ตอนที่ 9
จับคู่ให้พี่ใหญ่
“คุณหนูตื่นเช้าจังเลยเ้าคะ”สาวใช้คนสนิทเอ่ยทักทายผู้เป็นายด้วยรอยยิ้มสดใสพร้อมกับวางอ่างล้างหน้าไว้บนโต๊ะข้างเตียงนอน
“อืม”มี่จื่อมีรอยยิ้มบนใบหน้าให้กับสาวใช้ข้างกายเล็กน้อยพร้อมกับรับผ้าขาวมาซับหน้าเบาๆ ก่อนรุ่งสางนางตื่นขึ้นมาเพราะฝันร้ายจากเมื่อคืนทำให้นอนต่อไม่ค่อยหลับ ระหว่างที่รอให้สว่างจึงนั่งอ่านตำราไปพลางๆจนกระทั่งสาวใช้เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับอ่างล้างหน้า
วันนี้ใน่สายพี่ใหญ่บอกว่าจะพานางกับน้องๆและซูเหม่ยหลินไปล่องเรือที่แม่น้ำนอกเมืองดังนั้นเช้านี้นางจึงเข้าครัวทำอาหารสักสี่ห้าอย่าง ไปทานในระหว่างล่องเรือด้วย
มี่จื่อผลัดเปลี่ยนชุดสำหรับเข้าครัวอย่างรวดเร็วจากนั้นก็เดินออกจากเรือนไปยังห้องครัวพร้อมกับสาวใช้คนสนิท
พ่อครัวเห็นคุณหนูรองเข้ามาในห้องครัวต่างพร้อมใจกันหยุดมือและออกมาต้อนรับมี่จื่อบอกกับพ่อครัวใหญ่ว่านางอยากใช้ห้องครัวเพื่อทำอาหารไปทานในระหว่างล่องเรือพ่อครัวจึงแบ่งพื้นที่ให้นางอีกฝั่งพร้อมกับลูกมืออีกสองคน
รายการอาหารที่มี่จื่อจะทำในวันนี้ล้วนเป็อาหารที่ทำง่ายๆแต่เป็สิ่งที่พี่ใหญ่และน้องๆ ของนางชอบเช่นกัน
ฝีมือการทำอาหารของนางไม่จัดว่าล้ำเลิศเทียบเท่ากับพ่อครัวใหญ่ในวังหลวงแต่ไม่ว่าใครที่ได้ชิมฝีมือของนางล้วนออกปากชมว่าอร่อยทั้งสิ้น
นางใช้เวลาอยู่ในห้องครัวประมาณครึ่งชั่วยามอาหารที่รังสรรค์ขึ้นมาก็เป็อันเสร็จ หญิงสาวบอกให้สาวใช้จัดอาหารใส่ตะกร้าต่อส่วนนางกลับมาเปลี่ยนชุดรอ
อีกหนึ่งชั่วยามถัดมาพี่ใหญ่กลับมาจากพระราชวังส่งพ่อบ้านเข้ามาแจ้งกับพวกนางว่าอีกหนึ่งเค่อจะออกเดินทางแล้วให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม
“พี่รองเส้าอิงตื่นเต้นจังเลยขอรับ” เด็กชายตัวน้อยเดินมาจับมือมี่จื่อกล่าวบอกด้วยสีหน้าตื่นเต้นอย่างไม่ปิดบัง
และก็เป็ครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ฉินเส้าอิงจะได้มีโอกาสออกไปเที่ยวกับพวกพี่ๆทั้งสามคนของเขา ที่ผ่านมาเพราะเส้าอิงอายุยังน้อยฮูหยินสามจึงไม่ค่อยอนุญาตให้ออกไปไหนมาไหนโดยที่ไม่มีผู้เป็มารดาไปด้วยแต่ครั้งนี้ได้พี่ใหญ่ฉางไห่ออกหน้ารับปากด้วยตนเองว่าจะดูแลเด็กน้อยเป็อย่างดีฮูหยินสามหานเยว่ซือจึงค่อนข้างวางใจอนุญาตให้บุตรชายติดตามพวกพี่ๆออกมาเที่ยวข้างนอกได้
มี่จื่อมีรอยยิ้มอ่อนโยนให้กับน้องชายต่างมารดานางกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส “พี่รองก็ตื่นเต้นเช่นกัน”ไม่ใช่ว่านางจะสามารถออกไปนั่งล่องเรือได้อย่างตามใจ หากไม่มีคนในครอบครัวไปด้วยไหนเลยนางจะได้รับอนุญาตจากผู้เป็มารดาได้ดังนั้นสีหน้าของสองพี่น้องที่มีอาการตื่นเต้นจึงไม่ได้ต่างกันนัก
ตงอิงย้ายมานั่งในรถเข็นไม้แทนจากความช่วยเหลือของพี่ใหญ่ฉางไห่ “ลำบากพี่ใหญ่กับพี่รองแย่เ้าค่ะ”
“ลำบากอันใดกันใช่หรือไม่พี่ใหญ่” มี่จื่อกล่าวกับน้องสามประโยคแรก และประโยคต่อมากล่าวกับพี่ใหญ่
“อืม”ผู้เป็พี่ใหญ่สุดในจวนพยักหน้าไปครั้งหนึ่ง พร้อมกับเข้ามาเข็นรถเข็นของตงอิง
“ไปด้วยกันหลายๆคน สนุกดีออกขอรับ” ฉินเส้าอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริง
ตงอิงค่อนข้างเกรงใจพี่ๆทั้งสองของนางเป็อย่างมาก คราแรกที่พี่รองมาบอกว่าพี่ใหญ่จะพาไปล่องเรือตงอิงเอ่ยปากปฏิเสธไปในทันที เพราะนางไม่อยากเป็ภาระให้กับพวกพี่ๆ ทั้งสองกลัวว่าจะล่องเรือไม่สนุกกัน หากมัวแต่คอยมาเป็ห่วงคนเจ็บเช่นตน
รถม้าคันใหญ่จอดเทียบรออยู่ที่หน้าจวนคนทั้งสี่เดินไปขึ้นรถม้าที่นั่นใช้เวลาเดินทางไปยังท่าเรือประมาณครึ่งชั่วยามก็ถึงซูเหม่ยหลินเพื่อนของนางนัดเจอกันที่นั่น
“ถึงแล้วเ้าค่ะ”เสี่ยวอี้นั่งอยู่ข้างหน้าพร้อมกับคนขับเอ่ยบอกกับผู้เป็นายด้านใน
“ไกลเหมือนกันนะเ้าคะ”มี่จื่อรู้สึกเวียนหัวและเมื่อยไปหมดทั้งตัว รถม้าโคลงเคลงตลอดเวลาผิวถนนค่อนข้างเป็หลุมเป็บ่อตลอดการเดินทาง
ท่าเรือตรงนี้ตั้งอยู่นอกเมืองระยะทางไม่ได้ไกลนัก แต่การเดินทางค่อนข้างลำบากเหมือนกันแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้คนเดินทางมาที่นี่เพื่อล่องเรือชมทิวทัศน์ที่สวยงามกันเป็จำนวนมากเพราะมาแล้วคุ้มค่าแก่การมา
ทุกคนลงมาจากรถม้าครบหมดแล้วแค่ภาพตรงหน้าก็สามารถสะกดสายตาคนทั้งสามได้แล้ว
“งามมากเ้าค่ะพี่รอง”ตงอิงแสดงสีหน้าตื่นเต้น มองไปรอบๆ รถม้าล้วนความงามเหล่านี้สามารถสะกดสายตาผู้มองได้เป็อย่างดี
มี่จื่อมองไปรอบๆตนเองเช่นกัน ใบหน้างามเผยรอยยิ้มบางๆ“พี่รองบอกกับเ้าแล้วว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน” นางเองก็ไม่เคยมาที่นี่ได้ยินแต่ผู้คนร่ำลือต่อๆ กันมาอีกทีไม่คิดว่าการมาเห็นด้วยตาตนเองเช่นนี้จะงดงามมากกว่าที่คนอื่นๆ บอกเล่ามา
“พี่รองตรงนั้นมีลูกกวางด้วยขอรับ”
เด็กน้อยเส้าอิงชี้มือไปยังลูกกวางตัวน้อยกำลังกินหญ้าอ่อนข้างต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากกลุ่มที่ทุกคนยืนอยู่นักสัตว์เหล่านี้ดูจะไม่ได้มีท่าทีตื่นกลัวผู้คนเลยสักนิดพวกมันล้วนมีท่าทีคุ้นชินกับผู้คนเสียมากกว่า
หญิงสาวทั้งสองมองตามมือป้อมๆที่ชี้ไป เห็นเป็จริงดังว่า ต่างพากันตื่นเต้นกันใหญ่แววตาส่องประกายอย่างสนุกสนาน
“บริเวณตรงนี้ไปจนถึงูเาลูกใหญ่เบื้องหน้าเป็เขตหวงห้ามไม่ให้มีการล่าสัตว์ไม่ว่าจะเป็สัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่ล้วนมีให้เห็นเป็ระยะ”
ฮ่องเต้พระองค์ก่อนชื่นชอบการประพาสป่าเป็พิเศษบริเวณแถบนี้จึงเป็อีกสถานที่หนึ่งที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนโปรดปรานพระองค์เสด็จมาที่แห่งนี้อยู่บ่อยครั้งและทรงตรัสว่าห้ามให้มีการล่าสัตว์เกิดขึ้นในบริเวณนี้เช่นกันอนึ่งเพื่อเป็การรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์เอาไว้
“เข้าไปด้านในกันเถอะ”ฉินฉางไห่บอกกับน้องๆ ของตน พร้อมกับผลักรถเข็นของน้องสามไปพร้อมกับทุกคน
จุดที่ทุกคนกำลังยืนดูลูกกวางอยู่เมื่อครู่นี้เป็จุดสำหรับจอดรถม้าให้แก่ลูกค้าที่จะมาล่องเรือเดินจากจุดนี้ไปอีกครึ่งเค่อก็จะพบกับอาคารไม้ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่หนึ่งหลังท่ามกลางธรรมชาติล้อมรอบ
กิจการแห่งนี้เป็ส่วนหนึ่งของทางการดูแลควบคู่กับพ่อค้าจึงมีทหารจำนวนหนึ่งยืนประจำการควบคุมความเรียบร้อยอยู่ด้านหน้าอาคารให้เห็นเป็ระยะ
“พี่ใหญ่รอสหายของข้าสักครู่ก่อนเ้าค่ะ”มี่จื่อบอกกับพี่ใหญ่ พลางมองหาซูเหม่ยหลินไปด้วย นางกับสหายนัดกันเวลานี้ไว้ตรงบริเวณทางเข้าอาคารไม้
ฉินฉางไห่พาน้องๆเดินมารอที่ใต้ต้นไม้ใหญ่บริเวณทางเข้าอาคาร พวกเขายืนรอตรงจุดนี้เด่นที่สุดไม่ว่าใครก็ตามก่อนที่จะเข้าไปด้านในอาคารก็ต้องเดินผ่านจุดนี้ไปเสียก่อน
ระหว่างที่รอมี่จื่อคอยชะเง้อมองหาสหายเป็ระยะ รอไม่นานก็เห็นร่างบางเดินถือร่มน้ำมันมาแต่ไกลมี่จื่อจึงโบกมือเรียกสหาย
ซูเหม่ยหลินมองเห็นเพื่อนรักยืนอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ก็รีบตรงเข้าไปหาอย่างไม่รอช้า
“รอนานหรือไม่”ทันทีที่มาถึง ซูเหม่ยหลินก็กล่าวถามมี่จื่อ
“ไม่นานพวกเราก็เพิ่งมาถึงเมื่อครู่นี้เช่นกัน”มี่จื่อเดินเข้าไปจูงมือสหายเข้ามาด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย“ข้ามีคนที่จะแนะนำให้เ้าได้รู้จัก”
ซูเหม่ยหลินกันฉินฉางไห่ไม่เคยพบกันมาก่อนถึงแม้จะใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองหลวงเหมือนกัน อีกฝ่ายเป็คุณหนูในห้องหอถูกเลี้ยงดูมาเป็อย่างดี ั้แ่เล็กจนถึงวัยปักปิ่นล้วนใช้ชีวิตอยู่แต่ภายในจวนเสียส่วนใหญ่ส่วนพี่ใหญ่ฉางไห่ เขาเริ่มติดตามบิดาไปทำงานั้แ่อายุสิบสามปีและเพราะด้วยความเฉลียวฉลาดเกินวัย ทำให้เป็ที่ถูกตาถูกใจของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันสามารถสอบเป็ขุนนางได้แต่อายุยังน้อย จนบัดนี้สามารถไต่เต้าได้เป็ถึงผู้ตรวจการพิเศษในวัยเพียงยี่สิบปี
“หืม”ซูเหม่ยหลินสงสัยเล็กน้อย เดินตามหลังเพื่อนมาหยุดอยู่ตรงหน้าบุรุษที่ตนไม่คุ้นเคย
“เหม่ยหลินนี่คือพี่ใหญ่ของข้า พี่ฉินฉางไห่” นางยกยิ้มกว้าง แล้วหันไปบอกกับพี่ชาย “พี่ใหญ่คุณหนูซูที่ข้าเคยเล่าให้ฟังเ้าค่ะ”
มี่จื่อรีบแนะนำคนทั้งสองให้รู้จักกันพลางสังเกตพวกเขาไปด้วย แผนการจับคู่ให้กับพี่ชายของนางกำลังจะเริ่มขึ้น
นางอยากมีพี่สะใภ้ใจจะขาดแล้ว
“ยินดีที่ได้พบคุณหนูซู”ฉินฉางไห่ชำเลืองมองมายังน้องสาวของตนเองเล็กน้อย ด้วยท่าทีแปลกๆของนางทำให้ผู้เป็พี่อดที่จะหางคิ้วกระตุกไปหนึ่งครั้งเสียมิได้แต่ถึงอย่างนั้นฉินฉางไห่ก็ยังสามารถรักษาท่าทีสงบได้เป็อย่างดี
“เรียกข้าว่าเหม่ยหลินเหมือนกับมี่จื่อก็ได้เ้าค่ะ”คุณหนูซูเหม่ยหลินไม่เคยพบกับพี่ชายของสหายมาก่อน นางค่อนข้างเขินอายอยู่มากยามที่ต้องเงยหน้าสบตากับคนตัวโตกว่า
“น้องเหม่ยหลิน”ฉินฉางไห่เรียกชื่อสหายของน้องสาวอีกครั้ง แลดูเป็กันเองมากขึ้น
“เ้าค่ะ”คราวนี้ซูเหม่ยหลินแก้มแดงเปล่งยิ่งกว่าเดิมนางรู้สึกพึงพอใจกับคำเรียกที่แสนสนิทสนมเช่นนี้ของพี่ชายเพื่อนสนิทเป็อย่างมาก
หลังจากที่ทักทายกันพอเป็พิธีแล้วมี่จื่ออาสาเป็คนเข็นรถเข็นของน้องสามด้วยตนเองเข้าไปในอาคารไม้นางส่งเส้าอิงไปให้พี่ใหญ่ดูแลแทนโดยที่พี่ใหญ่ไม่รู้เลยว่าเส้าอิงได้วางแผนบางอย่างร่วมกันกับพี่รองและพี่สามของเขาั้แ่อยู่ในจวนแล้ว
เด็กชายตัวน้อยทำตัวประหนึ่งเป็บุตรชายของพี่ใหญ่กับพี่ซูเหม่ยหลินมือป้อมๆ ทั้งสองข้างเอื้อมไปจับจูงมือของคนทั้งสองเดินไปข้างหน้าพร้อมกันอนึ่งคู่พ่อแม่ลูกที่มาล่องเรือด้วยกันก็มิปาน
ไม่ว่าใครก็ตามที่พบเห็นพวกเขาทั้งสามคนต่างหันมาส่งยิ้มให้ด้วยความเอ็นดู เด็กชายตัวน้อยทำเนียนฉีกยิ้มแป้นอย่างอารมณ์ดี ราวกับยอมรับกลายๆ ว่าพวกเขาเป็บิดามารดาของตนจริงๆ
ซูเหม่ยหลินเดินไปกับสองพี่น้องตระกูลฉินนางค่อนข้างประหม่าทางสีหน้า แอบลอบมองมายังบุรุษทั้งสองคนเป็ระยะคนหนึ่งเอาแต่ยิ้มกว้าง ร่าเริงสดใสสมวัย ส่วนอีกคนก็ดูเหมือนจะไม่กังวลอะไรเลยพวกเขาทั้งสองดูเป็ธรรมชาติมาก แตกต่างจากนางที่ตอนนี้หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบอยากจะเป็ลมเสียตอนนี้
“ดูสิพี่ใหญ่กับเหม่ยหลินจับมือเส้าอิงดูเหมือนบิดามารดามาบุตรมาเที่ยวอย่างไรอย่างนั้น” มี่จื่อเอ่ยกับตงอิงไม่ดังนักทว่าคนทั้งสามที่อยู่ด้านหน้าของพวกนางล้วนได้ยินชัดเจน
เด็กชายตัวน้อยหันหน้ากลับมาขยิบตาให้กับพี่สาวทั้งสองก่อนหันกลับไปเดินต่อ
ซูเหม่ยหลินแก้มแดงราวกับลูกตำลึงสุกนางไม่กล้าที่จะหันกลับมามองหน้าสหายแม้แต่น้อย เพราะกลัวว่ามี่จื่อจะล้อเลียนนางทำเพียงเดินก้มหน้าก้มตาเดินด้วยความเขินอาย
แต่เป็ฉินฉางไห่ที่เห็นหันกลับมาพร้อมกับส่งสายตาคาดโทษกลายๆ กับน้องสาวทั้งสองเอาไว้ทว่าแววตาทั้งสองกลับทอประกายพึงพอใจกับการทำเช่นนี้ของน้องสาวทั้งสองไม่น้อยไม่รู้เพราะอะไรถึงได้รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก ยามก้าวเดินไปพร้อมกับสหายของน้องสาว