“เช่นนั้นก็พอเหมาะพอเจาะกัน ข้าแค่อยากเห็นคนชั่วกัดกันเองจนบอบช้ำทั้งสองฝ่าย แต่ตอนนี้ไป๋ฝูฉวียังไม่รู้ว่าเฉินเหลียนเอ๋อร์วางแผนร้ายใส่ตน ในอนาคตข้าคงต้องช่วยนางสักครั้งแล้วล่ะ”
เยี่ยนเจาเจามิรู้ว่าในใจพี่รองของตนคิดถึงสิ่งนี้อยู่ ดังนั้นจึงพูดออกมาพร้อมรอยยิ้ม
ทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่ในศาลา ยามที่พระอาทิตย์กำลังจะตกก็เตรียมเดินทางกลับ
เมื่อกลับมาการแข่งขันตีคลีก็จบลงแล้ว มีเสียงของบุรุษสตรีโห่ร้องดังอยู่ไกลๆ
เยี่ยนเจาเจามองไปทางสนามตีคลี ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเพราะแสงแดดที่สาดส่อง ภายใต้แสงแดดสีส้ม เหล่าหนุ่มสาววิ่งเล่นกันอยู่ในสนามตีคลีอย่างคึกคัก
นางมองไปยังเหล่าผู้ที่มีใบหน้าของคนหนุ่มสาว จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกอิจฉาขึ้นมา
ยามที่เยี่ยนเจาเจารู้สึกไร้เรี่ยวแรง เมื่อชาติก่อนนางมิได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนี้ และในชาตินี้ดูเหมือนว่านางได้สูญเสียความกระตือรือร้นทั้งหมดไปแล้ว ยามนี้พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน มิรู้ว่าเหตุใดในใจถึงได้รู้สึกราวกับเป็นคนแก่ใกล้ฝั่งได้ถึงเพียงนี้
ท้องฟ้ายามแสงตะวันรอนช่างสวยงาม เยี่ยนเจาเจากลับคิดว่าหลังแสงตะวันลับไปแล้ว บนท้องฟ้าก็จะมีเพียงความหนาวเหน็บ ค่ำคืนของฤดูใบไม้ร่วงนั้นหนาวเย็น สายลมของฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านจนทำให้หัวใจสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นนั้น
“เจาเจามองสิ่งใดอยู่หรือ?”
หนานหมิงเหอเดินไปหยุดยังข้างกายของเยี่ยนเจาเจาเงียบเชียบ เอื้อมมือออกไปจับมือของเยี่ยนเจาเจามากุมไว้ในมือตน ก่อนเอ่ยถามเสียงเบา
“ข้าคิดว่าพวกเขาดูหนุ่มสาว ช่างน่าอิจฉาเสียจริง”
เยี่ยนเจาเจาถอนหายใจ
“เจาเจาก็ยังอยู่ในช่วงวัยเยาว์นี่ เหตุใดถึงต้องจมปลักอยู่กับความทุกข์ด้วยล่ะ”
หนานหมิงเหอกุมมือเยี่ยนเจาเจาแล้วถามต่อทันที “เจาเจาอยากขี่ม้าหรือไม่?”
เยี่ยนเจาเจาผงะไปครู่หนึ่ง
“การขี่ม้า” ถือเป็นหนึ่งในศาสตร์ทั้งหกของวิญญูชนที่ได้รับการยอมรับ แต่มันใช่เพียงทักษะการขี่ม้า เพราะเมื่อกล่าวถึงการขี่ม้า เยี่ยนเจาเจาก็เหมือนกับน้ำครึ่งถังที่มีความรู้ครึ่งๆ กลางๆ
นางหันกลับมามองหน้าหนานหมิงเหอ เห็นใบหน้าของเขาถูกปกคลุมไปด้วยแสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ร่วง ดวงตาสีเข้มในยามปกติเมื่อสะท้อนกับแสงแดดก็เปลี่ยนเป็นประกายเหลืองอำพัน
เยี่ยนเจาเจาหันกลับไปดูเหล่าชายหนุ่มที่ควบม้าอยู่ในสนามแข่งตีคลี จู่ๆ ในใจก็เกิดจิตวิญญาณของความกล้าหาญอันภาคภูมิขึ้น
บทกลอนที่อุปรากรหญิงร้องนั้นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง บอกประมาณว่า “ข้าเคยขับรถม้าไปหน้าถนน ข้าเองก็เคยไปงานฉลองฉงหลิน” วัยเยาว์เคยขับรถม้าบนถนน กลิ่นของความฮึกเหิม นางเองก็อยากลิ้มลองมันเช่นกัน
เพราะเหตุนั้นเยี่ยนเจาเจาจึงพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ได้เจ้าค่ะ”
เวลาครึ่งถ้วยชาผ่านไป เยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอก็อยู่บนม้าตัวหนึ่ง
ม้าที่นำมาเป็นม้าเพศเมียสีแดงลูกท้อนิสัยเชื่องตัวหนึ่ง หนานหมิงเหอประคองเยี่ยนเจาเจาขึ้นหลังม้า จากนั้นก็พลิกตัวเองตามขึ้นไป พาเยี่ยนเจาเจาเข้ามาในอ้อมแขน ยกบังเหียนขึ้นก่อนวิ่งออกไปพร้อมกับเยี่ยนเจาเจา
เขาพาเยี่ยนเจาเจาขี่ไปตามถนนเส้นเล็กในป่า และไม่ได้วิ่งเข้าไปใกล้สนามตีคลี พื้นที่รอบๆ เงียบสงัดยิ่งนัก ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจที่รินรดอยู่บริเวณหู
เริ่มแรกหนานหมิงเหอวิ่งช้าๆ เพื่อให้เยี่ยนเจาเจาสามารถปรับตัวกับการสั่นคลอนบนหลังม้าได้ เมื่อเห็นใบหน้าของนางแสดงท่าทีตื่นเต้นออกมา หนานหมิงเหอจึงเอาเท้าหนีบโกลนม้า จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มความเร็วในการวิ่งของม้า
ม้ายิ่งวิ่งก็ยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ สายลมยามเย็นทำให้เยี่ยนเจาเจารู้สึกหนาว หนานหมิงเหอดึงนางเข้ามาในอ้อมแขน จากนั้นก็ใช้เสื้อคลุมของตนคลุมตัวนางไว้ มีเพียงส่วนหัวเท่านั้นที่โผล่ออกมา ดูแล้วช่างน่ารักจนมิอาจหาสิ่งใดมาเปรียบ
สายลมคำราม เยี่ยนเจาเจารู้สึกมีความสุขยิ่งนัก
หนานหมิงเหอพาเยี่ยนเจาเจาวิ่งในเส้นทางรอบภูเขาสามรอบ ด้วยความกังวลว่าร่างกายเล็กๆ ของนางจะทนรับไม่ไหว หลังจากวิ่งได้สามรอบก็กระโดดลงจากหลังม้า
คิดไม่ถึงเลยว่านางจะรู้สึกตื่นเต้นได้มากเพียงนี้ เท้าทั้งสองข้างอ่อนแรงลงโดยที่ตนมิทันสังเกต เมื่อลงจากหลังม้าก็มิอาจยืนได้อย่างมั่นคง ซวนเซไปอีกด้านหนึ่ง
หนานหมิงเหอตาไวมือไว เขารีบเข้าไปดึงร่างเยี่ยนเจาเจามาไว้ในอ้อมกอด ใช้มือแตะลงไปบนหน้าผากของเยี่ยนเจาเจาพร้อมท่าทีตำหนิเล็กน้อย
“มิระวังเช่นนี้ หากล้มลงไปจะทำอย่างไร!”
“ข้าก็ไม่ได้ล้มลงไปเสียหน่อย ท่านพี่ช่วยรับข้าเอาไว้นี่เจ้าคะ”
เยี่ยนเจาเจายิ้มจนตาปิด ใบหน้าของนางเผยความสุขเหลือล้นออกมา นางรู้สึกว่าช่วงที่ผ่านมานี้กดดันกับการเรียนมากจนเกินไป วันนี้ได้ออกมาผ่อนคลาย แน่นอนว่าการมีความสุขนั้นเป็นเรื่องปกติ เมื่อเห็นการจำใจอีกทั้งยังตามใจของหนานหมิงเหอที่มีต่อตน นางจึงล้มตัวลงไปในอ้อมแขนของหนานหมิงเหออย่างคนดีใจสุดขีด กอดคอของเขาเอาไว้พร้อมกับหัวเราะออกมายกใหญ่
“เจ้าเด็กซน เป็นวายร้ายจริงๆ”
“ข้าซนกับท่านพี่ผู้เดียวเท่านั้นแหละ ท่านห้ามรังเกียจข้านะเจ้าคะ”
เยี่ยนเจาเจาฝังหน้าผากของตนลงบนหน้าอกของหนานหมิงเหอ แรงกดที่มากเกินไปมันทำให้ศีรษะชนเข้าอย่างจัง
หน้าอกของหนานหมิงเหอไร้ความอ่อนนุ่ม ตอนที่เยี่ยนเจาเจาชนจึงทำให้รู้สึกเหมือนเห็นดาวอยู่ตรงหน้า
หนานหมิงเหอลูบรอยแดงตรงหน้าผากของนางด้วยท่าทีโกรธอยู่บ้าง น้ำเสียงตำหนินางเบาๆ “ช่างไม่ระมัดระวังเสียจริง จะรีบร้อนเช่นนี้ไปไย!”
เยี่ยนเจาเจาแลบลิ้นออกมา แขนที่โอบกอดหนานหมิงเหอเอาไว้มิได้คลายออก
หนานหมิงเหอทำได้เพียงอุ้มนางเดินไปยังกระโจม นางมีความสุขมากกับการขี่ม้าสองสามรอบ ทั่วร่างกายปกคลุมไปด้วยเหงื่อ หนานหมิงเหอจึงกลับไปส่งนางเพื่อล้างตัว
ทั้งสองคนเดินไป อีกด้านหนึ่งก็มีคนเอาม้าไปเก็บตามปกติ
หนานหมิงเหอเกิดมาพร้อมหน้าตาหล่อเหลา เยี่ยนเจาเจาเองก็มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คน พวกเขาทั้งสองคนเดินมาย่อมกลายเป็นเป้าสายตาของผู้คน ที่ไกลๆ มีบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่งเงยหน้าขึ้นมอง ท่าทีดูโง่เขลา อดมิได้ที่ต้องสะกิดผู้ที่อยู่ข้างกาย “ทั้งสองท่านนี้เป็นผู้ใดหรือ?”
“ศิษย์รักและหลานสาวของอาจารย์ใหญ่ หยวนชิงชิวและหยวนชิงจ้าวอย่างไรเล่า”
ในสถานศึกษาตระกูลหยวนแห่งนี้ไม่มีใครไม่รู้จักหนานหมิงเหอและเยี่ยนเจาเจา การที่เขาถามเช่นนี้จึงเป็นเรื่องปกติที่มีคนสามารถช่วยคลายความสงสัยได้
“พวกเขาหน้าตาดี ข้าไม่เคยพบคนหน้าตาดีเช่นนี้มาก่อน”
บัณฑิตชายผู้นั้นตอบด้วยความย่ามใจ คนที่อยู่อีกด้านราวกับคุ้นเคยกับท่าทีและอารมณ์เช่นนี้อยู่แล้ว จึงเพียงหัวเราะออกมาและไม่ได้ต่อบทสนทนาใดอีก
ในตอนที่หนานหมิงเหออุ้มเยี่ยนเจาเจาเดินกลับไปยังกระโจม เขาก็บังเอิญเห็นกัวซีฉือประคองร่างของบัณฑิตหญิงคนหนึ่งอยู่
เด็กสาวผู้นั้นอายุน่าจะราวๆ สิบสี่หรือสิบห้าปี ใบหน้าของนางขาวซีด ดูแล้วช่างผอมและอ่อนแอยิ่งนัก
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
เยี่ยนเจาเจาจำเด็กสาวคนนี้ได้ นางคือเฉินโยวหนิง บุตรสาวคนเล็กของตระกูลผู้ดีอย่างตระกูลเฉินแห่งเมืองซูโจว
เดิมทีโยวหนิงนั้นรูปงามและรักสงบ ทว่าเห็นได้ชัดเจนว่าเด็กสาวผู้นี้ตรงกันข้ามกับความปรารถนาในความหมายของชื่อ แม้ว่านางจะเกิดมามีรูปลักษณ์งดงามอ่อนช้อย แต่นิสัยกลับไม่ได้รักความสงบเลย รูปร่างสูงเพรียว มีความสูงมากกว่ากัวซีฉือกว่าหนึ่งช่วงศีรษะ การใช้ชีวิตก็ยังกระตือรือร้นและสนุกสนานมากอีกด้วย
เยี่ยนเจาเจาจำได้ว่าเฉินโยวหนิงเข้าร่วมการแข่งขันตีคลีในวันนี้ ฝั่งของนางน่าจะได้รับชัยชนะ แล้วเหตุใดนางถึงได้ดูไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้?
“นางคิดว่าตัวเองเก่งกาจยิ่งนัก ออกไปตีคลีโดยที่ยังไม่ทานมื้อเที่ยง ตีคลีไปหนึ่งสนามก็เกิดอาการวิงเวียน เมื่อครู่ยังรู้สึกชื่นมื่นอยู่เลย แต่พอลงจากหลังม้ากลับอาเจียนจนวุ่นวายไปหมด
น่าเสียดายที่ในท้องไม่มีสิ่งใด อาเจียนอยู่ครู่ใหญ่ แต่สิ่งที่อาเจียนออกมามีแต่น้ำย่อยจากท้องเท่านั้น!”
เรียวคิ้วของกัวซีฉือขมวดเล็กน้อย นางถือน้ำเข้ามาให้เฉินโยวหนิงดื่ม เยี่ยนเจาเจาคิดว่าสตรีคนนี้ช่างมิให้ความสำคัญกับตนเองเสียเลย นางผละตัวออกจากอ้อมแขนของหนานหมิงเหอ เดินเข้าไปช่วยกัวซีฉือประคองนางเข้าไปยังกระโจมด้านใน
เฉินโยวหนิงรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง เยี่ยนเจาเจาและกัวซีฉือสองคนประคองนางไปครู่ใหญ่ กัวซีฉือนำโจ๊กข้าวขาวมาให้นางดื่ม เยี่ยนเจาเจาก็ไปนำน้ำอุ่นมาให้นางทาที่ริมฝีปาก ก่อนนำของหวานมาให้รองท้อง ถึงได้ทำให้กำลังของนางฟื้นฟูกลับมาบางส่วน นางหันไปมองเยี่ยนเจาเจาและกัวซีฉือพร้อมกล่าวคำขอบคุณออกมาอย่างอ่อนแรง
หนานหมิงเหอไม่ได้เดินเข้ามาในกระโจมของฝ่ายหญิง เขาเพียงยืนอยู่ที่ด้านนอก รอตอนที่เยี่ยนเจาเจาเดินออกมาเขาถึงได้เอ่ยด้วยน้ำเสียงกระซิบ “ท้องไส้ของเฉินโยวหนิงมีปัญหา ปกติก็อาจจะกินอะไรเข้าไปน้อย เลยทำให้เกิดผลใหญ่ถึงเพียงนี้ตามมา”
หิวอยู่ตลอดเวลา?
การตอบสนองแรกของเยี่ยนเจาเจาก็คือการอดอาหาร อย่างไรเสียสตรีก็รักสวยรักงาม หากรู้สึกว่าตนมีรูปร่างที่สมบูรณ์มากจนเกินไป การอดอาหารก็ถือเป็นเรื่องปกติ
แต่ความจริงเฉินโยวหนิงก็มีรูปร่างที่ผอมมากแล้ว
เพราะนางสูงจึงยากที่จะมองออกจากระยะไกล เมื่อครู่ตอนที่เยี่ยนเจาเจาประคองนาง ทำให้สัมผัสได้ว่าร่างกายของนาง นอกจากกระดูกก็ยังมีส่วนที่เป็นเนื้อแค่ไม่กี่ชั่ง น้ำหนักที่เบาขนาดนั้นจนทำให้คนรู้สึกเจ็บยามที่อุ้ม
“นางเกิดมามีรูปร่างผอมเช่นนี้หรือ?”
เยี่ยนเจาเจาขมวดคิ้วเข้าหากัน
หนานหมิงเหอพยักหน้า “ดูจากรูปร่างแล้ว อย่างมากก็น่าจะรู้สึกหิววันมะรืน”
“หิว?” เยี่ยนเจาเจาขมวดคิ้ว พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
เฉินโยวหนิงไม่ใช่สตรีที่เกิดมามีภูมิหลังต่ำต้อย ครอบครัวเป็นตระกูลผู้ดี แค่ให้ข้าวกับสตรีคนเดียวในครอบครัวก็ยังให้ไม่ได้หรือ?
กัวซีฉือเดินออกมาจากกระโจม พร้อมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงข่มกลั้น “ใช่ หิว”
เรียวคิ้วที่สวยงามสดใสของนางปรากฏร่องรอยของความไม่สุขใจออกมา และยังมีความโกรธปนอยู่ด้วย ดูแล้วน่าจะรู้สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
“อย่างไรนะ?” นี่เป็นครั้งแรกที่เยี่ยนเจาเจาได้ยินว่า หญิงสาวที่เกิดจากชนชั้นสูงแม้จะกินข้าวก็ยังกินไม่ได้ นางดึงร่างของกัวซีฉือไปอีกด้านที่เงียบสงบ จากนั้นก็ถามเสียงเบา
“โยวหนิงคลอดออกมาได้ไม่นาน มารดาของนางก็หย่าร้างกับบิดาของนางไป บิดาของนางแต่งภรรยาคนใหม่เข้ามา จากนั้นก็ออกไปรับราชการด้านนอก ไม่สนใจนางแม้แต่น้อย
ฮูหยินคนใหม่เป็นคนเด็ดขาดอีกทั้งยังมีจิตใจคับแคบ หลังจากที่แต่งเข้ามาก็คลอดบุตรฝาแฝด เดิมทีก็พอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังมักจะชอบเวลาเห็นโยวหนิงมีความสุข ตั้งแต่นางยังเป็นเด็กก็มักให้นางอดอาหารอย่างรุนแรงอยู่เสมอ
โยวหนิงเล่าให้ข้าฟังอยู่บ่อยๆ ว่าฮูหยินคนใหม่มักจะทุบตีและว่าร้ายนางเสมอ ต่อหน้านางก็แสร้งทำเป็นรักใคร่เอ็นดู แต่ลับหลังกลับให้บุตรสาวทั้งสองคนรุมกลั่นแกล้งนาง ไม่ให้นางกินข้าวอยู่บ่อยครั้ง หรือไม่ก็ให้นางดื่มชาร้อนประทังความหิวเท่านั้น
เป็นเช่นนี้เรื่อยมา ร่างกายจึงย่ำแย่เนื่องจากความหิวโหยของนาง ตลอดสองปีที่ผ่านมานางตรากตรำสอบเข้าสถานศึกษาตระกูลหยวนถึงได้มีชีวิตที่ดีขึ้น
แต่อายุของนางเพิ่มขึ้น เรื่องที่ผ่านมาได้กลายเป็นความเคยชิน แม้ว่าที่สถานศึกษาตระกูลหยวนจะมีอาหารดีๆ มากพอให้นางได้กิน แต่นางก็ไม่คุ้นชินกับการกินอาหารไปเสียแล้ว”
คำพูดที่กัวซีฉือกล่าวออกมา ในแต่ละคำแฝงเอาไว้ซึ่งความโกรธมหาศาล
เยี่ยนเจาเจาไม่เคยได้ยินเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน เรียวคิ้วของนางจึงอดมิได้ที่ต้องขมวดเข้าหากัน “ฮูหยินคนใหม่ผู้นี้น่ารังเกียจเกินไป โยวหนิงเป็นเพียงเด็กสาว ไม่เห็นมีความจำเป็นอะไรที่ต้องทำร้ายนางมากถึงเพียงนี้เลยนี่?”
“ข้าเองก็ไม่รู้ แต่ได้ยินโยวหนิงพูดออกมาสองสามประโยคโดยบังเอิญ ดูเหมือนว่ามารดาของนางจะเตรียม ‘สลักกุญแจเชียนจี’ หนึ่งดอกทิ้งไว้ให้นางตั้งแต่ต้น”