เวคฟิลด์ไว้ท์โอ๊คออกแรงวิ่งตรงไปข้างหน้า อย่างเต็มเหยียดและยังเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆเขาวิ่ง...วิ่ง...และวิ่งจนกระทั่งหมดแรงที่จะวิ่งต่อไปไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใดตนเองจึงได้เร่งความเร็วมากมายถึงขนาดนั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะเหตุใดจึงต้องวิ่ง...และวิ่งจนกระทั่งหมดแรงหมดพลังที่จะไปต่อได้
และแล้วเด็กชายก็ทุ่มกายลงบนพื้นหญ้าอันอ่อนนุ่มเขียวขจีงอกงามอยู่ด้วยฤดูสปริงที่เพิ่งจะมาถึงความกว้างใหญ่ไพศาลของท้องทุ่งแห่งนี้ทำให้เด็กชายลืมไปหมดแล้วว่าตนเองได้วิ่งมานานเท่าไรเขาแนบแก้มลงบนความนุ่มเนียนของใบหญ้า หัวใจเต้นระรัวราวจะะเิออกมานอกอกไม่มีความคิดใดๆผ่านเข้ามาในสมองเลยแม้แต่น้อย ปราศจากทั้งความสุขความทุกข์เฉกเช่นเดียวกันกับสายลมแห่งเดือนเมษายนที่พัดผ่านมาต้องกายและพลิกพลิ้วยอดหญ้าให้ระริกด้วยจิติญญาที่แฝงฝัง
เด็กชายรู้แต่เพียงว่านี่คือความมีชีวิต...ชีวิตที่ยังอ่อนเยาว์...ชีวิตที่ปรารถนาในความมานะพยายามอันแรงกล้า
สายตาของเขาจรดจ้องมองดูยอดเรียวแหลมของใบหญ้าสีเขียวขจีที่ชไสวอยู่ต่อหน้า มองเห็นมดตัวหนึ่ง คาบเศษอาหารชิ้นเล็กๆไว้ในปากที่แทบจะมองไม่เห็น ท่าทางของมันเต็มไปด้วยความรีบร้อนยิ่งนัก เด็กชายจึงวางนิ้วลงดักหน้ามันไว้ อยากรู้นักว่าเ้ามดตัวน้อยนั้นจะคิดอย่างไรเมื่อได้เห็นแล้วว่าเส้นทางตรงหน้าถูกสกัดกั้นด้วยอะไรบางอย่างที่เปรียบเสมือนปราการอันสูงตระหง่านมดเป็สัตว์ที่มีความพยายามอย่างน่าทึ่งที่สุดในโลก
บางที...มันอาจจะไต่ขึ้นมาบนนิ้วแล้วก็วิ่งขึ้นมาตามมือก็ได้...แต่มันไม่ยักเป็เช่นที่เขาคิดเพราะยังไม่ทันที่มันจะัักับปลายนิ้วเลยมันก็รีบเบี่ยงตัวคลานไปตามเส้นทางสายใหม่ทันที
เวคฟิลด์จมปลายนิ้วลงขวางทางมันไว้อีกแต่มดตัวนั้นก็ยังไม่ยอมคลานขึ้นมาบนมือเขาอยู่นั่นเอง ไม่ว่าเขาจะยืนยันในความตั้งใจสักเพียงไรเ้ามดก็ดูเหมือนจะมีจุดยืนของมันเช่นกันไม่ว่ามันจะรีบร้อนกระวนกระวายสักแค่ไหนมันก็ยังคาบชิ้นอาหารในปากไว้แน่นขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้ตัวของลูกมันถูกลวงล่อให้คลานขึ้นไปบนิัของมนุษย์
แต่เวคฟิลด์ก็อดจะให้เหตุผลกับตัวเองไม่ได้ว่ากี่ครั้งกี่หนมาแล้วล่ะที่มดได้ไต่ขึ้นมาบนเนื้อตัวทั้งที่เขามิได้้าให้มันทำเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อยและครั้งหนึ่งมันก็เคยคลานเข้าไปอยู่ในหูของเขาด้วยซึ่งเกือบจะทำให้เขาเป็บ้าด้วยความใกลัวขนาดหนักมาแล้ว
ความโมโหที่ผ่านวูบเข้ามาในใจทำให้เด็กชายผุดลุกขึ้นนั่งเอานิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้คืบเ้ามดตัวนั้นไว้แล้วก็วางลงบนหลังมือด้วยความตั้งใจอันมาดมั่นเ้ามดทิ้งเศษอาหารที่คาบอยู่ลงและนอนหงายหลังขาของมันแกว่งไกวอยู่ในอากาศพร้อมกับบิดตัวอยู่ไปมาอันเป็ลักษณะของกิริยาท่าทางที่บอกให้รู้ว่ามันกำลังได้รับความเ็ปอย่างรุนแรงที่สุด
เวคฟิลด์ปัดมันกระเด็นไปทันทีอาจจะเป็เพราะความเกลียดชังกับความละอายใจที่ประสมกันอยู่รู้สึกว่าเขาได้ทรมานมันมาเป็เวลานานพอสมควรแล้ว บางทีมันอาจจะถึงตายก็ได้
เมื่อคลายความโกรธลงเวคฟิลด์ก็รีบเร่งค้นหาเ้ามดตัวนั้นแต่ก็ไม่เห็นทั้งตัวมันและเศษอาหารที่มันทิ้งไว้แต่ขณะเดียวกันก็กลับมีนกโรบินตัวหนึ่งซึ่งโผผินบินอยู่กับกิ่งเชอรี่ป่าเปล่งเสียงร้องเพลงเจื้อยแจ้วขึ้น
เสียงที่ลงลูกคอไพเราะเพราะพรึงของนกโรบินตัวนั้นกองกำจายไปในอากาศคละเคล้าอยู่ในแสงตะวัน อันเฉิดฉาย เวคฟิลด์ทำท่าประทับปืนขึ้นบนบ่า เล็งเป้าไปที่นกตัวนั้นทันที
“ปัง….”
เด็กชายะโก้องแต่เ้านกน้อยก็ยังส่งเสียงร้องเพลงเจื้อยแจ้ว ราวกับมิได้ยินเสียงอะไรทั้งสิ้น
“เฮ้...ฟังนะ เ้านก” เวคฟิลด์พูดกับมัน
“เ้าไม่รู้หรอกหรือว่าตัวเองน่ะถูกยิงตายไปแล้ว? และไอ้นกที่ตายแล้วน่ะมันร้องเพลงไม่ได้หรอกข้าจะบอกให้”
โรบินตัวน้อยถลาร่อนจากกิ่งเชอรี่ไปเกาะอยู่กับยอดต้นเอล์ม ซึ่งอยู่สูงขึ้นไปกว่าเดิม และส่งเสียงร้องเพลงดังยิ่งขึ้นกว่าเมื่อครู่เหมือนจะแสดงให้เด็กชายเห็นว่าชีวิตจิตใจนั้นมีอยู่ในตัวของมันเองมากเพียงไร
เวคฟิลด์ทอดตัวลงนอนคว่ำหน้ากับพื้นดินอีกครั้งใช้ท่อนแขนหนุนรองศีรษะไว้กลิ่นหอมชื่นของละไอดิน กรุ่นอยู่ตรงปลายจมูกแสงแดดอาบแผ่นหลังจนร้อนผ่าวและเด็กชายก็บังเกิดความใคร่รู้ขึ้นมาอีกว่าเมฆสีขาวกลุ่มใหญ่ที่เขาเห็นลอยเลื่อนมาจากด้านทิศใต้นั้นบัดนี้ได้มาอยู่ตรงหัวแล้วหรือยัง...
เด็กชายบอกตัวเองว่าเขาจะต้องนอนนิ่งๆแล้ว ก็นับหนึ่งให้ถึงร้อย...เสียก่อน แต่...อย่าดีกว่า จำนวนร้อยมันมากเกินไปในยามเช้าเช่นนี้ไม่เป็การสมควรอย่างยิ่งที่จะสร้างความตึงเครียดให้เกิดขึ้นในจิตใจ...เอาเป็ว่านับแค่ห้าสิบก็พอแล้วเมื่อถึงห้าสิบเมื่อไหร่ก็จะเงยหน้าขึ้นดูเมฆเมื่อนั้นและถ้าเมฆกลุ่มนั้นมาถึงตรงหัวเขาพอดีแล้วละก็...เขาจะ...แต่...เขาก็ยังไม่รู้อีกนั่นแหละว่าจะทำอะไรดี...รู้แต่เพียงว่ามันจะต้องเป็อะไรสักอย่างหนึ่งที่มหัศจรรย์อย่างที่สุดแน่ๆ
บางทีเขาอาจจะห้อยเต็มเหยียดไปให้ถึงลำห้วยแล้วก็ะโข้ามไป แม้ว่ามันจะเป็ตอนที่กว้างที่สุดก็ตามเขาซุกมือข้างหนึ่งลงในกระเป๋ากางเกงใช้ปลายนิ้วลูบคลำอยู่กับลูกหินที่เพิ่งได้มาใหม่ พร้อมกับนับไปพลาง
ขณะนี้อาการง่วงงุนเริ่มเข้ามาครอบงำแล้วอาหารเช้าแสนอร่อยที่รับประทานเข้าไปอย่างเต็มที่ทำให้จิตใจผ่องแผ้วอย่างบอกไม่ถูก อยากรู้นักว่าขณะนี้มันจะยังอยู่ในท้องหรือเปล่าหรือว่าได้เปลี่ยนเป็เื เป็กระดูก เป็กล้ามเนื้อไปแล้ว อาหารเช้าดีๆอย่างนี้ย่อมจะต้องสร้างสิ่งที่ดีให้เกิดขึ้นกับร่างกายแน่
หนุ่มน้อยกำมือข้างที่ใช้หนุนศีรษะให้แน่นเข้าไว้เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งในกล้ามเนื้อของตน ใช่แล้ว….รู้สึกว่ามันเพิ่มความแข็งแรงขึ้นจริงๆไม่ต้องสงสัยเลยละ ถ้าเขาได้กินอาหารเช้าดีๆ อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะต้องถึงวันหนึ่ง...วันที่เขาจะไม่ต้องทนต่อการกระทำอันไม่เข้าท่าของฟิ้นช์หรือจากพี่ชายคนไหนๆ ทุกคน แม้แต่เรนนี่ก็เถอะน่า...
แต่บางทีถ้าจะปล่อยให้เม๊กช่วยจัดการอย่างนี้ไปเรื่อยๆมันก็ดีเหมือนกัน...เพียงแต่ว่าเม๊กเป็ผู้หญิงเท่านั้นผู้ชายไม่ควรทำร้ายผู้หญิงอยู่แล้วแม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็พี่สาวหรือน้องสาวของตนเองก็ตาม
ก่อนหน้าที่จะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นมันมิได้มีเสียงฝีเท้าหรือเสียงอะไรเตือนให้เวคฟิลด์รู้ตัวก่อนหน้าของใครคนหนึ่งเอื้อมมาจับตัวไว้ ความแข็งแรงของมือนั้นทำให้เขาไม่อาจช่วยตัวเองได้เลย และแล้วก็ะเืไปทั้งตัวด้วยแรงเขย่าก่อนจะถูกจับให้พลิกร่างไปเผชิญหน้ากับพี่ชายคนโตซึ่งขณะนี้กำลังมีสีหน้าบึ้งตึงน่ากลัวอย่างที่สุด
สุนัขพันธ์สเปเนียลสองตัวที่วิ่งตามติดเรนนี่มาด้วยกระโจนเข้าใส่เวคฟิลด์ทันทีใช้ลิ้นเลียใบหน้าของหนุ่มน้อยอย่างรุนแรง จนแทบจะทำให้เวคฟิลด์ก้นกระแทบกลับลงบนพื้นดินอีกครั้งด้วยความดีอกดีใจของมัน
เรนนี่ซึ่งยังคงจับไหล่น้องชายไว้แน่นส่งเสียง ตะคอกขึ้นว่า
“ทำไมแกถึงได้มาหลบอยู่ที่นี่หา...ทำไมแกถึงไม่ไปหามิสเตอร์เฟนเนล? แกรู้หรือเปล่าว่ามันกี่โมงแล้ว?...แล้วนี่หนังสือเรียนอยู่ที่ไหน?”
เวคฟิลด์พยายามดิ้นรนจะให้พ้นจากการเกาะกุมของพี่ชายแสร้งทำเป็ไม่ได้ยินคำถามสองประโยคแรกนั่นเสีย ทั้งนี้เพราะรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าคำถามประโยคที่สามดูจะเป็คำถามที่มีอันตรายน้อยที่สุด
“ผมทิ้งไว้ที่บ้านมิสเตอร์เฟนเนลั้แ่เมื่อวานนี้แล้วฮะ”หนุ่มน้อยตอบเสียงเบา
“ทิ้งไว้ที่บ้านมิสเตอร์เฟนเนลอย่างนั้นรึ? แล้วแกจะทำการบ้านได้ยังไงกัน?”
“เอ้อ...”เวคฟิลด์ใช้ความคิดอยู่เป็ครู่
“ผมใช้หนังสือของฟิ้นช์ทำการบ้านภาษาละตินฮะประวัติศาสตร์ก็ไม่มีอะไรผมเพียงแต่เขียนความเห็นเื่บทบาทของครอมเวลล์เท่านั้นส่วนเื่พระคัมภีร์ผมก็ใช้ไบเบิ้ลของเม๊กฮะแล้วก็...”
ดวงตากลมโตของเด็กชายเป็ประกาย
“ตอนที่พี่เดินเข้ามาผมก็กำลังทำเลขคิดในใจอยู่ด้วยฮะ”
“แกนี่ช่างแต่งเื่เก่งจริงๆ”
เรนนี่รู้สึกสับสนกับคำอธิบายของน้องชายซึ่งก็ควรจะต้องเป็เช่นนั้นอยู่ แล้ว
“ฟังนะเวคฉันไม่อยากจะบังคับขู่เข็ญแกมากนักหรอก แต่แกก็ควรจะต้องทำตัวให้มันดีกว่านี้แกคิดว่าทุกวันนี้ฉันจ่ายเงินให้มิสเตอร์เฟนเนลเพื่อจะให้แกมาวิ่งเล่นสนุกๆอย่างนี้เท่านั้นละหรือ?การที่แกมีสุขภาพอ่อนแอจนเกินกว่าจะไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนกับใครเขาได้นั่นน่ะมันไม่ใช่ข้ออ้างที่แกจะเอาแต่เล่นทั้งวันอย่างนี้นะแล้วนั่นอะไร...ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงของแกนั่นน่ะ?”
“ลูกหินฮะ...สองสามลูกเท่านั้นเองนะฮะเรนนี่”
“เอามาให้ฉัน”พี่ชายพูดเสียงหนักๆ
เรนนี่แบมืออยู่ตรงหน้าขณะที่เวคฟิลด์ล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงหยิบลูกหินออกมาวางลงบนมือพี่ชายอย่างไม่เต็มใจเลย ที่จริงแล้วเวคฟิลด์ไม่ได้คิดอยากจะร้องไห้เลยแม้แต่น้อยแต่อารมณ์อันอ่อนไหวทำให้หยาดน้ำใสๆ เอ่อท้นขึ้นมาขณะที่ต้องจำใจยื่นมหาสมบัติของตนให้เขาสามารถจะเรียกน้ำตาได้เสมอในทุกยามที่้า เพียงแค่หลับตาให้แน่นแล้วก็บอกกับตัวเองว่า
“โธ่...มันน่าน้อยใจอะไรอย่างนี้...มันน่าน้อยใจเสียเหลือเกิน...”
ครู่เดียวเท่านั้นน้ำตามันก็จะลามไหลออกมาเอง
แต่ถ้าเด็กชายตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่มีการร้องไห้อย่างเด็ดขาดแล้วไม่ว่าใครจะดุด่าอย่างไรก็จะไม่ มีน้ำตาหลั่งไหลออกมาให้เห็นเลยแม้แต่หยดเดียว
แต่ขณะนี้ยามที่ต้องวางลูกหินเ่าั้ลงในมือของเรนนี่เขาก็ท่องมนต์บทเดิมอยู่ในใจ แผงอกเล็กๆ ขยับขึ้นขยับลงแรงๆกล้ามเนื้อในลำคอเต้นตุบๆ และแล้ว...หยาดน้ำตาก็ลามไหลลงมาบนร่องแก้มราวกับน้ำฝน
เรนนี่เอาลูกหินเก็บใส่กระเป๋ากางเกงของตนเองแล้ว...
“เอาละเลิกอ้อนได้แล้ว” น้ำเสียงของพี่ชายมิได้ไร้ความเมตตาเสียทีเดียว
“แล้วก็อย่ากลับมาจนไม่ทันเวลากินอาหารก็แล้วกัน”เขาหันไปเรียกสุนัขทั้งสองตัวนั้นก่อนจะผละจากไป
เวคฟิลด์หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนสะอาดยังพับเป็รูปสี่เหลี่ยมอยู่ที่พี่สาวเอาใส่กระเป๋ามาให้ั้แ่เมื่อเช้านี้ขึ้นมาซับน้ำตามองตามร่างพี่ชายที่เดินจากไปจนกระทั่งเมื่อเรนนี่หันกลับมามองอีกครั้งจึงได้วิ่งไปทิศที่ตั้งของโบสถ์