ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 140 ฝึกหนักครึ่งปี

            หลินหยางที่กำลังทบทวนแผนการฝึกฝนของตัวเองอยู่นั้น อยู่ๆ ก็มีลมเย็นๆลอยวูบเข้ามาปะทะใส่หน้า

            อะไรน่ะ?

            เขายกมือขึ้นมากันไว้ ก็พบว่ามันคือกระบองยาวท่อนหนึ่งที่ต้วนเทียนหยาโยนมาใส่เขา

            “รับมือข้าหนึ่งกระบอง!!”

            ตรงข้ามนั้น ต้วนเทียนหยากำลังถือกระบองยาวสีดำแบบเดียวกันเอาไว้ในมือเช่นกัน

            หลินหยางไม่มีอะไรจะพูดแล้ว

            ตาต้วนนี่ตรงไปตรงมาจริงๆ

            ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาได้เจอกับต้วนเทียนหยานั้นอย่างมากสุดก็พูดแค่ประโยคสั้นๆ ประโยคเดียวเท่านั้น

            “รับมือข้าหนึ่งหมัด”

            “รับมือข้าหนึ่งดาบ”

            จนมาถึงตอนนี้ “รับมือข้าหนึ่งกระบอง”

            ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตาต้วนนั้นนอกจากการต่อสู้กันแล้วก็ไม่มีอะไรให้พูดถึงอีก

            แต่หลินหยางก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรเขาเป้าหมายของการฝึกหนักครั้งนี้ก็คือการใช้ความสามารถของตัวเองเอาชนะต้วนเทียนหยาให้ได้อยู่แล้วเริ่มตอนนี้เลยก็ดีเหมือนกัน จะได้รู้ว่าความแตกต่างระหว่างฝีมือของเขาและอีกฝ่ายนั้นอยู่ห่างกันมากขนาดไหน

            ร่างกายของหลินหยางตอนนี้มีพลังระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุดพละกำลังพื้นฐานประมาณสองหมื่นชั่งแต่เพราะยังไม่ได้หลอมรวมพลังเพลิงอัสนีม่วงเข้ามาในร่างกายดังนั้นตอนนี้จึงมีแค่พลังฟ้าดินธาตุไฟเท่านั้นที่ใช้วัดได้ เมื่อเร่งพลังฟ้าดินออกมาแล้วจะสามารถระเบิดพลังออกมาได้มากสุดแค่สามหมื่นชั่งนี่คือขีดจำกัดสูงสุดแล้ว

            ตัวเลขนี้สำหรับยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงแล้วไม่มีค่าให้ใส่ใจเลยด้วยซ้ำ

            เพียงแต่ต้วนเทียนหยานั้นไม่ได้มีเจตนาจะรังแกผู้คนเลยแม้แต่น้อย

            เขากดระดับพลังของตัวเองให้อยู่แค่ในระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุดเหมือนหลินหยางจากนั้นก็ยกกระบองขึ้นแล้วก้าวเดินเข้าไปหาหลินหยาง

            “เดี๋ยวก่อน ข้าไม่ใช้กระบอง” หลินหยางกำลังจะเรียกเอาดาบเฟิ่งหวู่ออกมาตามความเคยชิน

            แต่ต้วนเทียนหยากลับตอบกลับมาแค่ประโยคเดียว “ไม่มีดาบ เจ้าจะสู้อย่างไร?”

            เพียงประโยคเดียวนั้น ราวกับมีหมัดชกเข้าใส่ทำให้หลินหยางอึ้งไปทันที

            จริงด้วย!!

            ทักษะการต่อสู้ของตัวเขามีน้อยมากเกินไปนอกจากดาบเฟิ่งหวู่และฝ่ามืออัคคีสวรรค์แล้วก็มีแค่การพึ่งชุดเกราะราชันเงินขาวร่วมกับโล่มหาตะวันในการต่อสู้เท่านั้น

            หากวันใดเกิดไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือขึ้นมาจริงๆ ละก็แค่จะเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทานในชี่อู่ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว

            หลินหยางเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมสามารถเข้าใจสิ่งที่ต้วนเทียนหยาจะสื่อได้ในทันที

            เหมือนพวกเขาจะรู้ว่าจุดหมายปลายทางของวิถียุทธ์ของหลินหยางคือระดับไหนต้วนเทียนหยาอยู่ที่นี่ก็เพื่อจะเป็นคู่ต่อสู้ให้หลินหยางได้ต่อสู้ตลอดเวลาอยู่แล้วเมื่อผ่านการต่อสู้จริงอย่างต่อเนื่องแล้วละก็ประสบการณ์ต่อสู้ของหลินหยางก็จะถูกสั่งสมขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน

            “ได้ กระบองก็กระบอง!!”

            หลินหยางพยายามรื้อฟื้นความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าเกี่ยวกับกระบวนท่าวิชากระบองสุดแข็งแกร่งออกมาพร้อมกับตั้งท่าเตรียมรับศึก

            ด้านต้วนเทียนหยาเองก็พุ่งเข้าใส่อย่างไม่เกรงใจสองมือประคองกระบองชูขึ้นเหนือหัวเพื่อใช้สุดยอดวิชาประจำตัวของเขา

            หนึ่งกระบองผ่ามิติ!!!!

            ตูม

            เพลงดาบแรกที่เป็นหนึ่งใน “เพลงดาบสามวิถี” ที่เป็นวิชาเฉพาะตัวของตาต้วนถูกแปรเปลี่ยนเป็นวิชากระบองทันทีพร้อมกับระเบิดออกมา

            เฮ้ย!!

            หลินหยางเห็นท่าไม่ดีแล้ว

            เห็นได้ชัดว่าต้วนเทียนหยาสามารถหลอมรวมวิถียุทธ์ของตัวเองให้เข้ากับยุทธภัณฑ์ทุกชนิดได้ถึงแม้ครั้งนี้จะเป็นกระบอง แต่มันกลับสามารถแสดงประสิทธิภาพได้ถึงขีดสุดอานุภาพอันไร้คู่ต่อกรในใต้หล้าของกระบวนท่านี้นั้นมันเทียบเท่ากับกระบวนท่าขั้นสูงของวิชากระบองแท้ๆ เลย

            หลินหยางรู้สึกแค่ว่ากระบองยาวตรงหน้านั้นก็คือตัวต้วนเทียนหยาเองไม่ใช่แค่สามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งกับกระบองเท่านั้น แต่ต้วนเทียนหยาสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของการใช้งานอาวุธทุกชนิดได้แล้วต่างหาก

            นี่ถึงจะเป็นเส้นทางของวิถียุทธ์ที่แท้จริง

            ไม่ยึดติดกับรูปแบบใดๆ เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติสามารถใช้ได้ทุกกระบวนท่า แต่ก็ไม่มีวันสูญเสียเอกลักษณ์ของตัวเองไป

            ตูม

            หลินหยางถูกวิชา “หนึ่งกระบองผ่ามิติ”ของต้วนเทียนหยาซัดลอยไปอย่างไม่น่าแปลกใจเท่าไรนัก

            เขาถูกอัดจนร่างกายลอยไปชนเข้ากับกำแพงเต็มๆ จนรู้สึกชาไปทั้งตัวแค่กระดิกยังแทบจะทำไม่ได้

            กระบวนท่ากระบองของต้วนเทียนหยาสามารถเอาชนะหลินหยางได้อย่างสิ้นเชิงถึงแม้พลังพื้นฐานของทั้งสองฝ่ายล้วนอยู่ที่สองหมื่นชั่งเหมือนกันแต่กระบวนท่ากระบองของต้วนเทียนหยานั้นกลับมีพลังที่เหนือกว่าพลังต่อสู้ของหลินหยางหลายเท่า

            หลินหยางรู้สึกเจ็บปวดจนทุกครั้งที่หายใจต้องรู้สึกปวดร้าวราวกับร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยงๆตาต้วนลงมืออย่างอำมหิตไม่มีความเมตตาเลยแม้แต่น้อย

            แต่แววตาของหลินหยางกลับดูตื่นเต้นขึ้นสุดขีด

            เพราะว่าตัวเขามองเห็นทิศทางที่ตัวเองกำลังจะมุ่งไปแล้ว

            ขอแค่สามารถกลั่นกรองประสบการณ์ทั้งหลายออกมาเป็นวิถียุทธ์แบบฉบับของตัวเองได้เขาก็จะรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองควรจะเพาะสร้างหลิงไทแบบไหนถึงจะเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด

            และเมื่อสามารถสร้างหลิงไทขึ้นมาได้แล้ว เขาก็จะสามารถผลักดันวิถียุทธ์ของตัวเองขึ้นไปสู่จุดสูงสุดในขอบเขตใหม่ได้อีกครั้ง

            สิ่งที่เขาต้องทำก็คือการใช้ความพยายามทั้งหมดในการมุ่งไปสู่เป้าหมายมุ่งไปสู่จุดสูงสุดของระดับอวิ้นหลิง!!!!

            แผละ

            หลินหยางตกลงมาจากกำแพงแค่จะประคองตัวเองขึ้นมานั่งยังเหนื่อยเลยแต่ว่าทั่วทั้งตัวเขาตอนนี้กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและความเร่าร้อน

            ต้วนเทียนหยามองไปที่หลินหยางแววตาที่ดูคล้ายกับลูกไฟวิญญาณนั่นกะพริบสองสามครั้ง

            เขาไม่ได้แสดงท่าทางอะไรออกมาอีก เขาเพียงแค่โยนกระบองยาวกับเข้าไปในชั้นวางอาวุธเหมือนเดิม

            จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปพร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยคำพูประโยคสุดท้ายของวันนี้ว่า

            “จากวันนี้ไป สู้สองครั้งต่อหนึ่งวันจนกว่าจะชนะข้าได้... เจอกันตอนบ่าย”

            พูดจบ ตาต้วนก็ออกไปจากห้องฝึกซ้อมแห่งนี้เหลือเพียงแค่หลินหยางที่กำลังนั่งกัดฟันอยู่

            “หึ!! ข้าก็ต้องการอย่างนั้นแหละ!!!!”

            ต่อสู้วันละสองครั้ง ก็หมายความว่าทุกๆ วันหลินหยางต้องทนทรมานกับความเจ็บปวดแบบนี้อย่างน้อยวันละสองครั้งเป็นอย่างต่ำ

            แต่หลินหยางไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรงหรือย่อท้อเลยแม้แต่น้อยเขารู้ว่า นี่จะต้องเป็นวิธีที่เร็วที่สุดที่สามารถยกระดับความสามารถของเขาให้สูงขึ้นได้อย่างแน่นอน

            เขาแอบตั้งกำหนดการให้ตัวเองไว้ในใจ หนึ่งปี... ไม่สิ ครึ่งปีอย่างมากสุดครึ่งปี เขาจะต้องค้นหาวิถียุทธ์แบบฉบับของตัวเองให้เจอให้ได้เพื่อที่จะทะลวงขีดจำกัดสู่ระดับอวิ้นหลิงจากนั้นค่อยใช้พลังรูปแบบใหม่ของตัวเองในการต่อสู้กับต้วนเทียนหยาตอนอยู่จุดสูงสุดเสีย

            ..................................

            เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว

            หลินหยางเริ่มต้นการฝึกฝนอันแสนทรมานและน่าเบื่อของตัวเองขึ้น

            ในขณะที่ทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่กำลังตามหาชายหนุ่มผู้มากไปด้วยพรสวรค์อันเปล่งประกายผู้นั้นอยู่หลินหยางก็ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับดาวตกที่พุ่งผ่านฟากฟ้าไปก็ไม่ปาน

            ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานั้น หลินหยางไม่เคยปล่อยให้ตัวเองได้หยุดพักเลยเขาทำการฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งและต่อเนื่อง

            การต่อสู้อย่างไร้ความปรานีวันละสองครั้ง

            การดัดแปลงปรับปรุงเพื่อยกระดับศพโลหิตทีละน้อย

            และอีกเรื่องก็คือการฝึกฝนพลังจิตอันแสนน่าเบื่อหน่าย

            บางครั้งแม้แต่ต้วนเทียนหยาเองพอเห็นหลินหยางถูกซัดจนหมอบอยู่เบื้องหน้าแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า...

            นี่เขาโหดร้ายกับเด็กคนนี้มากเกินไปหรือเปล่า

            แต่ทุกครั้งที่เห็นหลินหยางพยายามประคองตัวลุกขึ้นยืนอย่างดื้อดึงแต่ก็ดูน่าสงสารนั้นในใจเขากลับรู้สึกยินดีอย่างสุดซึ้ง

            หนุ่มน้อยแบบนี้ ทั้งที่ตัวเองก็มีพรสวรรค์ที่เหนือกว่าคนทั่วไปมากโขอยู่แล้วแต่ก็ยังพยายามฝึกฝนมากกว่าคนทั่วไปหลายสิบหรืออาจจะหลายร้อยเท่า

            คนแบบนี้ ถ้าไม่ได้เป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าแล้วผู้ใดเล่าถึงจะเป็นได้??

            ส่วนหลินหยางนั้นทุกครั้งที่เขาต้องกัดฟันฝืนประคองร่างกายของตัวเองให้ลุกขึ้นยืนจากแทบเท้าของต้วนเทียนหยานั้นเขาก็มักจะพูดออกมาประโยคหนึ่งด้วยจิตใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นว่า “ครั้งต่อไป ข้าจะต้องชนะเจ้าให้ได้!!!!”

            คำพูดประโยคนี้ พูดซ้ำนานถึงครึ่งปี

            แต่ความเร็วในการเติบโตของหลินหยางนั้นเร็วจนน่ากลัว

            เดือนแรกที่เริ่มต้นฝึกฝนนั้นต้วนเทียนหยาสามารถจัดการหลินหยางได้ในหนึ่งกระบวนท่าทุกครั้ง

            วิชาหนึ่งดาบผ่ามิติที่ถูกใช้ออกมาในหลากหลายรูปแบบเช่นหนึ่งกระบองผ่ามิติ หรือกระทั่งหนึ่งฝ่ามือผ่ามิติก็ล้วนเป็นกระบวนท่าพิฆาตที่หลินหยางไม่อาจต้านรับได้เลย

            แต่แค่เดือนที่สอง ต้วนเทียนหยาก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าแค่กระบวนท่าเดียวไม่สามารถโค่นหลินหยางได้แล้ว

            ไอ้หนูนี่ทำตัวเหมือนกับฟองน้ำไม่มีผิดทุกครั้งที่ต่อสู้มันจะซึมซับประสบการณ์ทั้งหมดในการต่อสู้เอาไว้อย่างเอาเป็นเอาตาย

            ไม่นานระยะเวลาที่ทั้งสองใช้ในการประมือกันก็เริ่มยาวนานขึ้นเรื่อยๆ

            จากกระบวนท่าเดียว เป็นสอง ห้า... สิบ... ร้อยกระบวนท่า

            เพียงแค่เดือนที่สี่ ต้วนเทียนหยาก็ต้องอึ้งเพราะว่าตัวเขาในระดับเซียนเทียนนั้นไม่สามารถเอาชนะหลินหยางได้อีกต่อไปแล้ว!!

            เขาจึงเพิ่มระดับความยากขึ้นไปอีกหลินหยางเองก็ไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย

            ทั้งสองคนก็เริ่มการต่อสู้แบบยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ แบบนี้ขึ้น

            หลังจากผ่านไปครึ่งปี

            แม้แต่ต้วนเทียนหยาเองยังไม่อยากยอมรับว่าตัวเขาในตอนนี้จำเป็นต้องใช้พลังถึงระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางถึงจะสามารถเอาชนะหลินหยางได้หลังจากประมือกันไปหลายร้อยกระบวนท่า

            ส่วนหลินหยางเองนั้นไม่ถูกจำกัดในอาวุธหรือกระบวนท่ารูปแบบใดๆ อีกต่อไปแล้วต่อให้ใช้แค่พละกำลังจากร่างกายเพียงอย่างเดียวกับรูปแบบการต่อสู้ที่เป็นแบบฉบับของตัวเขาเองนั้น ก็สามารถต่อกรกับต้วนเทียนหยาได้หลายยกแล้ว

            เป็นความเร็วในการเติบโตที่ไม่อาจคาดเดาได้เลยจริงๆ

            ระดับเซียนเทียนขั้นสูงสุดสามารถประมือกับต้วนเทียนหยาที่อยู่ในระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางได้นับร้อยยกมีแค่คนที่ได้เห็นกับตาตัวเองเท่านั้นถึงจะรู้ว่าหลินหยางในตอนนี้มันแข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัวถึงเพียงไหน

            และในการเก็บตัววันที่หนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดของหลินหยางนั้นต้วนเทียนหยาก็ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางของเขาไม่สามารถเอาชนะหลินหยางได้แล้ว

            “พรุ่งนี้ สู้ด้วย อวิ้นหลิงขั้นท้าย”

            ต้วนเทียนหยาเตรียมที่จะจบการฝึกซ้อมในวันนี้

            ตรงหน้าของเขานั้น หลินหยางลุกขึ้นยืนอย่างองอาจเม็ดเหงื่อที่เปียกชุ่มทั่วทั้งตัวพลันระเหยกลายเป็นไอในอากาศ

            การขัดเกลาในช่วงครึ่งปีมานี้ ทำให้หลินหยางดูสง่าผ่าเผยขึ้นมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดหลังการทรมานและการต่อสู้อย่างบ้าคลั่งนานนับครึ่งปี ในที่สุดก็ถึงเวลาทะลวงขีดจำกัดของตัวเองแล้ว

            หลินหยางมองไปที่ต้วนเทียนหยาพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างลึกลับออกมา“พรุ่งนี้อวิ้นหลิงขั้นท้าย? เกรงว่าแค่นั้นจะไม่พอแล้วละ!!!!”

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน