บทที่68
ส่งไปเรียน
ราตรีที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขกับจบลงด้วยความรู้สึกที่คลุมเครือหลังจากที่เอ่ยประโยคนั้นไปเพื่อถามสิ่งที่ตนเองสงสัยทั้งสองก็ไม่ได้ทำการพูดคุยอะไรเลยหลังจากนั้น
ในวันถัดมา
หลังจากงานเทศกาลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและผ่านพ้นไปในวันนี้หนิงหนิงจำเป็นจะต้องเดินทางไปที่สถานศึกษาเพื่อทำการร่ำเรียนตามปรกติ
หลังจากที่ทางไม่ได้เดินทางไปร่ำเรียนภายในสถานศึกษาเป็นเวลาหลายเดือนวันนี้จะเป็นวันแรกที่น่าจะต้องเดินทางไป
หนิงหนิงถ้าอยากจะไปสถานศึกษาให้ทุกๆวันวันนี้กลับงอแงเพราะว่าโดยทั่วไปแล้วก่อนหน้านี้นางจำเป็นจะต้องอยู่บ้านคนเดียวหรือไม่ถ้าบิดาของนางอยู่ก็แทบจะไม่ให้นางทำอะไรเลย
ในตอนนี้กล่าวได้ว่านางติดไป๋เฟิ่งเป็นอย่างมากอยากจะอยู่กับนางทั้งวันมันเลยทำให้เด็กน้อยผู้นี้ไม่ได้อยากไปเดินทางไปที่สถานศึกษา
แต่เพียงไป๋เฟิ่งต้องการเอ่อเพียงแค่ประโยคเดียวนางก็เชื่อฟังตื่นเช้าแล้วก็แต่งกายพร้อมเดินทางไปที่สถานศึกษาอย่างรวดเร็ว
ไป๋เฟิ่งเป็นคนที่เดินไปส่งนางในวันนี้เพราะว่าลู่หยางออกไปจัดการเกี่ยวกับเรื่องโรคระบาดตั้งแต่ในยามเช้า
บนถนนที่ใหญ่โตตลาดขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาในตอนนี้ภายในถนนแห่งนี้และภายในเมืองก็กลับมาครึกครื้นเช่นเดิมผู้คนไม่ได้หวาดกลัวเกี่ยวกับโรคระบาดที่เกิดขึ้นอีกแล้ว
ทุกอย่างมันแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วเรื่องนี้ผู้คนรู้สึกขอบคุณท่านหมอลู่จริงๆ
ไป๋เฟิ่งจูงมีของหนิงหนิงเดินทางเข้ามาภายในเมืองผ่านถนนเส้นใหญ่เพื่อมุ่งตรงไปที่สถานศึกษา
แม่ทัพใหญ่ไป๋วันนี้สวมใส่ชุดเช่นเดิมนั่นคือชุดบุตรสีดำช่างน่าเสียดายที่นางไม่ได้ใส่ชุดสตรี
แม้ว่านางจะสวมใส่ชุดนี้แต่เมื่อมาเดินภายในตลาดผู้คนมากมายยังจับจ้องในความงามของนาง
คำพูดมากมายก็รู้สึกเสียดายอยู่ภายในใจที่นางไม่ได้สวมใส่ชุดเช่นในงานเทศกาลเมื่อราตรีที่ผ่านมา
ในราตรีที่ผ่านมาเกิดเรื่องต่างๆขึ้นมากมายในระหว่างการเดินเที่ยวงานเทศกาลมีผู้คนมากมายเห็นนางสวมใส่ชุดเช่นนั้นรวมไปถึงลูกน้องภายใต้บังคับบัญชาของนางด้วยเช่นกันที่เดินเที่ยวเทศกาลอยู่
คนพวกนั้นต่างพากันจ้องมองนางอย่างตาถลนและแสดงใบหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเอง
พวกมันรู้สึกตกตะลึงกับสิ่งที่ตนเองได้พบเห็นเคยพบเห็นท่านแม่ทัพใหญ่ของพวกมันแต่งกายเช่นสตรีและก็มีท่าทางที่คล้ายคลึงกับสตรีเช่นนี้มาก่อน
เรื่องนี้พวกมันนั้นตั้งมั่นเอาไว้เลยว่าถ้ากลับไปถึงเมืองหลวงเรื่องราวที่แม่ทัพของมันแต่งกายด้วยชุดสตรีจะต้องเผยแพร่ไปทั้งสิบทับให้ผู้คนนั้นได้ล่วงรู้ไปทั่วว่าแม่ทัพผู้เย็นชาเองก็มีมุมนี้เช่นเดียวกัน
บุรุษเหล่านี้ต้องตาในความงามของนางแม้ว่าจะรู้สึกเสียดายที่นางไม่ได้แต่งกายเช่นสตรีเหมือนราตรีที่ผ่านมาแต่ว่าเพียงแค่รูปลักษณ์ในตอนนี้ก็น่าดูชมเกินพอแล้ว
ในขณะที่กำลังเดินอยู่ภายในตลาดเสียงนินทามากมายบริเวณรอบๆดังขึ้นมา
“ นี่นี่เจ้ารู้หรือไม่มีคนบอกว่าคนที่เป็นฮูหยินของท่านหมอลู่คือท่านแม่ทัพ ” เสียงของหญิงสาวภายในตลาดผู้หนึ่งทำการนินทาขึ้นมาโดยที่ไม่เกรงกลัวผู้ใด
“ ว่าอย่างไรนะ!!ไหนผู้ใดบอกว่าฮูหยินลู่สิ้นไปแล้วอย่างไรเหตุใดถึงเป็นท่านแม่ทัพใหญ่ไปได้ ”
“ ข้าเองก็ไม่รู้เช่นเดียวกันแต่ดูเหมือนว่ามีคุณชายผู้หนึ่งจะทำการบอกว่าบุตรสาวของท่านหมอลู่เป็นคนเรียกนางว่าท่านแม่ถ้าไม่ใช่แล้วเหตุใดนางถึงเป็นท่านแม่ไปได้แล้ว ”
“ ข้าเองก็เคยได้ยินว่าเห็นพวกเขาทั้งสองอยู่บ้านเดียวกันด้วยดูเหมือนว่าเรื่องนี้คงจะเป็นเรื่องจริง”
นี่คือเรื่องอีกหนึ่งเรื่องที่นินทาหนาหูภายในตลาดผู้คนมากมายต่างพากันเรื่องลือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นเมื่อเทศกาลที่ผ่านมา
แห่งนี้เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ก็จริงอยู่แต่ว่าตอนนี้มันปิดการเข้าออกทั้งหมดผู้คนที่อยู่ภายในเมืองก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้คนภายในเมือง
เมื่อมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นทำการป่าวประกาศเพียงแค่เล็กน้อยก็กระจายไปไกล
ไป๋เฟิ่งกำลังเดินทางผ่านตลาดนางได้ยินคำนินทาพวกนั้นดังแว่วเข้ามาภายในหูแต่มีหรือว่านางจะสนใจนั่งแสดงใบหน้าเฉยชารีบนำพาหนิงหนิงไปยังสถานศึกษา
ณสถานศึกษาเมืองตี้หนาน
สถานศึกษาขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณพื้นที่เกือบจะใจกลางเมืองประตูขนาดใหญ่ถูกเปิดรับเหล่าเด็กที่เข้ามาทำการลำเลียงในวันนี้บริเวณด้านหน้าสถานศึกษาประตูกว้างใหญ่ที่เปิดอ้ารับเอาไว้มีผู้คนมากมายที่หลั่งไหลเข้าไปเพื่อทำการศึกษาเล่าเรียนภายในสถานที่แห่งนี้
ไป๋เฟิ่งหยุดเท้าทั้งสองข้างของตนเองลงใช้ดวงตามองตรงไปที่สถานศึกษาขนาดใหญ่เบื้องหน้า
นางมองดูป้ายสถานศึกษาอยู่สักพักก่อนที่จะค่อยๆนำพาหนิงหนิงเข้าไปด้านใน
นางทำการเดินทางเข้าไปด้านในทั้งที่ไม่มีคนผู้ใดที่เดินมาส่งแล้วเข้าไปด้านในสถานศึกษาเลยสักคน
นางเดินเข้าไปภายในนั้นดวงตาของเหล่าคนที่มาศึกษาเล่าเรียนภายในสถานศึกษาแห่งนี้ต่างพากันจ้องมอง
เหล่านักศึกษาทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าภายในสถานศึกษาตี้หนานต้องมองแม่ทัพใหญ่ผู้นี้เป็นตาเดียวด้วยความสนอกสนใจ
แน่นอนว่าพวกเขานั้นต้องรู้สึกชื่นชมนางดวงตาของเหล่าเด็กพวกนั้นเป็นประกายขึ้นมาในทันที
มีผู้ใดเล่าจะไม่รู้ถึงวีรกรรมของนางตัวของนางไม่ได้เป็นเพียงแค่คนธรรมดาสักหน่อยมีตำแหน่งเป็นถึงวีรสตรีของแผ่นดินเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร
ชื่อเสียงของนางนั้นเรื่องลือไปไกลทั่วทั้งดินแดนภายในสถานที่แห่งนี้ไม่ว่าผู้ใดก็สั่งล่วงรู้และรู้จักนางทั้งสิ้น
นางถูกเคารพและยกย่องมากกว่าเชื้อพระวงศ์บางคนเสียอีกผู้คนกล่าวกันว่าถ้าไม่ได้ตัวของนางทำการออกรบตั้งแต่ในตอนนั้นบัญชาสิบทัศน์ร่วมกับบิดาไม่มีทางที่แผ่นดินจะเป็นปึกแผ่นและสงบสุขอย่างเช่นในตอนนี้
นางออกรบตั้งแต่วัยสิบต้นๆตั้งแต่ในตอนนั้นก็สร้างชื่อมาโดยตลอดเป็นที่รู้จักของผู้คน
แม้ว่านางนั้นจะมีความสามารถในด้านการออกรบและการฆ่าฟันแต่ว่าเหล่าบัณฑิตเองก็ชื่นชมนางด้วยเช่นเดียวกันอย่างเช่นคนพวกนี้
เหล่าเด็กพวกนี้เองก็ชื่นชมนางเพราะว่านางเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจคนที่จะบัญชาการทัพได้ไม่ใช่ว่าจะมีเพียงแค่พละกำลังเท่านั้นแต่ว่าต้องมีสมองด้วย
ตอนที่นางทำการบัญชาสิบทัพควบคุมทัพห้าสิบหมื่นของเมืองหลวงมันเป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกและปรากฏให้เห็นว่าตัวของนางนั้นมีความสามารถทางด้านบุ๋นและบู๊
เพราะแบบนั้นสติปัญญาของนางเองก็เลยกลายเป็นที่ชื่นชมของเหล่าบัณฑิตด้วยเช่นเดียวกัน
ยามนี้วีรสตรีของแผ่นดินปรากฏกายอยู่เบื้องหน้ามีหรือว่าพวกเขาจะไม่ตื่นเต้น
บางคนถึงกับอยากพุ่งเข้าไปสวมกอดที่นางแต่ว่าไม่สามารถทำได้เพราะว่าเกรงกลัวบุคลิกท่าทางที่เย็นชาภายนอกของแม่ทัพใหญ่ผู้นี้
แต่เพียงแค่จ้องมองด้วยสายตามองเห็นบุคลิกท่าทางที่น่าเกรงขามเช่นนั้นจากไที่พวกไกลๆขานั้นก็ตื่นเต้นจนไม่สามารถอยู่นิ่งได้
เหล่าอาจารย์ภายในสถานที่แห่งนี้ต่างพากันวิ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วพวกมันทำการวิ่งตรงเข้ามาหานางอย่างรวดเร็วเพื่อทำการต้อนรับ
คนพวกนั้นวิ่งตรงเข้ามาแล้วก็มาอยู่ตรงอยู่บริเวณตรงด้านหน้าของไป๋เฟิ่งพวกมันทำการก้มศีรษะของตนเองลงเราอาจารย์ของสถานศึกษาแห่งนี้ต่างพากันสร้างแถวตรงยาวอย่างเป็นระเบียบเพื่อรอต้อนรับนาง
ถึงแม้ว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นสถานศึกษาเมืองตี้หนานเหล่าอาจารย์ภายในสถานที่แห่งนี้ล้วนแล้วแต่เป็นบัณฑิตผู้อาวุโสแต่ว่าตัวของพวกเขานั้นก็ยังมีฐานะไม่เทียบเท่ากับแม่ทัพใหญ่ผู้ที่อยู่ด้านหน้า
ไป๋เฟิ่งแสดงท่าทางที่เรียบเฉยยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมากล่าวออกไปด้วยท่าทางธรรมดา“ ข้าเพียงแค่มาส่งหนิงหนิงเท่านั้นพวกท่านไม่จำเป็นจะต้องออกมาต้อนรับขนาดนี้ก็ได้ ”
“ ยามนี้ข้าส่งนางเสร็จแล้วก็คิดจะเดินทางกลับ ”
เพียงแค่นางทำการก้าวเข้ามาภายในสถานศึกษาก็บังเกิดกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตผู้คนมากมายต่างพากันให้ความสนใจและก็มุ่งตรงมาที่นาง
เหล่าอาจารย์ผู้นี้เองก็ทำการเป็นเรื่องราวใหญ่โตเช่นเดียวกันหลังจากที่นางส่งหนิงหนิงเสร็จการตั้งใจจะเดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้
แม่ทัพใหญ่ทำการหันหลังกลับไปพร้อมจะเดินทางออกจากสถานที่แห่งนี้แต่นางทำการก้าวออกไปเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้นเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง“ อันใดกันเจ้าจะไปแล้วอย่างนั้นหรือไม่มานั่งดื่มชาด้วยกันก่อนเล่า? ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูแล้วน่าเกรงขามดังขึ้นมาจากด้านหลังแม่ทัพใหญ่พรุ่งนี้หันไปมองอย่างรวดเร็ว
มันปรากฏร่างของอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาแห่งนี้ยืนอยู่ด้านหลังของเหล่าอาจารย์มากมาย
เหล่าอาจารย์พวกนั้นต่างพากันหันไปก้มศีรษะทำความเคารพอย่างรวดเร็ว“ คารวะท่านอาจารย์ใหญ่!!! ”
ไป๋เฟิ่งมองเห็นผู้อาวุโสผู้นั้นปรากฏกายอยู่เบื้องหน้านางทำการหันใบหน้าของตนเองกลับไปเล็กน้อยยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้คนเห็นแม่ทัพใหญ่ผู้ที่มีฐานะสูงส่งคุมสิบกองทัพภายในเมืองก้มศีรษะของตนเองและก็คารวะผู้ที่อยู่ด้านหน้า
ไป๋เฟิ่งการคารวะอย่างนอบน้อมก่อนที่จะเปล่งเสียงและกล่าวออกมา“ คารวะท่านอาจารย์ปู่!!! ”
ผู้อาวุโสด้านหน้าพยักหน้าตอบรับกลับไปจากนั้นก็ทำการกล่าวออกมา“ เป็นอันใดไปตอนนี้ยังมีเวลาว่างอยู่มิใช่หรือข้ามีเรื่องอยากจะสนทนากับเจ้าพอดีเลย เข้าไปนั่งดื่มชากับข้าหน่อยสินังหนูเฟิ่ง ”
ไป๋เฟิ่งแสดงใบหน้าเรียบเฉยแล้วก็พยักหน้าตอบรับกลับไป
จบบท