ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามวิกาลภายในห้องพักบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมเก่าแก่แห่งเมืองศิลาดำ แสงตะเกียงน้ำมันที่สั่นไหวไปตามสายลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง สาดส่องให้เห็นเงาร่างของเด็กหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้กระดานแข็งอย่างมั่นคงดุจรูปสลักศิลา หลินเฟยหลับตาพริ้ม ลมหายใจเข้าออกของเขายืดยาวและลึกล้ำราวกับกระแสน้ำใต้มหาสมุทรที่ไร้ระลอกคลื่น บนฝ่ามือทั้งสองข้างที่วางหงายอยู่บนหน้าตัก มีแก่นอสูรของอสรพิษเกล็ดเหล็กสีเืระดับสามที่เขาสังหารมาได้จากช่องเขาปีศาจคร่ำครวญวางอยู่ แก่นอสูรขนาดเท่ากำปั้นนี้ทอประกายแสงสีแดงสดใส สลับกับจังหวะการเต้นของหัวใจของเด็กหนุ่ม ราวกับว่ามันยังมีชีวิตและกำลังพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการถูกดูดกลืน
พลังิญญาธรรมชาติที่อัดแน่นอยู่ภายในแก่นอสูรระดับสามนั้นมหาศาลและดุร้ายยิ่งนัก หากเป็ผู้ฝึกยตนระดับสร้างฐานขั้นต้นทั่วไป การพยายามดูดซับพลังงานจากแก่นอสูรระดับนี้โดยตรงอาจทำให้เส้นชีพจระเิแตกซ่านจนธาตุไฟเข้าแทรกและตกตายได้อย่างง่ายดาย ทว่าสำหรับหลินเฟย ผู้ซึ่งเส้นชีพจรที่ถูกหล่อหลอมและสร้างขึ้นใหม่ด้วยพลังแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ ร่างกายของเขาเปรียบเสมือนเตาหลอมจักรวาลที่สามารถหลอมละลายและกลืนกินทุกสรรพสิ่ง พลังปราณสีทองแดงที่ไหลเวียนอยู่ในจุดตันเถียนของเขาพุ่งทะยานออกมาราวกับฝูงัที่หิวโหย เข้าโอบล้อมและเจาะทะลวงเข้าไปในแก่นอสูรอย่างดุดันไร้ความปรานี
กระบวนการดูดซับดำเนินไปอย่างเข้มข้น พลังงานสีแดงคล้ำที่แฝงไปด้วยสัญชาตญาณดิบเถื่อนของอสรพิษั์ไหลทะลักเข้าสู่เส้นเืของหลินเฟย มันพยายามจะกัดกร่อนและทำลายอวัยวะภายในของเขา ทว่าปราณสีทองแดงกลับทำหน้าที่เป็เกราะป้องกันและผู้ชำระล้างที่สมบูรณ์แบบ มันเข้าบดขยี้เจตจำนงอาฆาตของสัตว์อสูรจนแหลกละเอียดเป็ผุยผง ก่อนจะกลั่นกรองพลังงานที่หยาบกระด้างเ่าั้ให้กลายเป็พลังปราณบริสุทธิ์หยดแล้วหยดเล่า เติมเต็มลงสู่แอ่งน้ำแห่งพลังชีวิตในจุดตันเถียน หยาดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากและแผ่นหลังของเด็กหนุ่ม อุณหภูมิภายในห้องพุ่งสูงขึ้นจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว แต่ใบหน้าของเขากลับยังคงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความเ็ป มีเพียงความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ดุจยอดเขาที่ทะลุชั้นเมฆ
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งแสงแรกแห่งรุ่งอรุณเริ่มสาดส่องกระทบขอบฟ้าสีหม่น แก่นอสูรในมือของหลินเฟยที่เคยส่องประกายเจิดจ้า บัดนี้ได้สูญเสียพลังงานไปจนหมดสิ้น กลายเป็เพียงก้อนหินสีเทาขุ่นมัวที่แตกร้าวและสลายกลายเป็ผุยผงร่วงหล่นลงสู่พื้น หลินเฟยลืมตาขึ้น ั์ตาของเขาทอประกายสีเืวาบขึ้นชั่วขณะก่อนจะกลับคืนสู่ความดำขลับและลึกล้ำดังเดิม เขาสูดลมหายใจลึกยาว ััได้ถึงพลังปราณในจุดตันเถียนที่เพิ่มพูนและเสถียรยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังไม่ทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างฐานขั้นกลาง แต่รากฐานของเขาก็มั่นคงจนยากที่จะมีผู้ใดในระดับเดียวกันเทียบเคียงได้ พละกำลังทางกายภาพและความจุกระแสปราณในเส้นชีพจรถูกขยายขอบเขตขึ้นไปอีกขั้น
เขาขยับตัวลุกขึ้นยืน เสียงกระดูกลั่นดังกรอบแกรบราวกับเสียงประทัดเล็กๆ ร่างกายของเขาสมบูรณ์พร้อมถึงขีดสุด หลินเฟยจัดการสวมเสื้อคลุมสีดำสนิทที่ช่วยอำพรางตัวและกันลมทราย ดึงฮู้ดขึ้นปิดบังใบหน้าครึ่งบน ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องพัก เดินลงบันไดมายังชั้นล่างของโรงเตี๊ยม บรรยากาศยามเช้าของเมืองศิลาดำยังคงเงียบเหงาและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตาย ซากความเสียหายจากเหตุการณ์เมื่อคืนที่เขาบดขยี้กู่หน้าบากจนแหลกคาเศษซากกำแพงยังคงปรากฏให้เห็น ผู้คนที่ตื่นเช้าและเดินผ่านไปมาต่างมองหลินเฟยด้วยสายตาที่หวาดกลัวและยำเกรง ไม่มีใครกล้าสบตาหรือเข้าใกล้เขาในรัศมีสิบก้าว ข่าวลือเื่ปีศาจหนุ่มชุดดำได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองคนบาปแห่งนี้แล้ว
หลินเฟยไม่ได้สนใจสายตาของมดปลวกเ่าั้ เขาเดินตรงไปยังประตูเมืองทิศเหนือ ซึ่งเป็ทางออกเดียวที่มุ่งหน้าสู่ดินแดนต้องห้ามที่ถูกกล่าวขานว่า ทะเลทรายโลหิต ทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองในเช้าวันนี้เมื่อเห็นเงาร่างในชุดคลุมสีดำเดินเข้ามา ก็รีบหลบทางให้โดยอัตโนมัติ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากขอค่าผ่านทางหรือแสดงท่าทีคุกคามเหมือนเมื่อวาน พวกมันทำได้เพียงก้มหน้ามองพื้นและภาวนาให้มัจจุราชผู้นี้รีบเดินผ่านไปให้พ้นๆ หลินเฟยก้าวข้ามธรณีประตูเมืองที่ทำจากหินอัคนี ทิ้งความวุ่นวายและความเน่าเฟะของเมืองศิลาดำไว้เื้ั เบื้องหน้าของเขาคือดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลและเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา
ทันทีที่ก้าวพ้นเขตอิทธิพลของกำแพงเมือง ภูมิประเทศก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พื้นดินที่เคยเป็หินแข็งกร้าวถูกแทนที่ด้วยผืนทรายที่ละเอียดและนุ่มนวล ทว่าทรายเหล่านี้กลับไม่ได้มีสีเหลืองทองเหมือนทรายทั่วไป แต่มันมีสีแดงเข้มดุจโลหิตที่แห้งกรัง แสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องลงมากระทบผืนทรายสร้างภาพลวงตาประหลาด ราวกับว่าทะเลทรายทั้งผืนกำลังเต้นตุบๆ และหลั่งเืออกมาอย่างไม่สิ้นสุด สายลมร้อนระอุพัดโชยมาปะทะใบหน้า หอบเอาละอองทรายสีเืมาด้วย กลิ่นของมันมีทั้งความแห้งแล้งและกลิ่นคาวเืจางๆ ที่ลอยปะปนอยู่ในชั้นบรรยากาศ ชวนให้ผู้ที่ได้สูดดมรู้สึกคลื่นไส้และหวาดกลัว
นี่คือทะเลทรายโลหิต ดินแดนที่ถูกสาปแช่ง สถานที่ที่ถูกกล่าวขานว่าเป็สุสานของผู้ฝึกยตนและทหารรับจ้างนับไม่ถ้วน หลินเฟยหยิบม้วนแผนที่หนังแกะออกมาจากสาบเสื้อ คลี่ออกดูเส้นทางที่เขาต้องมุ่งหน้าไป จุดหมายของเขาคือใจกลางของทะเลทราย สถานที่ที่มีข่าวลือเื่พายุโลหิตคลั่งและเงาดาบขนาดั์ เข็มทิศธรรมดาไม่สามารถใช้งานได้ในดินแดนที่มีพลังงานบิดเบี้ยวเช่นนี้ เขาต้องอาศัยการดูทิศทางของดวงอาทิตย์และการััถึงความผันผวนของพลังิญญาในอากาศ หลินเฟยพับแผนที่เก็บ และเริ่มก้าวเดินฝ่าผืนทรายสีเืไปเบื้องหน้าอย่างมั่นคง
เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ชั่วยาม แสงอาทิตย์ที่เคยอ่อนโยนในยามเช้าก็ทวีความร้อนแรงขึ้นจนถึงขีดสุด ดวงอาทิตย์เบื้องบนดูคล้ายกับดวงตาของปีศาจที่กำลังจ้องมองและแผดเผาทุกชีวิตเบื้องล่าง อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยวเป็ระลอกคลื่น ผืนทรายสีเืร้อนระอุราวกับถ่านหินที่ถูกเผาไฟ หากมนุษย์ธรรมดาเดินเท้าเปล่าลงบนทรายเหล่านี้ ิัและเนื้อจะต้องถูกย่างจนสุกภายในไม่กี่ลมหายใจ ทว่าหลินเฟยหาใช่มนุษย์ธรรมดา เขาโคจรพลังปราณสีทองแดงไปทั่วร่าง สร้างเป็ชั้นพลังงานบางๆ เคลือบิัเอาไว้ ป้องกันความร้อนที่แผดเผาและรักษาความชุ่มชื้นในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การเดินเท้าในทะเลทรายโลหิตนั้นยากลำบากกว่าที่คิด ทุกครั้งที่ก้าวเท้าลงไป ทรายจะยุบตัวและดูดกลืนแรงขับเคลื่อนไปจนหมด ทำให้ต้องใช้พละกำลังมากกว่าปกติหลายเท่า นอกจากนี้ ความเวิ้งว้างและทัศนียภาพที่เหมือนกันไปหมดทุกทิศทางยังเป็การบ่อนทำลายสภาพจิตใจอย่างรุนแรง มันชวนให้ผู้คนหลงทางและเกิดภาพหลอน ทว่าจิตใจของหลินเฟยนั้นถูกตีรั้งด้วยความแค้นและเจตจำนงแห่งการฆ่าฟันมานานนับสิบปี ความโดดเดี่ยวและความว่างเปล่าเหล่านี้ไม่อาจทำให้เขาสั่นคลอนได้ เขาก้าวเดินต่อไปอย่างเงียบงัน ราวกับเครื่องจักรที่ไร้ความรู้สึก มุ่งหน้าสู่เป้าหมายอย่างไม่ลดละ
ยามบ่ายคล้อย สายลมที่เคยพัดเอื่อยๆ เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น ละอองทรายสีเืถูกพัดปลิวขึ้นสู่อากาศจนบดบังแสงอาทิตย์ ทัศนวิสัยลดลงเหลือเพียงไม่กี่สิบก้าว หลินเฟยหยุดฝีเท้าลง ประสาทััอันเฉียบคมของเขารับรู้ได้ถึงความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในสายลม มันไม่ใช่เพียงพายุทรายตามธรรมชาติ แต่มันมีกลิ่นอายของจิตสังหารและความดุร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ใต้ผืนทรายที่ร้อนระอุเบื้องหน้าของเขา เกิดการสั่นะเืเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นราวกับคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัว
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
เสียงแหวกทรายดังขึ้นรอบทิศทาง ทันใดนั้น ผืนทรายสีเืก็ะเิออก เผยให้เห็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดที่พุ่งตัวขึ้นมาจากใต้พิภพ พวกมันคือ อสูรแมงป่องหางโลหิต สัตว์อสูรระดับสองขั้นสูงสุดที่อาศัยอยู่เป็ฝูง รูปร่างของพวกมันคล้ายแมงป่องั์ขนาดเท่าเกวียน เปลือกนอกเป็สีแดงเข้มกลมกลืนกับสีของทราย ก้ามทั้งสองข้างใหญ่โตและแหลมคมดุจใบมีด แต่สิ่งที่อันตรายที่สุดคือหางที่ยาวและมีเข็มพิษสีดำสนิทอยู่ที่ปลาย หางของพวกมันสามารถตวัดแทงด้วยความเร็วที่มองไม่เห็น และพิษของมันสามารถทำให้เืในร่างกายของผู้ที่ถูกแทงแข็งตัวและตายอย่างทรมานภายในพริบตา
ฝูงอสูรแมงป่องหางโลหิตจำนวนกว่ายี่สิบตัวล้อมกรอบหลินเฟยเอาไว้อย่างรวดเร็ว ดวงตาสีดำเล็กๆ ของพวกมันจ้องมองเหยื่อด้วยความกระหายเื ก้ามั์กระทบกันเสียงดังแกรกๆ เป็การข่มขวัญ พวกมันเป็นักล่าที่ทำงานกันเป็ทีม และไม่เคยปล่อยให้เหยื่อที่หลงเข้ามาในอาณาเขตหลุดรอดไปได้
หลินเฟยยืนสงบนิ่งอยู่ใจกลางวงล้อม แววตาของเขาไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความรำคาญใจเล็กน้อยที่ถูกขัดจังหวะการเดินทาง เขาสะบัดมือขวาลงข้างลำตัว ปราณสีทองแดงทะลักออกจากจุดตันเถียน ควบแน่นกลางอากาศกลายเป็ดาบปราณสีเืที่ยาวและคมกริบ ดาบเล่มนี้ทอประกายแสงเจิดจ้าท่ามกลางพายุทราย แผ่กลิ่นอายของการทำลายล้างที่ทำให้แมงป่องั์บางตัวต้องถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยสัญชาตญาณความกลัว
อยากตายนักก็เข้ามา หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า
ราวกับฟังภาษาคนรู้ อสูรแมงป่องหางโลหิตสามตัวที่อยู่ด้านหน้าพุ่งตัวเข้าหาหลินเฟยพร้อมกัน ก้ามขนาดั์หนีบเข้าหาลำตัวของเด็กหนุ่มจากซ้ายและขวา ส่วนอีกตัวะโลอยตัวขึ้นสู่อากาศ ตวัดหางพิษแทงทะลุลงมาหมายจะเจาะกะโหลกของเขา การโจมตีประสานที่รวดเร็วและไร้ช่องโหว่นี้เพียงพอที่จะสังหารผู้ฝึกยตนระดับสร้างฐานทั่วไปได้อย่างง่ายดาย ทว่าในสายตาของหลินเฟย การเคลื่อนไหวเ่าั้กลับเชื่องช้าและเต็มไปด้วยจุดอ่อน
หลินเฟยไม่ได้ก้าวถอยหลัง เขาใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษ บิดลำตัวหลบหลีกก้ามั์ที่หนีบเข้ามาได้อย่างฉิวเฉียดเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนจะตวัดดาบปราณสีเืฟาดฟันขึ้นไปในอากาศในแนวเฉียง คมกระบี่สีเืแหวกอากาศเป็เส้นโค้งที่งดงามและโเี้ ตัดผ่านหางพิษและลำตัวของแมงป่องตัวที่ลอยอยู่กลางอากาศจนขาดเป็สองท่อนอย่างง่ายดาย เืสีเขียวข้นและอวัยวะภายในสาดกระเซ็นลงมาราวกับห่าฝน
ฉับบ
โดยไม่รอให้ร่างของแมงป่องตัวแรกตกลงถึงพื้น หลินเฟยหมุนตัวกลับหลังใช้แรงเหวี่ยงตวัดดาบในแนวนอน คลื่นกระบี่สีเืพุ่งกระจายออกเป็วงกว้าง กระแทกเข้ากับลำตัวของแมงป่องอีกสองตัวที่อยู่ด้านล่าง เปลือกแข็งสีแดงของพวกมันถูกตัดขาดราวกับกระดาษ ร่างของสัตว์อสูรทั้งสองถูกฟันขาดครึ่งตามขวาง ล้มตึงลงกองกับพื้นทราย สิ้นใจตายในทันที
การสังหารเพื่อนร่วมฝูงไปถึงสามตัวในพริบตาเดียวไม่ได้ทำให้อสูรแมงป่องหางโลหิตที่เหลือหวาดกลัว ตรงกันข้าม กลิ่นเืกลับยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณความบ้าคลั่งของพวกมัน ฝูงแมงป่องที่เหลือนับสิบตัวพุ่งทะยานเข้าหาหลินเฟยจากทุกทิศทางราวกับคลื่นั์สีเื หางพิษนับสิบเส้นตวัดแทงเข้าหาจุดตายทั่วร่างของเขาประดุจห่าฝนลูกศรดำ
หลินเฟยสูดลมหายใจลึก โคจรปราณสีทองแดงจนถึงขีดสุด รัศมีปราณสีเืะเิออกจากร่างคลุมตัวเขาเอาไว้ราวกับชุดเกราะเทพา เขาพุ่งตัวสวนเข้าหากลุ่มอสูรอย่างไม่หวั่นเกรง ดาบปราณในมือร่ายรำกระบวนท่าสังหารอย่างรวดเร็วและดุดัน ทุกการตวัดดาบคือความตาย ทุกการแทงคือการดับสูญ เคล็ดวิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ถูกใช้ออกมาอย่างหมดจด คมกระบี่ของเขาไม่ได้ถูกจำกัดด้วยรูปแบบตายตัว มันสามารถพลิกแพลงและเปลี่ยนแปลงองศาการโจมตีได้อย่างเหนือความคาดหมาย
เสียงโลหะกระทบกันดังกังวาน เสียงเปลือกแข็งแตกหัก และเสียงร้องโหยหวนของสัตว์อสูรดังกึกก้องไปทั่วทะเลทราย หลินเฟยเคลื่อนที่ไปมาระหว่างฝูงแมงป่องราวกับภูตผีไร้เงา ดาบสีเืในมือฟันก้าม ฟันหาง และผ่าร่างของพวกมันชิ้นแล้วชิ้นเล่า ทรายสีแดงเบื้องล่างถูกย้อมด้วยเืสีเขียวข้นจนกลายเป็บึงมรณะ แม้ว่าแมงป่องบางตัวจะสามารถหลบหลีกคมดาบและแทงหางพิษเข้ามาใกล้ได้ แต่ก็ไม่อาจเจาะทะลุเกราะปราณสีทองแดงที่แข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็กของเขาไปได้
เพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูป การต่อสู้ที่ดุเดือดก็จบลง ซากศพของอสูรแมงป่องหางโลหิตกว่ายี่สิบตัวนอนกระจัดกระจายเกลื่อนผืนทราย ไม่มีตัวใดรอดชีวิต หลินเฟยยืนหอบหายใจเล็กน้อยอยู่ท่ามกลางกองซากศพ ดาบปราณสีเืในมือค่อยๆ สลายตัวไป เขาใช้พลังปราณไปพอสมควรในการต่อสู้ครั้งนี้ แต่ประสบการณ์ที่ได้รับก็คุ้มค่า การได้ต่อสู้จริงในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายช่วยขัดเกลาสัญชาตญาณและการควบคุมพลังของเขาให้เฉียบคมยิ่งขึ้น เขาจัดการผ่าซากแมงป่องและเก็บรวบรวมแก่นอสูรระดับสองมาได้ทั้งหมด พวกมันจะเป็เสบียงพลังงานชั้นดีสำหรับการฟื้นฟูเรี่ยวแรงในยามจำเป็
หลังจากจัดการกับฝูงแมงป่องเสร็จสิ้น หลินเฟยก็ออกเดินทางต่อ เขาเดินฝ่าพายุทรายที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ท้องฟ้าเบื้องบนเปลี่ยนจากสีหม่นเป็สีแดงคล้ำราวกับเืที่กำลังจับตัวเป็ก้อน เสียงสายลมพัดหวีดหวิวดังปานเสียงกรีดร้องของปีศาจนับแสนตัว ทัศนวิสัยย่ำแย่ลงจนมองไม่เห็นสิ่งใดเกินระยะห้าก้าว ละอองทรายที่พัดมากระทบเกราะปราณของเขามีความรุนแรงราวกับลูกธนูที่ถูกยิงจากหน้าไม้ นี่ไม่ใช่พายุทรายธรรมดาอีกต่อไป แต่มันคือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในทะเลทรายแห่งนี้
พายุโลหิตคลั่ง
หลินเฟยหยุดฝีเท้าลง เขาััได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาจากท้องฟ้า มันเป็แรงกดดันทางจิติญญาที่รุนแรงและป่าเถื่อนยิ่งกว่าสิ่งใดที่เขาเคยพบเจอ พลังิญญาในอากาศรอบด้านปั่นป่วนและบ้าคลั่งจนไม่อาจดูดซับได้ หากเป็ผู้ฝึกยตนคนอื่น คงรีบหาที่หลบซ่อนหรือหันหลังวิ่งหนีเอาชีวิตรอดไปนานแล้ว ทว่าหลินเฟยกลับยืนหยัดอย่างมั่นคง แววตาของเขาทอประกายเจิดจ้าเมื่อััได้ถึงเสียงสะท้อนที่ดังก้องอยู่ในจิติญญา
เศษเหล็กไร้ลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ในสาบเสื้อหน้าอกของเขาเริ่มสั่นะเืและเปล่งแสงสีเืออกมาอย่างรุนแรง มันกำลังตอบสนองต่อบางสิ่งที่อยู่ใจกลางพายุมรณะแห่งนี้ เสียงกระซิบโบราณดังกึกก้องในห้วงความคิดของเขา ชิ้นส่วนของข้า... มันอยู่ที่นั่น... ใจกลางของความคลุ้มคลั่งนี้ จงก้าวเข้าไป เด็กน้อย จงพิสูจน์ให้เห็นว่าเ้าคู่ควรที่จะเจตจำนงแห่งการทำลายล้าง
หลินเฟยแสยะยิ้ม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความบ้าบิ่นที่อยู่เหนือสามัญสำนึกของมนุษย์ ข้าดั้นด้นมาถึงที่นี่ ก็เพื่อสิ่งนี้แหละ พายุแค่นี้ไม่อาจหยุดยั้งข้าได้ หลินเฟยไม่คิดจะหันหลังกลับ เขาโคจรพลังปราณสีทองแดงทั้งหมดในร่าง เร่งเร้าเกราะป้องกันให้หนาทึบขึ้นจนร่างของเขาเปล่งประกายแสงสีเืทะลุความมืดมิดของพายุ จากนั้นเขาก็ก้มศีรษะลงเล็กน้อยและก้าวเดินฝ่ากำแพงพายุทรายสีเืที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางของความพินาศอย่างไม่หวั่นเกรง
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในพายุโลหิตคลั่ง แรงลมก็ยิ่งรุนแรงและโหดร้ายมากขึ้น ทรายสีเืที่พัดมากระแทกเกราะปราณเริ่มทำลายชั้นพลังงานของเขาจนเกิดรอยร้าว หลินเฟยต้องคอยเติมพลังปราณเข้าไปซ่อมแซมเกราะอย่างต่อเนื่อง ร่างกายของเขารับภาระหนักหน่วงจนเส้นเืดำปูดโปน แต่ดวงตาของเขายังคงจ้องมองไปเบื้องหน้า ไม่ยอมละสายตาจากทิศทางที่เศษเหล็กไร้ลักษณ์นำทางไป เสียงสายลมดังกึกก้องจนหูอื้ออึง แต่ท่ามกลางเสียงเ่าั้ เขากลับได้ยินเสียงสะท้อนของโลหะที่กระทบกันดังกังวาน เป็เสียงของดาบที่กำลังเรียกร้องหาเ้านายของมัน
หลังจากเดินฝ่าพายุนรกมานานนับชั่วยาม ในที่สุดความบ้าคลั่งของสายลมก็เริ่มลดทอนลง หลินเฟยก้าวทะลุกำแพงทรายชั้นสุดท้ายเข้ามาสู่พื้นที่ใจกลางของพายุโลหิตคลั่ง ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้เขาต้องหยุดยืนนิ่งและเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนตื่นตะลึง
ใจกลางของพายุคือพื้นที่สงบนิ่งที่ไม่มีสายลมพัดผ่าน เป็พื้นที่วงกลมขนาดั์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าลี้ ท้องฟ้าเบื้องบนเปิดโล่งเผยให้เห็นกลุ่มดาวสีแดงประหลาดที่ส่องสว่าง และใจกลางของพื้นที่แห่งนี้ ปรากฏซากวิหารโบราณขนาดั์ที่ถูกสร้างขึ้นจากศิลาสีดำสนิท วิหารแห่งนี้จมอยู่ในกองทรายไปกว่าครึ่ง แต่ความยิ่งใหญ่และสถาปัตยกรรมที่วิจิตรบรรจงแต่แฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวยังคงปรากฏชัดเจน เสาหินขนาดั์ที่สลักลวดลายการทำาระหว่างเทพและอสูรตั้งตระหง่านอยู่รายรอบ
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของหลินเฟยมากที่สุด ไม่ใช่ซากวิหารโบราณ แต่มันคือสิ่งที่ปักตระหง่านอยู่ใจกลางของวิหารนั้น บนแท่นบูชาศิลาที่แตกทลาย ปรากฏเงาของดาบขนาดั์ที่สูงกว่าสิบจั้งพุ่งเสียดทะลุขึ้นไปในอากาศ มันไม่ใช่ดาบที่มีตัวตนทางกายภาพ แต่มันเป็เงาโปร่งแสงสีเืที่แผ่กลิ่นอายของการทำลายล้างและความกดดันทางจิติญญาที่มหาศาลจนทำให้บรรยากาศรอบด้านบิดเบี้ยว รังสีของเงาดาบั์นี้เองที่เป็ต้นกำเนิดของพายุโลหิตคลั่งที่พัดกระหน่ำอยู่รอบนอก
ชิ้นส่วนที่สอง... วิถีศัสตราไร้ลักษณ์... หลินเฟยพึมพำด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านเล็กน้อย ความตื่นเต้นและเืในกายเดือดพล่าน เขารับรู้ได้ทันทีว่า นี่คือสิ่งที่เขาตามหา เงาดาบั์นี้คือภาพสะท้อนพลังงานของชิ้นส่วนที่สองที่หลับใหลอยู่เบื้องล่างของแท่นบูชา
ทว่าก่อนที่หลินเฟยจะได้ก้าวเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชา เสียงคำรามที่ทุ้มต่ำและทรงพลังยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้องก็ดังกึกก้องขึ้นจากเงามืดของซากวิหาร พื้นดินสั่นะเือย่างรุนแรง กลิ่นอายความตายที่เข้มข้นจนแทบจะจับตัวเป็ก้อนพวยพุ่งออกมาจากเงามืดนั้น เผยให้เห็นร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดั์ที่ก้าวเดินออกมาอย่างเชื่องช้าแต่น่าเกรงขาม
มันคือ อสูรพายุโลหิต สัตว์อสูรระดับสี่ขั้นต้น ซึ่งเป็ระดับที่สามารถกวาดล้างเมืองขนาดเล็กให้ราบเป็หน้ากลองได้อย่างง่ายดาย รูปร่างของมันคล้ายกับสิงโตั์ที่ยืนด้วยสองขาหลัง ร่างกายประกอบขึ้นจากหมอกทรายสีเืและกระดูกอสูรที่แหลมคม ดวงตาสีแดงเพลิงจ้องมองหลินเฟยด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกบุกรุกอาณาเขต มันคือผู้พิทักษ์ที่เฝ้าดูแลซากวิหารและชิ้นส่วนศาสตรามานานนับพันปี
หลินเฟยสูดลมหายใจลึกยาว ความหวาดกลัวไม่เคยอยู่ในพจนานุกรมของเขา มีเพียงความกระหายที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด เขาควบแน่นดาบปราณสีเืขึ้นมาในมืออีกครั้ง รัศมีพลังของขอบเขตสร้างฐานถูกเร่งเร้าจนถึงขีดสุด การเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับสี่คือการท้าทายความตายที่แท้จริง แต่เพื่อชิ้นส่วนที่สองของศาสตราไร้ลักษณ์ เขาพร้อมที่จะเดิมพันด้วยทุกสิ่งที่มี การต่อสู้สะท้าน์กำลังจะเปิดฉากขึ้น ณ ใจกลางพายุโลหิตคลั่งแห่งนี้!