“แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู แฮปปี้เบิร์ดเดย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ทูยู สุขสันต์วันเกิดนะทาย~”
สิ้นสุดเสียงร้องเพลง พี่สาวก็ยื่นเค้กไอศกรีมช็อกโกแลตให้น้องชายเป่าเทียน้า ทว่าน้องชายในชุดนักเรียนสีขาว กลับหันซ้ายหันขวา มองว่าพ่อแม่อยู่ส่วนไหนของบ้าน เพราะได้ยินคนขับรถ บอกว่าพ่อแม่กลับมาจากต่างประเทศแล้ว ทำไมมีแค่พี่เทียร์ที่มายืนร้องเพลงอวยพรวันเกิด แล้วคนอื่นๆ ล่ะ หายไปไหนกัน
“ป๊าม๊ายังไม่กลับมาเหรอ พี่เทียร์?”
แทนที่จะเป่าเค้ก น้องชายกลับถามถึงเื่นี้
“อ่า…กลับมา ว่าแต่ว่าทายรู้ได้ยังไง ว่าป๊าม๊ากลับมาแล้ว?” พี่สาวเอียงคอด้วยความเอ๊ะใจ ไม่คิดว่าน้องจะรู้
“ทายได้ยินคนขับรถที่ไปรับทาย คุยโทรศัพท์”
“อะ อ้อ” พี่สาวเริ่มกระอักกระอ่วน
“ป๊าม๊าติดงานเหรอพี่เทียร์ ถึงได้ไม่กลับบ้าน”
“นี่เพิ่งหัวค่ำเองทาย เดี๋ยวป๊าม๊าก็กลับมา พี่แค่อยากอวยพรวันเกิดทายเป็คนแรกไง ส่วนป๊าม๊าคงจะกลับมาเซอร์ไพรส์ ไม่เชื่อ ทายลองขึ้นไปดูบนห้องสิ ถ้ามีของขวัญ ก็แสดงว่าป๊าม๊าจะกลับมาพร้อมเค้กก้อนโตเลย”
“จริงเหรอครับ”
น้องชายคลี่ยิ้ม ก่อนจะรีบเป่าเค้กในมือพี่สาว
“งั้นทายขอเอาเค้กปอนด์นี้ไปกินก่อนนะ ขอบคุณนะครับพี่เทียร์ ฟอด~” น้องชายเขย่งปลายเท้าหอมแก้มพี่สาว ก่อนจะรีบถือเค้กไอศกรีมไปกินในห้องอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
ส่วนเค้กปอนด์ใหญ่ จะเก็บเอาไว้กินกับ ‘พี่จิต’ คืนนี้ ไม่รู้ว่าพี่จิตจะรู้ไหม ว่าวันนี้เป็วันเกิด แต่ถ้าไม่รู้ จะได้เป็ฝ่ายเซอร์ไพรส์ ให้หน้าเหวอเล่น แค่คิดก็สนุกเเล้ว
บรืนนน!
รถคันหรูขับมาจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ เพทายที่นั่งต่อของเล่นเป็ของขวัญ รีบวิ่งลงไปหาป๊าม๊าที่เพิ่งกลับมา
เมื่อทั้งสองเห็นลูกชาย ก็รีบวิ่งเข้ามาสวมกอดกันทั้งคู่ ทว่าความรู้สึก กลับไม่ใช่ความดีใจหลังจากกลับบ้าน แต่เป็ความหวาดกลัวอะไรสักอย่าง พวกท่านมือไม้สั่นเทิ้มน้ำตาคลอ มือลูบหัวลูกชาย ราวกับว่ากลัวจะตายจาก
“ป๊าม๊าเป็อะไรหรือเปล่าครับ?”
“ปะ เปล่าลูก ป๊าม๊าไม่ได้เป็อะไร”
ผู้เป็พ่อตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเทิ้ม ส่วนผู้เป็แม่ได้แต่โอบกอดลูกชายคนเล็กเอาไว้ในอ้อมแขน ถึงเพทายจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ ทว่าไม่กี่นาทีต่อมา เค้กช็อกโกแลตปอนด์ใหญ่ก็มาส่งถึงหน้าบ้าน ก่อนที่เราจะฉลองวันเกิด ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูแปลกไป ป๊าม๊าเหมือนมีความสุขไม่เต็มที่ สีหน้าเป็กังวลอย่างเห็นได้ชัด
“หนูเก็บของเรียบร้อยแล้วค่ะ”
พี่เทียร์เดินลงมาพร้อมกระเป๋าเดินทางของตัวเอง และของน้องชาย ซึ่งเ้าตัวยังยืนงงว่าจะเก็บกระเป๋าทำไม
“เราจะไหนกันเหรอครับ?”
“เราจะย้ายไปอยู่ที่อื่นกันสักพักนะลูก”
ผู้เป็แม่บอกกล่าว พร้อมกับลูบหัวลูกชาย
“ย้ายทำไมเหรอครับ ทำไมเราต้องย้ายด้วย?”
“ป๊าม๊ามีเหตุผลนะทาย เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง”
“ไม่ครับพี่เทียร์ ทายอยากรู้ว่าทำไมเราต้องย้าย”
น้องชายดึงดัน ไม่อยากไปไหนจนกว่าจะรู้เหตุผล
“ลูกรัก ฟังม๊านะลูก ป๊าเข้ากำลังเปิดบริษัทใหม่ที่จังหวัด*** พวกเราเลยจำเป็ต้องย้ายไปอยู่ที่นั่น รวมถึงย้ายโรงเรียนของลูกด้วย” เหตุผลที่ได้ฟัง ทำให้เพทายขมวดคิ้วชนกัน เพราะปกติป๊าก็ขยับขยายบริษัทไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว ไม่เห็นมีครั้งไหน ที่จะต้องย้ายไปอยู่ใกล้ที่ทำงาน
“ป๊าไปทำงานที่นั่นคนเดียวก็ได้หนิครับ ทำไมพวกเราต้องย้ายตามไปด้วย แล้วนี่ถ้าไปเปิดบริษัทต่างประเทศ เราไม่ต้องย้ายไปอยู่ต่างประเทศด้วยเหรอครับ?” ด้วยความเป็เด็กฉลาด เลยถามไปตามความเข้าใจ ว่าพวกเราไม่จำเป็ต้องย้ายที่อยู่ เพราะงานบริษัท ป๊าไปดูงานแค่ไม่กี่วัน ก็กลับได้แล้ว ไม่เห็นจะจำเป็ต้องย้ายที่อยู่เลย
“ทาย ฟังเหตุผลให้จบก่อนสิ” พี่สาวปรามน้องชาย
“ทายฟังอยู่ ทายแค่อยากถามในสิ่งที่ทายยังสงสัย ทายถามไม่ได้เหรอครับ?” น้องชายสวนกลับ พลางใช้สายตาฉงน มองคนในครอบครัว ที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วน
“ไม่ใช่ว่าถามไม่ได้ ม๊าเขาแค่ยังบอกเหตุผลไม่หมดเท่านั้นเอง ที่พวกเราจะต้องย้ายไปอยู่ที่นั่น ก็เพราะว่าป๊าม๊าเคยคุยกันเอาไว้ ว่าถ้าธุรกิจที่นี่คล่องตัว เราจะย้ายไปอยู่ที่นั่นกัน ป๊าซื้อบ้านเอาไว้แล้วนะ เป็บ้านหลังใหญ่ติดทะเล ที่ลูกเคยบอกว่าชอบ ตอนที่เราไปเที่ยวซัมเมอร์กันไง ตอนนี้บ้านหลังนั้นเป็ของเราแล้วนะ ลูกดีใจไหม?”
เพทายยกยิ้มเมื่อนึกถึงบ้านติดทะเลที่เคยไปเที่ยว แต่พอนึกถึงพี่จิต รอยยิ้มนั้นก็จางหายไปในทันที เพราะบ้านหลังนั้นอยู่ไกลจากที่นี่ ถ้าย้ายไปคงจะไม่ได้เจอกันอีก
“ผมไม่อยากย้าย ผมชอบบ้านหลังนี้มากกว่า”
เหตุผลอื่น ถูกนำมาเป็ข้ออ้าง อย่างน้อยก็ขอให้ได้บอกพี่จิตก่อนสักอาทิตย์ว่าจะต้องย้าย ไม่อย่างนั้นพี่เขาอาจจะเสียใจที่ทางนี้หายไปโดยที่ไม่บอกกล่าวกันก่อน
“ทาย พี่ยังยอมย้ายเลยนะ”
“พี่เทียร์เรียนจบแล้ว แต่ทายยังเรียนไม่จบ”
“ไม่ใช่ข้ออ้างเลยทาย ที่นู่นก็มีโรงเรียนใหม่รออยู่”
“ไม่เอา ทายไม่อยากย้าย ยังไงทายก็จะไม่ย้าย!”
น้องชายแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวเป็ครั้งแรก ก่อนจะรีบวิ่งหนีกลับขึ้นไปบนห้องนอน แล้วล็อกประตูไม่ให้ทุกคนเข้ามา ป๊าม๊าและพี่เทียร์พูดเกลี้ยกล่อมยังไง เพทายก็ไม่ยอม จนกว่าจะได้บอกเื่นี้กับพี่จิต ว่าเราจะไม่ได้เจอกันแล้ว หรือถ้าพี่จิตบอกว่าตามไปได้ เพทายถึงจะยอมไป
“คืนนี้ พี่จะมาหาผมใช่ไหม…”
เด็กชายนั่งกอดเข่าอยู่ริมระเบียง รอเวลาที่จะหาทางปีนลงไปหาพี่ ทว่าตอนนี้ก็สี่ทุ่มกว่าแล้ว ป๊าม๊าเอากุญแจมาเปิดประตูห้องได้ เหลือแต่ประตูระเบียงที่ลูกชายเอาเชือกผูกจากด้านนอกไม่ให้คนข้างในเปิดประตูออกมา
“เพทายลูก!”
ป๊าม๊าเคาะประตูเรียกจากด้านใน เมื่อเพทายเห็นว่าอีกไม่นาน ป๊าก็คงสั่งในคนสวนปีนระเบียงขึ่นมาเอาตัว ตนเองจึงรีบชิ่งหนี ปีนลงจากระเบียงไปก่อน สร้างความตื่นตระหนกใให้ทุกคนในบ้าน ทว่าเพทายก็ไม่รู้สึกกลัว คิดแค่ว่า ทำยังไงก็ได้ ให้ได้เจอพี่จิต ก่อนที่จะจากกัน
เด็กชายในชุดไปรเวทสีฟ้าตัดขาว มุดหาทางหนีออกจากบ้านอย่างชำนาญ แล้ววิ่งไปในจุดที่ฝั่งหมาน้อยตัวนั้น เพราะถ้าพี่จิตมาหาพี่เขาต้องเดินผ่านมาทางนี้แน่ๆ
บรืนนน…
รถคันหรูของป๊าขับผ่านไปผ่านมา รวมถึงคนงานในบ้านที่ตามหาตัวเด็กหนุ่มกันจ้าละหวั่น ทุกคนะโเรียกชื่อ ‘เพทาย' ทว่าเ้าของชื่อกลับไปนั่งหลบหลังต้นไม้ใหญ่ แล้วเอาถังขนาดพอดีตัวมาปิดครอบเอาไว้ รอยแตกร้าวทำให้เด็กชายหลบซ่อนได้นาน แต่ความหวังที่จะเจอพี่จิต นั่นแทบไม่มี ไม่รู้ว่าติดธุระหรือว่าพี่เขาไม่มา
“ฮรึก...ทำไมพี่ไม่มาหาผม”
น้ำตาหยดแรกไหลอาบแก้มในตอนที่ฟ้าสว่าง
“ผะ ผมรอพี่ทั้งคืน ผมอยากบอกพี่ว่าผมจะต้องไปแล้ว ฮรึก พะ พี่อยู่ที่ไหน ทำไมพี่ถึงไม่มาหาผม ฮึก ฮือออ”
หยดน้ำสีใสไหลพรากไม่ขาดสาย ความเสียใจมาพร้อมกับความกลัว กลัวว่าเราสองคนจะไม่ได้เจอกันอีก กลัวว่าพี่เขาจะโกรธ หากไปโดยไม่ได้บอกลา ความรู้สึกมากมายทำให้เด็กชายยังนั่งกอดเข่าอยู่ในนี้ไม่ออกไปไหน
แต่…สุดท้ายแล้ว มันก็ยากที่จะหลบซ่อน
ตำรวจมาเจอตัวในตอนที่เด็กชายร้องไห้จนหมดสติ นอนอยู่ในถังสีเหลืองใบเก่า ก่อนที่ป๊าม๊าจะมารับตัว แล้วพาไปโรงพยาบาลเพื่อเช็กสุขภาพ หลังจากนั้นก็พาไปบ้านใหม่ โดยที่ลูกชายยังไม่ตื่นขึ้นมารับรู้ความจริงด้วยซ้ำ
พรึบ~
เตียงนอนขนาดใหญ่ยุบฮวบ ตามน้ำหนักที่กดทับลงมา ผ้าห่มถูกดึงให้เปิดออก ทว่าเด็กหนุ่มกลับยื้อยุดเอาไว้ พอได้ยินเสียงคำรามในลำคอก็รีบปล่อยผ้าห่มทันที
ภายใต้แสงไฟสีแดงสลัว สายตาคมกริบจ้องมองใบหน้าเปื้อนหยดน้ำตาของเด็กหนุ่ม ก่อนที่จะซบลงมานอนบนแผงอก แล้วล้วงมือเข้าไปใต้เสื้อ ลูบวนบริเวณหน้าท้องแบนราบ จนเพทายนอนตัวเกร็ง หอบหายใจถี่ยิบ
อารมณ์เขาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนตามไม่ทัน
เดี๋ยวก็ดุดัน น่ากลัว อีกเดี๋ยวก็มาทำแบบนี้ใส่
“มันเต้นแรง”
ชายฆาตกรคงหมายถึงหัวใจของผมในตอนนี้ ที่อึกทึกครึกโครมยิ่งกว่ากลองกัมปนาท เมื่อถูกมือใหญ่ัั ความรู้สึกวาบหวามก็เกิดขึ้น แล้วมันจะยิ่งทวีคูณ ในตอนที่เขาจับมือของผม ไปลูบหัวตัวเองอย่างถือวิสาสะ
“คะ คุณ…”
“ฉันไม่หล่อ” เขาพูดแทรกประโยค
“ฉันเกลียดหน้าตัวเอง หน้าที่ฉันไม่้า”
เด็กหนุ่มได้แต่นอนฟังตัวแข็งทื่อ มือลูบไล้กลุ่มผมสีน้ำเงินตามมือใหญ่อีกข้าง ที่จับมือขาวเนียนลูบซ้ำไปมา
“มันทำให้คนที่ฉันรัก จดจำฉันไม่ได้ตลอดทั้งชีวิต”
คนที่เขารัก…งั้นเหรอ?
“คะ คุณมีคนที่คุณรักแล้วเหรอครับ?”
ถามเสียงสั่นเครือ ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายวาบหวิว เมื่อรู้ว่าชายที่ตนมีอะไรด้วย มีคนรักอยู่แล้ว ถึงจะไม่ได้สมยอม แต่ััที่เขามอบให้ กลับทำให้ผมสำคัญตัวเอง
“มี”
คำตอบที่ได้รับ มีผลต่อความรู้สึกของอีกฝ่าย น้ำตาที่หยุดไหลไปแล้ว กลับมาไหลซึมออกจากหางตา มือที่ลูบกลุ่มผมหยุดชะงัก ก่อนจะถูกดึงกลับไปปิดใบหน้า
“ฉันรักคนคนนั้นมาก มากพอที่จะตายแทนกันได้”
“แล้วคุณมายุ่งกับผมทำไม คะ คุณปล่อยผมไปสิ”
“ฉันปล่อยนายไปไม่ได้ ชีวิตนายเป็ของฉันแล้ว”
“….”
ริมฝีปากสีสวยขบเม้มติดกันแน่น แล้วดันตัวเองถอนออกห่างชายร่างใหญ่ ลงไปนั่งกอดเข่า ที่พื้นข้างเตียง
“ลงไปนั่งทำไม ขึ้นมา”
ผมไม่ตอบ เอาแต่นั่งฟุบหน้าอยู่อย่างนั้น
“ถ้าไม่ยอมขึ้นมา คืนนี้อย่าหวังว่าจะได้นอน”
คำขู่ไม่มีผล ผมทำหูทวนลมทั้งที่ก็กลัวเขามาก
“ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้าไม่ขึ้นมา โดนหนักแน่”
ผมทำอะไรได้เหรอ ขึ้นก็โดน ไม่ขึ้นก็โดนอยู่ดี
“หนึ่ง” น้ำเสียงเข้มขู่คำราม
“สอง” เริ่มตัวสั่นเทิ้ม น้ำตาไหล
“สา…พรึ่บ!”
มันบ้ามากที่ผมหันไปะโขึ้นเตียงนุ่ม แล้วสวมกอดคนตัวใหญ่ ทั้งที่หัวสมองสั่งว่าให้ต่อยหน้าเขาสักหมัด โทษฐานที่มีคนรักอยู่แล้ว แต่ดันมาทำให้ผมหวั่นไหว
“คุณมันคนใจร้าย ฮรึก ใจร้ายที่สุด ฮือออ!”
อ้อมกอดถูกกระชับแน่นขึ้น ใบหน้าอ่อนเยาว์เปียกปอนไปด้วยหยดน้ำตาที่พรั่งพรู ทำเอาแผงอกกำยำที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ และรอยสักเปียกชุ่ม ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นมาแนบแผ่นหลังบอบบาง ก่อนจะทิ้งตัวนอนหงายให้ผมนอนกกกอดบนหุ่นล่ำสัน ไม่ปฏิเสธอ้อมกอดนี้ แต่อย่างใด
กว่าเสียงสะอื้นไห้จะเงียบสงบ แล้วมีเสียงอันตราการเต้นของหัวใจเข้ามาแทนที่ ก็ใช้เวลาไปร่วมชั่วโมง ผมเงยหน้าขึ้นอีกที ก็พบว่าเ้าของร่างใหญ่ที่ผมนอนกอด ผล็อยหลับไปทั้งอย่างนั้น ทำให้ผมเห็นใบหน้าหล่อคมอย่างชัดเจน ได้เห็นลูกกระเดือกก้อนเท่ากำปั้น ได้เห็นทุกส่วนที่เขาบอกว่าเกลียด แต่ผมกลับหลงเสน่ห์ ในใบหน้านี้
นิ้วเรียวยกขึ้นััไปบนผิวหน้าเนียนละเอียด กลีบเนื้อหนาชุ่มฉ่ำ มีจิวเหล็กเจาะอยู่ ทำให้ผมเขินจนหน้าแดง เมื่อคิดถึงตอนที่เขาบดขยี้จูบลงมา ผมอาจจะบ้าที่ไปหลงใหลในตัวฆาตกรโรคจิต แต่ทว่าเขากลับมีผลต่อหัวใจจนผมปฏิเสธไม่ได้ ทุกััเนื้อแนบเนื้อ มันทำให้ผมใจสั่น แล้วยิ่งนึกถึงตอนที่มีเซ็กซ์ ผมกลับมีอารมณ์ร่วม
ร่างผอมบางชันตัวลุกขึ้นนั่งคร่อมบนหน้าท้องซิกซ์แพ็ก แล้วใช้ปลายนิ้วชี้วาดไปบนรูปหน้าฟ้าประทาน ไล่ไปในทุกสัดส่วนที่คิดว่าน่าหลงใกล้ ก่อนจะโน้มตัวลงไปซบลำคอแกร่งกร้าน จากนั้นก็ออกแรงดูด ทำรอยกลีบกุหลาบ
ไม่รู้ว่าเขาจะรู้สึกเจ็บไหม แต่เขาก็นอนนิ่งให้ผมทำจนรอยกลีบกุหลาบเต็มลำคอ ผมมองผลงานที่ตัวเองเป็คนสร้าง ก่อนจะตวัดเรียวลิ้น โลมเลียยอดอกสีน้ำตาลเข้ม
สมองเริ่มพร่ามัว ผมทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำ ผมเลียทุกส่วนเหมือนที่เขาเคยเลียให้ผม ลากปลายลิ้นลงไปพรมจูบหน้าท้อง ที่มีแต่กล้ามเนื้อแข็งแรง เมื่อถึงจุดที่มีรอยนูน ผมก็ปลดซิปกางเกงยัน แล้วควักท่อนเอ็นใหญ่ยาวออกมาดูดเลียมัน คล้ายไอศกรีมที่ผมโปรดปราน
เอ็นร้อนผ่าวเต้นตุบตับอยู่ในโพรงปากคับแน่น รสหวานปนคาวนิดๆ ทำให้ผมหยุดที่จะอมมันไม่ได้ น้ำเมือกสีใสที่ไหลเยิ้มจากปลายหัว ติดริมฝีปากสีเชอร์รี่จนยืดเยิ้มเป็เส้นตรง ผมตวัดลิ้นเรียว เก็บทุกเส้นเข้าไปในโพรงปาก แล้วค่อยๆ ลากลิ้นลงไปให้ความอบอุ่นพวงไข่สองใบ
จากผู้ถูกกระทำ กลายเป็ผู้กระทำเสียเอง
ไม่นานนัก น้ำสีขาวขุ่นก็พุ่งกระฉูดออกมาจากปลายหัวเห็ด สะโพกหนากระตุกเกร็งถี่รัว ก่อนที่เสียงคำรามจะครางครืนในลำคอ ผมยกยิ้มอย่างผู้มีชัย พร้อมกับชันตัวขึ้นไปนั่งจ่อท่อนเนื้อหนา บริเวณรูจีบที่ยังแดงแจ๋
“อะ อ๊าาา ยังแสบรูอยู่เลย
ผมครวญครางเสียงสั่น ถึงจะอยากควบเองแต่ก็ยังรู้สึกแสบสัน จนไม่สามารถกดลงไปมิดลำได้ ทำได้แค่เพียงรูดเข้ารูดออกปลายหัวเห็ดั์ที่ตอนนี้ผงาดชี้ฟ้าอยู่
“อะ อ๊า ใหญ่มาก อื้อ ผมแสบ แสบไปหมด”
เด็กหนุ่มครางประท้วง มือจิกหน้าท้องซิกซ์แพ็ก จนเห็นเป็รอยเล็บแดงเถือก ความเร่าร้อนในร่างกายทำให้เพทายถอดเสื้อ แล้ววาดลวดลายเท่าที่พอจะโยกเองได้
“ผะ ผมไม่ไหวแล้ว”
รูจีบถูกรูดออกจากท่อนเอ็นใหญ่ยาว แต่ก่อนที่จุดเชื่อมจะหลุดออกจากกัน สะโพกหนาก็ตอกขึ้นมามิดด้าม ทำให้คน้าจุกจนร้องไม่ออก น้ำตาแตกเมื่อถูกตอกระรัว ตัวสั่นระริกทำอะไรไม่ได้ นอกจากเกร็งอยู่ท่านั้น
ตรั่บ ตรั่บ ตรั่บ ตรั่บ ตรั่บ!
ท่อนเอ็นหนาตอกใส่รูจีบแบบไม่ลืมหูลืมตา ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นมาช่วยประคองเอวบาง ให้ยกลอยอยู่อย่างนั้นนานหลายนาที จนน้ำใคร่แตกคารูเปียกชุ่มที่นอน
“ผะ ผมยอมแพ้แล้ว ผมขอโทษที่ลักหลับคุณ”
ดวงตาคมกริบลืมขึ้น พร้อมกับพลิกร่างผอมบางให้ลงไปนอนถ่างขา จากนั้นก็ยัดท่อนเอ็นเข้ามามิดลำ แล้วโยกสะโพกเข้าออกอย่างป่าเถื่อน เสียงคำรามดังลั่นที่ระบายออกมา บ่งบอกว่าเขากำลังรู้สึกเสียวกระสันเป็อย่างหนักคล้ายสัตว์ป่าใน่ฤดูผสมพันธุ์ที่กำลังติดสัตว์
“ซี้ด อ่าส์ อีหมาร่าน ต้องเจอสั่งสอนท่านี้”
เขาจับเอวยกลอยวืด แล้วกระแทกลำหนาเข้ามามิดด้าม จนผนังเนื้อด้านในแทบรุกเป็ไฟ เขารุนแรง บ้าคลั่งเหมือนทุดครั้งที่ผ่านมา ทว่าผมกลับรู้สึกเสียวตามจากแรงเสียดสีในช่องท้อง เอ็นั์กระหน่ำแทง จนหน้าท้องแบนราบ ปูดนูนตามรูปทรง ยิ่งเขากดท้อง ผมยิ่งเสียว
“ผมจะเสร็จ อ๊า สะ เสียว ผมเสียวจะตายแล้ว”
เด็กหนุ่มดิ้นพล่าน สองมือจิกผ้าปูที่นอนจนแทบขาดหวิน หมอนบนเตียงกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง พร้อมกับร่างบางที่ถูกดึงขึ้นไปขย่มบนตอแข็งปั๊ก ทั้งเสียว ทั้งจุก ทั้งแน่น ทั้งแสบในคราวเดียว แต่พอได้ประกบจูบปาก กลับรู้สึกเหมือนได้ขึ้น์ ทั้งที่ยังไม่ได้เสร็จสม
จ๊วบ อ๊า จ๊วบ~
ลิ้นเรียวตวัดเกี่ยวพันกันอย่างเร่าร้อน มือขาวยกขึ้นประคองใบหน้าหล่อคม พลางเอียงคอสลับจูบไปมา สร้างอารมณ์ให้อีกฝ่ายคล้อยตาม เขาแลบลิ้นให้ผมดูดดุน พร้อมกับขยำบั้นท้ายกลมมน ที่กำลังขย่มตออย่าเมามันส์
“กะ ใกล้จะแตกแล้ว”
เขาครางเสียงสั่นกระเส่า
“ขย่มแรงๆ เลย ซี้ด อ่าส์!’
ผมทำตามที่เขา้า ขย่มลงไปให้เอ็นหนาบดเบียดในช่องท้อง ก่อนที่ผมจะก้มหน้าเลียยอดอกให้เขา มันมหัศจรรย์มาก ในตอนที่เรามีอารมณ์ร่วมกัน ทุกอย่างมันดีไปหมด ถึงจะรุนแรง ดุดันแต่เขาก็เปิดรับตัวตนแบบนี้
“แตกแล้ว น้ำแตกแล้ว อั๊ก ซี้ดดด!”
ทีสุดท้าย ผมรู้สึกร้อนวาบภายในท้อง
“อึก ผมก็แตกแล้วเหมือนกัน จ๊วบ~”
สะโพกบางบดคลึงเพื่อรีดน้ำรัก พร้อมกับโน้มใบหน้าลงไปจูบปาก น่าแปลกที่จูบนี้หวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า จนผมไม่สามารถผละจูบได้ เขาเองก็เช่นเดียวกัน
“อีหมาร่าน” เขาเรียกผมในตอนที่ถอนจูบ
“ผมเป็อย่างนั้น ผมขอโทษ ขอโทษจริงๆ”
ขอโทษเสร็จ ก็จูบปากแลกลิ้นอย่างดูดดื่ม
ค่ำคืนนี้จบลง โดยที่เราทั้งคู่นอนกอดกัน และเป็ผมที่กอดเขาแน่น ไม่มีความคิดที่จะหนีคนคนนี้ไปไหนแล้ว