บทที่ 36 ระหว่างเราต้องมีเรื่องเข้าใจผิดแน่
เมื่อถูกอีกฝ่ายพูดแบบนี้ ฮูหยินฟางก็รู้ทันทีว่าคำพูดของนางเมื่อครู่ไม่เหมาะสมนัก
“เป็นข้าที่คิดไม่รอบคอบ ขอฮูหยินผู้เฒ่าอย่าได้ถือโทษ”
เพราะรู้ดีว่าฮูหยินฟางมาที่นี่ไม่ได้มาเพื่อขอโทษเท่านั้น แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้บอกจุดประสงค์ที่แท้จริง
ฮูหยินผู้เฒ่าจึงตัดสินใจส่งแขก
“ฮูหยินฟาง ข้าเข้าใจความรู้สึกคนตระกูลฟาง ข้ารับคำขอโทษของเจ้าแล้ว หากไม่มีธุระอื่นก็กลับไปเถอะ เกรงว่าพวกเราอาจถูกเจ้าหน้าที่ตำหนิ”
ฮูหยินฟางเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเริ่มไล่ตนก็ไม่ปิดบังอีกต่อไป
นางค่อย ๆ หยิบแหวนอัญมณีวงหนึ่งออกมาจากผมที่รวบไว้อย่างระมัดระวัง
“ฮูหยินผู้เฒ่า ข้าอยากใช้แหวนวงนี้แลกปลาสักสองสามตัวได้หรือไม่”
ฮูหยินฟางพูดพลางชี้ไปยังที่พักของคนในตระกูล
“บุตรชายคนเล็กของข้าเห็นพวกท่านกินปลาย่าง แล้วอยากกินจนร้องไห้ ข้าไม่มีทางเลือกแล้วจริง ๆ จึงต้องมาขอร้องท่าน หวังว่าท่านจะช่วยเหลือได้บ้าง”
ฮูหยินผู้เฒ่ามองแหวนอัญมณีในมือของฮูหยินฟาง แล้วมองตามทิศทางที่นางชี้ไป
มีเด็กชายตัวน้อยอายุราวแปดเก้าขวบคนหนึ่งกำลังเช็ดน้ำตาอยู่
“ปลาย่างเป็นของที่ลูกสะใภ้เก้าข้าจับมา หากเจ้าอยากแลก ก็ไปคุยกับนางเถอะ”
เรื่องแบบนี้ ฮูหยินผู้เฒ่ารู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจแทนลูกสะใภ้ไม่ได้
ฮูหยินฟางพูดคุยอย่างสุภาพสักพัก แล้วหันหลังเดินไปยังริมแม่น้ำ
ประจวบเหมาะกับเฮ่อจือหร่านที่จับปลาได้มากและกำลังเดินขึ้นฝั่ง
นางเห็นฮูหยินฟางคุยกับแม่สามีอยู่ก่อนหน้านี้ จึงเดาได้ว่าอีกฝ่ายมาหาด้วยจุดประสงค์อะไร
เฮ่อจือหร่านไม่ได้เริ่มสนทนาก่อน แต่ค่อย ๆ สวมถุงเท้าและรองเท้าอยู่ริมฝั่ง
เมื่อฮูหยินฟางเข้ามาใกล้ จึงพยายามรักษารอยยิ้มที่เหมาะสมไว้
“เฮ่อ...สะใภ้เฮ่อ ข้าขอถามเจ้าหน่อยว่าใช้แหวนวงนี้แลกปลาสักสองสามตัวได้หรือไม่”
เฮ่อจือหร่านมองแหวนวงนั้น อัญมณีสีแดงแวววาว ดูอย่างไรก็รู้ว่าเป็นของดี
ฮูหยินฟางยอมลงทุนมากเพื่อแลกปลาแค่ไม่กี่ตัว
พร้อมกันนั้นนางก็คาดเดาได้ว่า คนตระกูลฟางไร้เงินทองติดตัวจริง ๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่นำแหวนมาแลกปลาไม่กี่ตัว
เฮ่อจือหร่านไม่เกรงใจฮูหยินฟาง หยิบแหวนวงนั้นมาทันที
ก่อนชี้ไปยังปลาที่เพิ่งจับมา เอ่ยว่า “ปลาทั้งหมดอยู่ตรงนี้ ท่านเลือกตามใจชอบได้เลย”
ฮูหยินฟางเห็นอีกฝ่ายตกลงก็ขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นจึงย่อตัวลงไปหยิบปลา
เฮ่อจือหร่านยืนมองอยู่ตรงนั้น นางอยากรู้ว่าฮูหยินฟางจะเลือกปลาไปกี่ตัว
ฮูหยินฟางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบปลามาห้าตัว
“ได้หรือไม่”
ด้วยมูลค่าของแหวนวงนี้ ไม่ต้องกล่าวถึงปลาห้าตัว กระทั่งห้าร้อยตัวก็ไม่มากเกินไป
แต่ฮูหยินฟางไม่ใช่คนโลภ จึงเอาไปเพียงห้าตัวเท่านั้น
สิ่งนี้สร้างความประทับใจของเฮ่อจือหร่านที่มีต่อฮูหยินฟางไม่เลว
“ไม่มีปัญหา หากไม่พอ ท่านสามารถนำไปได้อีกสองสามตัว”
ฮูหยินฟางส่ายหน้า “ไม่แล้ว เท่านี้ข้าก็พอใจมาก”
นางมองแหวนในมือเฮ่อจือหร่านอย่างอาลัย แล้วหันหลังเดินจากไป
เพียงเห็นสายตานั้น เฮ่อจือหร่านก็เข้าใจได้ว่าแหวนวงนี้สำคัญมากสำหรับฮูหยินฟาง
ดังนั้น นางจึงเดินตามไปและเอ่ยกระซิบกับฮูหยินฟาง
“เรื่องระหว่างพวกเราต้องมีความเข้าใจผิดแน่ ๆ หากต้องการจะสะสาง โปรดบอกท่านลุงฟาง ให้มาพบสามีข้าหลังตกเย็น เมื่อถึงเวลานั้น ทุกอย่างจะกระจ่างชัด”
ฮูหยินฟางพยักหน้าจริงจัง “ได้ ข้าจะไปบอกเขา”
เฮ่อจือหร่านหันหลังกลับ ลอบเก็บแหวนวงนั้นเข้าไปในพื้นที่มิติ
นางคิดว่าหากในอนาคตสกุลโม่กับตระกูลฟางสามารถเปลี่ยนจากศัตรูเป็นมิตรได้ นางก็สามารถคืนแหวนวงนี้ให้ฮูหยินฟางได้อย่างสมบูรณ์
เพียงแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้
พี่สะใภ้ทั้งหลายยังคงทำความสะอาดปลาไนที่จับมาได้ เฮ่อจือหร่านทำตามคำขอของเผิงวั่งย่างปลาสิบตัว แล้วมอบให้เขาทั้งหมด ส่วนเผิงวั่งจะให้ใครกินก็เป็นเรื่องของเขา
หลังจากกินปลาย่างแล้ว เห็นว่าถึงเวลาพอดี เผิงวั่งจึงสั่งให้เดินทางต่อ
สองแรงงานจากตระกูลเหอ ยังคงทำหน้าเศร้าหมองขณะลากเกวียนไม้อีกครั้ง
บ่ายวันนี้อากาศยังคงร้อนระอุ โชคดีที่เฮ่อจือหร่านต้มยาสมุนไพรให้คนบางส่วนดื่ม ทำให้พวกเขารอดพ้นจากการเป็นโรคลมแดด
คนสกุลโม่ ตระกูลเซี่ย และเหล่าเจ้าหน้าที่ต่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม คนจากอีกสามตระกูลไม่โชคดีนัก
ระหว่างเดินทาง มีคนเป็นลมแดดไปเรื่อย ๆ
ในตอนแรก พวกเขายังพอทนไหว ญาติของพวกเขาต่างแบกหามเพื่อตามหลังขบวนได้ทัน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนคนที่เป็นลมแดดก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น คนที่เหลืออยู่ก็ร่างกายแข็งแรงเพียงไม่กี่คน จึงไม่สามารถดูแลคนจำนวนมากขนาดนั้นได้
ชั่วขณะหนึ่ง เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นทั่วทั้งขบวนเนรเทศ
ในเวลาเดียวกัน คนตระกูลเซี่ยกับเจ้าหน้าที่ต่างซาบซึ้งใจเฮ่อจือหร่าน
หากไม่ใช่เพราะยาสมุนไพรที่นางเตรียมไว้ล่วงหน้า พวกเขาคงหนีไม่พ้นต้องเป็นโรคลมแดด
เผิงวั่งเห็นสถานการณ์เช่นนี้แล้ว จึงรู้ว่าไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ เขาสั่งให้หยุดเดินทาง
และคนแรกที่เผิงวั่งนึกถึงคือเฮ่อจือหร่าน
“เฮ่อจือหร่าน เรื่องนี้ต้องรบกวนให้เจ้าช่วยจัดการแล้ว”
แต่เฮ่อจือหร่านกลับไม่เห็นด้วย
“เจ้าหน้าที่เผิง ท่านก็เห็นแล้วว่าช่วงสองวันนี้ พวกเขาดูหมิ่นข้ากับคนสกุลโม่ตลอด แล้วข้าจะไปช่วยพวกเขาด้วยเหตุใด”
เฮ่อจือหร่านไม่ใช่เทพธิดาที่จะต้องช่วยทุกคนเพียงเพราะมีความรู้ทางการแพทย์
โดยเฉพาะคนตระกูลเหอและตระกูลหลี่ที่เกลียดชังโม่จิ่วเยี่ยเข้ากระดูกดำ
หากโม่จิ่วเยี่ยยื่นหัวเข้าไป พวกเขาต้องฟันทิ้งอย่างไม่ลังเลแน่นอน
สำหรับคนที่คิดร้าย นางไม่มีทางยื่นมือเข้าไปช่วยอย่างเด็ดขาด
แน่นอนว่าตระกูลฟางนั้นแตกต่างออกไป นางยังพอจะพิจารณาให้ความช่วยเหลืออยู่ได้
เผิงวั่งรู้เหตุผลข้อนี้ดี
เขาเป็นหัวหน้าคุมนักโทษในครั้งนี้ หากมีอุบัติเหตุระหว่างทางจนมีคนบาดเจ็บล้มตายไปไม่กี่คน ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
แต่หากมีผู้เสียชีวิตมากเกินไป เขาคงไม่สามารถรายงานต่อผู้บังคับบัญชาได้เมื่อถึงเวลาต้องกลับ
ดังนั้น เขาจึงได้แต่พยายามเกลี้ยกล่อมเฮ่อจือหร่านต่อไป
“ต่อให้พวกเขาจะทำผิดต่อเจ้า แต่ก็ยังเป็นชีวิตคนอยู่ดี เจ้าคงไม่ปล่อยให้พวกเขาตายต่อหน้าต่อตาใช่หรือไม่”
เฮ่อจือหร่านตัดสินใจแล้ว นางกอดอกนั่งนิ่ง ไม่เกรงใจเผิงวั่งแม้แต่น้อย
“เจ้าหน้าที่เผิง อย่าพูดต่ออีกเลย ข้าพูดแล้วว่าไม่ช่วยก็คือไม่ช่วย”
“เจ้า...” เผิงวั่งโมโหจัด ชี้นิ้วใส่เฮ่อจือหร่าน นึกอยากจะด่าสักสองประโยค แต่สุดท้ายก็อดกลั้นไว้
“เฮ่อจือหร่าน ข้าแนะนำให้เจ้าตระหนักได้สักหน่อย เส้นทางไปซีเป่ยยังอีกไกล การทำให้ข้าไม่พอใจจะไม่เป็นผลดีต่อเจ้าเลยสักนิด”
เฮ่อจือหร่านเริ่มโมโหขึ้นมา ตอบกลับอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน
“คำพูดของท่านเจ้าหน้าที่เผิงไม่ถูกต้อง หากเป็นท่าน ท่านจะยอมยื่นมือไปช่วยชีวิตศัตรูของตัวเองหรือ”
“เรื่องนี้...” เผิงวั่งถูกย้อนจนพูดไม่ออก
เขาพอจะมองออกว่า นางมีนิสัยดื้อรั้น หากใช้ไม้แข็งคงไม่ได้ผล
เขาจึงพยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ดีอีกครั้ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงคล้ายกำลังปรึกษา
“เช่นนั้นเจ้าลองเลือกรักษาคนที่ตนพอใจสักสองสามคนก็แล้วกัน”
แม้เฮ่อจือหร่านจะไม่อยากละทิ้งความทะนงของตนเอง แต่ก็เข้าใจหลักการที่ว่าไม่ควรทำให้เผิงวั่งโกรธมากเกินไป
เมื่อเจอจังหวะโอกาส เวลาที่ควรใจเย็นก็ต้องเย็น
นางมองกลุ่มคนที่เป็นลมแดด คนตระกูลฟางยังพอมีเรี่ยวแรงทนไหว อาจเป็นเพราะตอนกลางวันได้กินปลาเข้าไป ร่างกายจึงต้านทานได้อยู่บ้าง ทั้งตระกูลจึงมีคนเป็นลมล้มพับไปเพียงสามคน
ส่วนตระกูลเหอกับตระกูลหลี่ทนไม่ไหวแล้ว คนป่วยสองตระกูลรวมกันมีสามสิบกว่าชีวิต ตอนนี้ที่ยังยืนอยู่ได้มีไม่ถึงสิบคน
“ในเมื่อเจ้าหน้าที่เผิงพูดขนาดนี้แล้ว ข้าก็จะฝืนใจรักษาให้สักสองสามคน”