเถอะ อย่างแรกที่เราต้องทำคือแผนที่” หลี่ซีหยานยังคงเป็นกุนซือในการวางแผนอีกเหมือนเดิม
“พวกเราจะเดินเข้าไปและทุกครั้งที่ถึงทางแยกให้แต่ละคนแยกไปตามทางแยก ตกลงไหม” หลี่ซีหยานกล่าว
“แล้วตำแหน่งของสมบัติเทพทั้ง 4 ทิศล่ะ ดูเหมือนจะมีแค่นาฬิกาของฉันเท่านั้นที่มีเข็มทิศ จะเอายังไงดี” มู่ซื่อเฉิงถาม
“งั้นให้ซื่อเฉิงรับผิดชอบเรื่องตามหาแท่นวางสมบัติทั้ง 4 ด้าน ส่วนพวกเราจะเดินไปด้วยและหาห้องที่เก็บรูปปั้นสัตว์เทพทั้ง 4 ไว้เอง” หลี่ซีหยานกล่าว
เมื่อวางแผนเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เข้าไปยังเขาวงกตทันที ภายในมีแต่กำแพงหินเหมือน ๆ กันทั้งนั้น ไม่สามารถบอกได้ว่าทางไหนพวกเขาเคยผ่านมาแล้วบ้าง เพดานหินข้างบนเริ่มสั่นเล็กน้อย แสดงว่ามันเริ่มที่จะเคลื่อนลงมาแล้ว เพียงแต่ช้ามากจนแทบจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงเลย
รอบแรกจบลงด้วยการที่พวกเขาถูกเพดานทับตาย โดยพวกเขาหาห้องเก็บรูปปั้นสัตว์เทพเจอ 2 ห้อง และห้องที่มีแท่นวางรูปปั้นสัตว์เทพอีก 1 ห้อง นอกจากนี้พวกเขายังเจอห้องที่มีกับดักอีก 5 ห้อง บางห้องเข้าไปแล้วพื้นห้องจะเปิดทำให้ตกลงไปข้างล่าง ซึ่งมีหนามแหลมคมรออยู่เบื้องล่าง บางห้องเข้าไปแล้วทางออกจะถูกปิดและกำแพง 2 ข้างจะบีบอัดเข้ามาบี้พวกเขาให้กลายเป็นเนื้อบด
เมื่อพวกเขาฟื้นขึ้นมาที่ปากทางเข้าเขาวงกต ทุกคนเริ่มใช้ของที่สามารถขีดเขียนได้มาขีด ๆ เขียน ๆ ที่พื้น ทำให้แผนที่บางส่วนปรากฎต่อสายตาของพวกเขา
“ไปกันต่อเถอะ” ไป๋หู่กล่าว หลังตกลงแผนงานกันเรียบร้อยแล้ว
“ใช่ ยังไงก็ต้องหาทางเดินส่วนที่เรายังไม่รู้อีก” หลี่ซีหยานกล่าว
รอบที่ 2 ครั้งนี้พวกเขาสำรวจเขาวงกตแห่งนี้ได้เพิ่มมากขึ้น ตอนนี้ก็เกือบจะครบแล้ว ทั้งห้องที่มีรูปปั้นสัตว์เทพ กับห้องที่ต้องนำรูปปั้นสัตว์เทพไปวาง พวกเขาไม่รอช้ารีบเข้าไปลุยต่อทันทีในรอบที่ 3
รอบที่ 3 หลี่ซีหยานได้ให้กลุ่มของต้าถงแยกย้ายกันไปเอารูปปั้นสัตว์เทพ และเอาไปไว้ยังแท่นที่ถูกต้อง ส่วนเขากับไป๋หู่และมู่ซื่อเฉิงจะสำรวจจุดที่ยังไม่ได้สำรวจ เมื่อพวกต้าถงวางรูปปั้นสัตว์เทพตามตำแหน่งถูกต้องแล้ว พวกเขากำลังจะกลับไปรวมกันตรงจุดนัดพบในเขาวงกตแห่งนี้ แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นคือสมบัติและเหรียญทองมากมายกองอยู่ตรงหน้าพวกเขา เพื่อนของต้าถงกำลังจะเข้าไปหยิบพวกมัน แต่ต้าถงเตือนเอาไว้
“อย่าแตะต้องมัน ถ้าแตะ พวกเราตายแน่ ของพวกนี้เป็นกับดัก เป็นความว่างที่ไต้ซือกล่าวไว้ หากโลภก็จะพบกับจุดจบ หากไม่ เราจะพบกับแสงสว่าง” ต้าถงกล่าว เพื่อนของเขาได้ฟังและคิดตาม ก็พยักหน้าเห็นด้วย พวกเขารีบหาทางอื่นที่จะไปสมทบกับพวกมู่ซื่อเฉิง
“อ๊ะ ทำไมกันล่ะ ร่างกายของพวกเรากำลังหายไป” เพื่อนในกลุ่มต้าถงกล่าวขึ้น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” ต้าถงมองดูมือของตนเองที่เริ่มจางหายไปทุกที
เพียงไม่นานกลุ่มของต้าถงก็หายไปจากวงกตแห่งนี้ เมื่อพวกเขารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตนเองมาอยู่ตรงทางเข้าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทางเข้ากลับปรากฎร่างของไต้ซือหานเอ้อหลางอยู่
“ไต้ซือ นี่มันเกิดอะไรขึ้น” ต้าถงถาม
“พวกเจ้าพบทางออก โดยผ่านด่านแห่งจิตใจ นั่นคือทางออกที่ 2 ยังไงล่ะ” หานเอ้อหลางตอบ
“แล้วกลุ่มของมู่ซื่อเฉิง ไป๋หู่ กับหลี่ซีหยานล่ะ” เพื่อนของต้าถงถาม เขามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง
“หือ มาโผล่อีกด้านหนึ่งจนได้” เสียงของไป๋หู่ดังขึ้น ไม่นานพวกต้าถงก็เห็นไป๋หู่ หลี่ซีหยานและมู่ซื่อเฉิงเดินออกมาจากช่องทางด้านหลังหานเอ้อหลาง
“ยินดีด้วย พวกเจ้าผ่านด่านทดสอบที่ 3 แล้ว” หานเอ้อหลางกล่าว
“ไม่คิดเลยว่าหลังจากรูปปั้นสัตว์เทพถูกวางจนครบ ทางออกจะปรากฏขึ้นตรงกลางเขาวงกต แถมเป็นอุโมงใต้ดินอีกด้วย” หลี่ซีหยานกล่าว
“สรุปคือเขาวงกตที่พวกเราเข้าไปนั้นหากอยู่ในพื้นระดับเดียวกัน ไม่ว่าจะเดินหาทางออกยังไงก็ไม่มีทางหาทางออกเจอสินะ” มู่ซื่อเฉิงกล่าว
“สัตว์ทั้งหลายเวียนว่ายในวัฏฏะสงสาร ไร้ซึ่งทางหลุดพ้น ต้องดับเหตุแห่งทุกข์จึงเห็นทางสว่าง” หานเอ้อหลางกล่าวก่อนจะหายตัวไปอีกครั้งหนึ่ง
“พวกเรานอนพักกันสักหน่อยแล้วกัน” หลี่ซีหยานกล่าว
“เห็นด้วยเลย ตอนนี้ล้าเต็มที่แล้วเนี่ย” ต้าถงกล่าว
“ตอนถูกบดด้วยกำแพงเจ็บชะมัดเลย คิดว่าจากนี้ต่อให้ฉันโดนฟันแขนขาขาดคงเฉย ๆ แล้วละมั้ง” ไป๋หู่กล่าว
ขณะที่เพื่อนของไป่ฉีผ่านด่านที่ 3 แล้ว ด้านนอก ไป่ฉีกำลังเติมกำยานและใช้อักขระลมปราณกระตุ้นร่างกายของพวกเพื่อน ๆ การฝึกแบบนี้นั้นสิ้นเปลืองพลังงานของร่างกายจำนวนมาก เขาจำต้องคอยกรอกอาหารลมปราณขั้นสูงที่ละลายเป็นน้ำให้คนธรรมดาที่ไม่ฝึกปราณสามารถดูดซับได้
“พวกนั้นผ่าน 3 ด่านไปแล้วสินะ ถึงจะช้าไปหน่อยก็เถอะ” ไป่ฉีพึมพำขึ้นมา
ภายในฝันนิรันดร์
กลุ่มเพื่อนของไป่ฉีได้เข้าสู่ด่านที่ 4 เป็นด่านฝึกการก้าวเท้า ให้ก้าวโดยใช้กฎที่หานเอ้อหลางเป็นผู้กำหนด หากก้าวผิด จะมีหนามแทงขึ้นมาใส่ทันที นอกจากก้าวให้ถูกต้องแล้ว การลงน้ำหนักเท้า การรักษาสมดุล ความต่อเนื่องในการก้าวแต่ละก้าว หากผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวหมายถึงความตาย เพื่อนของไป่ฉีติดอยู่ด่านนี้ 1 เดือนภายในแดนฝันนิรันดร์นี้
ด่านที่ 5 เป็นลานกว้าง พวกเพื่อนของไป่ฉีต้องเจอกับบททดสอบที่หนักหนา นั่นคือลูกหินขนาดเท่ากำปั้นถูกยิงใส่พวกเขาทุกทิศทาง ไป๋หู่ที่รับตรง ๆ เพียงครั้งแรกก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย สุดท้ายพวกเขาก็ตายเพราะถูกหินพุ่งกระแทกหัว ในด่านนี้พวกเขาได้เรียนรู้หลักของไทเก๊ก ใช้อ่อนสยบแข็ง หลักสมดุลของธรรมชาติ ด่านนี้พวกเขาใช้เวลาไปอีก 3 เดือนจึงจะชำนาญไทเก๊กในระดับที่สามารถนำมาใช้รับมือหินในด่านทดสอบได้
ด่านที่ 6 ภายในอาคารเต็มไปด้วยต้นไม้สูงกว่าตัวคนนิดหน่อย บททดสอบนั้นเป็นการใช้กระบี่ไม้ตัดใบไม้ที่ร่วงหล่น หากมีหลุดรอด ใบไม้ที่ไม่ผ่านการตัดตกถึงพื้นจะกลายเป็นระเบิดทันที ในครั้งแรกของการทดสอบ เศษซากอวัยวะมนุษย์กระจัดกระจายเกลื่อนไปทั่ว แม้ไป๋หู่กับหลี่ซีหยานจะฟันโดน แต่เมื่อมันไม่ขาดออกจากกัน พอตกถึงพื้นก็ระเบิดอยู่ดี พวกเขาติดอยู่ที่ด่านนี้ถึง 6 เดือน ที่ผ่านมาได้เพราะใช้หลักไทเก๊กช่วยด้วย เมื่อผ่านด่านที่ 6 พวกเขาก็สำเร็จหมัดไทเก๊กขั้นกลางไปแล้ว
หานเอ้อหลางจ้องมองเหล่าเด็กหนุ่มที่ไม่ย่อท้อ มีความรักสามัคคีกันดี แม้ตอนแรกพวกเขาจะไม่ค่อยสนิทกันก็ตาม แต่หลังจากฝึกฝนและฟันฝ่าบททดสอบมาถึง 6 บททดสอบ ตอนนี้พวกเขาสนิทกันมากกว่าแต่ก่อนจริง ๆ
“หากพวกเขาฝึกยุทธกันทั้งหมด ยุทธภพต้องสั่นสะเทือนเป็นแน่” หานเอ้อหลางกล่าว
“ให้พวกเขาใช้ชีวิตตามปกติ ดีกว่าเข้ามาในวังวนของอำนาจมืดพวกนี้ พวกเขาตั้งใจจะเป็นนักกีฬา เชื่อสิว่าไทเก๊กจะเป็นประโยชน์กับกีฬาบาสกับฟุตบอลแน่ ๆ หึหึ” ไป่ฉีแค่คิดถึงการใช้ไทเก๊กในการหลอกล่อและปั่นหัวคู่แข่งที่จะเข้ามาแย่งลูกบาสในมือก็อดตื่นเต้นไม่ได้
________________________________
ศูนย์ฝึกอบรม LSAไป่ฉีกับชิงชิงเห็นป้าจางกำลังต่อคิวซื้อ ลองกอง จากรถกระบะที่มาเร่ขาย แต่เพียงไม่นานก็เกิดเรื่องจนได้แม่ค้า : เชิญจ้า ลองกอง ตันหยงมัส สดใหม่จากสวนเลยจ้าป้าจาง : ของปลอมแม่ค้า : อย่ามากล่าวหากันสิคะคุณ ของเราเป็นลองกอง ตันหยงมัส แท้นะคะป้าจาง : แม่ค้ามัดชัด ๆ บอกตันหยงมัดได้ยังไง นี่มันหลอกลวงลูกค้าชัด ๆแม่ค้า : ............ชิงชิง : ............ไป่ฉี : ..........
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
