ประเทศจีน, ปักกิ่ง เวลา 13.42 น.
อีกด้านมุมหนึ่ง... ตรงข้ามกับถนนของ PK คอนโดมิเนียม
“ชิงชิงนายมองอะไรอยู่เหรอ”
ภายในรถหรูคันหนึ่งชายหนุ่มร่างอ้วนท้วมสมบูรณ์ผู้ขับหันไปเอ่ยถามชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างๆตน เพราะสายตาของอีกฝ่ายนั้นกำลังหันไปมองจับจ้องเขม็งที่ข้างนอกรถอยู่นาน ใบหน้าหล่อทะเล้นมีความเคร่งขรึมขึ้นจนเขาััได้จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามอย่างห่วงใย
“เปล่า แค่เหมือนจะเจอคนรู้จักน่ะ” ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเพียงแค่ตอบคำถามแต่ก็ไม่ได้หันหน้ากลับไป เขายังคงมองจ้องที่ตรงนั้นอยู่เช่นเดิมด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างชัดเจน
“คนรู้จักของชิงชิงเหรอ... งั้นก็เข้าไปทักทายสิ” ชายหนุ่มร่างท้วมพูดขณะที่ใกล้ถึงที่จอดรถแล้ว พลางคิดไปว่า ‘ชิงชิง’ คนนี้น่ะ แม้จะดูขี้เล่นและเข้ากับคนอื่นง่าย มีคนรู้จักเข้ามาหามากมาย แต่คนที่เขาเองเป็คนบอกว่าเป็คนรู้จักของตนนั้นกลับแทบไม่มีเลย ดูจะช่างขัดกับลุคของอีกฝ่ายอยู่สักหน่อยจริงๆ
แต่พอเมื่อชายหนุ่มร่างท้วมพูดไปเช่นนั้นจบแล้วเขากลับรู้สึกผิดขึ้นมา... เพราะว่าชิงชิงกลับมีใบหน้าที่หมองลงอย่างเห็นได้ชัด บ่งบอกว่าต้องมีความหลังอะไรแน่นอนกับคนรู้จักคนนี้ซึ่งอาจจะไม่ค่อยดีต่อกันอะไรด้วย
“ไม่หรอก ไม่ใช่เขาหรอก เขา... เขาคงไม่ได้อยู่ที่นี่หรอก”
“งั้นเหรอ... ไม่ได้อยู่ที่ปักกิ่งหรือ งั้นเอาไว้ว่างๆเดี๋ยวเราไปเยี่ยมเยียนเขาดีไหม” ชายหนุ่มร่างท้วมพยักหน้าพร้อมพูดอย่างปลอบประโลม ดูจากคำพูดแล้วน่าจะไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่พูดถึงไม่ได้
ไปเยี่ยมเยียนอย่างงั้นหรือ?... แม้ว่าในใจจะรู้ความจริงเป็อย่างดี แต่เมื่อชายหนุ่มร่างท้วมพูดจบ ชิงชิงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะในลำคอทั้งที่สายตาก็ยังมองจดจ้องอยู่ที่เดิมอีกทั้งยังลดกระจกลงด้วยเพื่อจะได้มองให้แน่ชัด “หึๆๆ”
“ทำไมล่ะ โกรธกันเหรอ” ชายหนุ่มร่างท้วมคิดแล้วก็ไม่เข้าใจจนอดถามขึ้นไม่ได้ ทั้งๆที่มองจ้องคนคนนั้นเสียขนาดนั้นที่แค่มีความคล้ายคลึงกับคนรู้จักเก่าก่อนแต่ไม่ใช่คนรู้จัก แต่เหตุใดเมื่อกล่าวถึงการไปเยี่ยมเยียนแล้วต้องหัวเราะด้วยล่ะ
“โกรธเหรอ... ก็คงจะเป็อย่างนั้นกระมัง หึๆ ก็ทำให้โกรธหลายเื่เลยล่ะ” ชิงชิงพูดพลางยกยิ้มบางๆ พลางนึกไปถึงคนคนนั้นอย่างรู้สึกสุข แล้วมองจดจ้องกลับไปอีกคนหนึ่งที่เขามองก่อนหน้านี้ ก่อนที่จะประโยคต่อมาที่ทำให้ชายหนุ่มร่างท้วมเองก็ไม่เข้าใจสักเท่าไหร่
“แต่ตอนจากมาเราไม่ได้โกรธกันหรอกนะ แต่ที่ไปหาไม่ได้เพราะว่า... แค่กลับไปหาไม่ได้อีกแล้ว ก็เท่านั้นละ”
หลังจากจงิและอี้เฟยนำภาพวาดพู่กันไปประเมินราคาที่ถังแกลเลอรีโดยคุณถังหรือถังโม่โฉวเป็อันเรียบร้อยแล้วจวนเวลานั้นก็เที่ยงวันพอดี พวกเขาทั้งสามคนจึงได้ตกลงไปรับประทานอาหารมื้อเที่ยงด้วยกันต่อ เป็ครั้งแรกที่ทั้งสามคนต่างได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน และเป็ครั้งแรกสำหรับอี้เฟยที่ได้รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นหลังจากที่มายังยุคปัจจุบันนี้
“เสี่ยวเฟยวันนี้เหนื่อยนายแล้วนะ” จงิจอดรถเสร็จแล้วหันมายิ้มพูดกับอี้เฟย... หลังทานอาหารมื้อกลางวันร่วมกันเสร็จพวกเขาทั้งสามคนก็แยกย้ายกัน โดยเขาขับรถกลับมาส่งอี้เฟยที่บ้านเหมือนเดิมแม้ว่าอีกฝ่ายจะแย้งอยู่ว่ากลับเองได้เพราะคนละเส้นทางกับเขา
อืม อี้เฟย เด็กหนุ่มคนนี้แม้กระทั่งในยามรับประทานอาหารก็ยังคงความสง่างามอยู่เสมอ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูดีเลิศ มีคนเช่นนี้จริงๆสินะ จงิคิดพร้อมพยักกับตัวเอง
“ฮื้ม เหนื่อยอะไรละครับ ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยแถมพี่ยังเลี้ยงข้าวผมอีก”
ใช่... เขาอี้อ๋องก็ไม่คิดเลยว่ามื้อแรกที่ร่วมทานอาหารกับผู้อื่น ผู้ร่วมโต๊ะของเขาจะเป็จงิลูกหลานของเ้าจงลิ่วผู้นั้นน่ะ กับถังโม่โฉวเ้าลูกหลานของคนสกุลถัง!
ในใจก็ชักเบื่อหน่ายอยู่ พลางคิดว่าเป็ผู้อื่นไม่ได้หรือ?
บรรพบุรุษของพวกเ้าน่ะยังไม่เคยได้เสวยร่วมโต๊ะกับอ๋องอย่างข้าเลยนะ แต่พวกเ้าลูกหลานนี่มันช่างมีวาสนานัก!
“ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้นะครับ”
“ไม่เป็ไรน่าบอกว่าอย่าเกรงใจไง ส่วนเื่ภาพฉันจะรีบกลับมาเอาแน่นอน นายไม่ต้องเป็ห่วง ราคาก็ตามเดิมฉันไม่เกี่ยงใดๆ... ถ้ารุ่นพี่ถังติดต่อมาละก็นายห้ามใจอ่อนอย่างเด็ดขาดนะ!”
เพราะเป็จำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยจงิจึงเตรียมเงินมาไม่พอ อีกอย่างการจะจ่ายออกไปมากขนาดนี้เขาต้องรายงานให้ท่านพ่อและท่านปู่ทราบไว้ก่อนสักหน่อย และอาจจะ... ขอเพิ่มบ้างสักเล็กน้อยด้วย ฉะนั้นเื่เงินไม่มีปัญหาอยู่แล้ว
ปัญหาน่ะคือรุ่นพี่ถัง! เขาก็เห็นๆอยู่ว่าถังโม่โฉวเองก็ชอบและ้าภาพๆนี้อยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเขาต้องรีบกลับไปขอเงินท่านพ่อกับท่านปู่เพื่อสิ่งสิ่งนี้ให้ได้!
“ฮ่าๆฮ่า รุ่นพี่ถังจะติดต่อผมมาทำไมครับ... ผมบอกว่าจะขายให้พี่ิแล้วก็คือขายให้พี่ิ นอกเสียจากว่าพี่จะไม่เอาแล้วนั่นแหละผมถึงจะขายให้คนอื่น”
“ไม่ๆ ไม่มีทางที่จะไม่เอา... ฉันจะรีบกลับไปหาท่านปู่เลย!” จงิพูดพลางมองอี้เฟยพูดอย่างไร้เดียงสา อี้เฟยยังเด็กจริงๆจนเขาอดไม่ได้ที่จะย้ำกับอีกฝ่ายหลายครั้งไม่ได้... รุ่นพี่ถังน่ะต้องติดต่อกลับมาหาอี้เฟยแน่นอน เขาจงิฟันธง!
“งั้นฉันไปก่อนนะเสี่ยวเฟย ฟังให้ดีถ้ารุ่นพี่ถังติดต่อห้ามตกปากรับคำอะไรเด็ดขาด!”
“รับทราบครับผม งั้นพี่ก็กลับดีๆนะครับ”
เมื่อแยกกับจงิแล้วอี้เฟยยังไม่ได้กลับบ้านเลยทันที เขามองเห็นสิ่งที่น่าสนใจและอยากจะลองเข้าไปดูสักหน่อย ซึ่งก็คือ ‘ซูเปอร์มาร์เก็ต’ นั่นเอง โดยซูเปอร์มาร์เก็ตนี้ไม่ได้อยู่ห่างไกลจากบ้านคอนโดมิเนียมของเขา เดินมาไม่เท่าไหร่ก็ถึงแล้ว
อืม เขตบริเวณบ้านของเขาก็ดีมากจริงๆ ดีจนไม่คิดว่าซื้อได้อะนะ แต่ตาเซียนเฒ่าจัดการให้ได้!
{‘ซูเปอร์มาร์เก็ต’ (Supermarket) คือ ร้านหรือแผนกขนาดใหญ่ที่ขายอาหารสดและแห้ง อาจมีของใช้ในครัวเรือนด้วย ผู้ซื้อเลือกหยิบของตาม้า แล้วจ่ายเงินที่ที่จ่ายเงิน}
“อืม ซูเปอร์มาร์เก็ต”
ตลาด?... เมื่อมองพิจารณาดูและหาข้อมูลเกี่ยวกับซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วสิ่งที่อี้เฟยคิดขึ้นมาก็คือ ‘ตลาด’ เขาคิดว่าซูเปอร์มาร์เก็ตนี้นั้นคงจะวิวัฒนาการมาจาก ‘ตลาด’ นี่แหละ เพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น เป็ศูนย์การค้าหรือตลาดขนาดใหญ่ มีของให้เลือกซื้อมากมายหลายหมวดหมู่ การเลือกซื้อของหยิบของเอง มีสิ่งที่เรียกว่า ‘เครื่องปรับอากาศ’ เดินสบายๆไม่ต้องร้อนไม่ต้องโดดแดดเผาไม่ต้องฝุ่นละอองเช่นข้างนอก ยังมีสิ่งที่เรียกว่า ‘บันไดเลื่อน’ อีก ไม่ต้องเดินขึ้นบันไดเอง
เหอะๆ สบายเลยละแบบนี้
“คนคิดคนสร้างก็เก่งจริงๆ” อี้เฟยเดินเข้าไปแล้วมองไปรอบพลางพูดเบาๆกับตัวเองเท่านั้น เพราะเมื่ออยู่ข้างนอกเขาจะแสดงท่าทางตื่นเต้นมากไม่ได้ เพราะมันจะไม่งาม!
อี้เฟยเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตเพียงย่างก้าวก็เหมือนว่าโลกใบนี้ได้หยุดหมุนไป... โลกหยุดหมุนไม่ใช่สำหรับเขานะ แต่เป็คนอื่น!
“อือ ว่าแล้วเชียวต้องเป็แบบนี้… (ยุคสมัยปัจจุบันนี้ไม่มีคนหล่อมากๆสง่างามมากๆอย่างข้าอยู่แล้วหรือไร ทำไมถึงต้องมองมากขนาดนี้เนี่ย)”
เขาพูดพึมพำๆกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแบบเบามาก ว่าคิดไว้แล้วเชียวในสถานที่ที่มีคนอื่นจะต้องเป็แบบนี้ ส่วนประโยคในวงเล็บนั้นคือพูดแบบน้ำเสียงเบามากแบบเบาหวิวมากสุดๆไปเลยละ
ขนาดตอนออกไปข้างนอกกับจงิหรือตอนไปทานข้าวกับถังโม่โฉวด้วยก็ยังมีคนมองเขาอยู่เสมอ... อาจจะเป็เพราะด้วยรูปลักษณ์อันเอกลักษณ์ของเขากระมังที่ทำให้ผู้อื่นสนใจ หรือไม่ก็อาจจะเป็ที่เขาเป็ผู้ชายที่ไว้ ‘ผมยาวมาก’ เลยดูแปลกๆอย่างนั้นกระมัง เขาก็ไม่รู้สิ
การไม่ตัดเส้นผม เพราะถือว่าเป็ความกตัญญูต่อบรรพชน... อ๋องอย่างข้าก็แค่ไม่อกตัญญูต่อบรรพบุรุษเท่านั้นเอง!
แน่นอนว่าเมื่อมาอยู่ในยุคปัจจุบันนี้ที่ผู้ชายส่วนใหญ่ไว้ผมสั้น แต่สำหรับอี้เฟยความคิดในเื่การตัดผมยังอยู่อีกไกลจากความคิดของเขานัก รอไปก่อนเถอะ
ที่จริงแล้วอี้เฟยคิดว่าที่ผู้อื่นมองเขานั้นเป็เพราะเขาเป็ผู้ชายไว้ผมยาวมาก… สำหรับส่วนภายในใจและสายตาของผู้อื่นที่มองมานั้นคือ.... โคตร หล่อ มาก!
เด็กหนุ่มคนนี้สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงยีนส์สีดำ และรองเท้าผ้าใบสีขาว ถึงผมจะยาวแต่ความหล่อเท่ของเขาช่างไม่ปรานีหัวใจของพวกฉันเลย!
ช่างหล่อเหลาสง่างามยิ่งนัก!
“รถเข็น รถเข็น อ่า เจอละ” อี้เฟยกะพริบปริบๆ เอียงหน้าซ้ายขวากวาดสายตามองทั่วแล้วเดินไปหยิบรถเข็นสำหรับซื้อของอย่างสง่างามเช่นเดิมต่อทันที แม้จะเป็จุดสนใจแต่เขาก็หาได้รู้สึกประหม่าไม่
หึๆ ความรู้สึกประหม่า ความรู้สึกเคอะเขินหรือความรู้สึกขวยอายของเขาน่ะได้หายตายจากไปั้แ่นานแล้วล่ะ!
ส่วนภายในใจและสายตาของผู้อื่นนั้น... การหันซ้ายหันขวามองหารถเข็นของอี้เฟยนั้นท่าทางช่างน่ารักเหลือเกิน พาให้คนมองรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจอยากจะไปช่วยเหลือแม้กระทั่งการเข็นรถเข็นให้เลย!
อี้เฟยยังคงเลือกซื้อของอยู่ท่ามกลางสายตาของผู้อื่นอย่างเป็จุดสนใจหนึ่งเดียว เมื่อเลือกซื้อของไปเรื่อยๆเขาเองก็ชักจะรู้สึกชอบซูเปอร์มาร์เก็ตขึ้นมาแล้วสิ สะดวกสบายๆจริงๆ แถมยังเย็นสบายอีกด้วย
จวนผ่านไปสักพักใหญ่อี้เฟยก็เลือกซื้อของเสร็จ ร่างสูงโปร่งสมส่วนก้าวเดินฉับๆเข้าไปที่ ‘เคาน์เตอร์’ สำหรับจ่ายเงิน ในระหว่างที่รอคิวจ่ายเงินเขาก็มองดูว่าสิ่งที่้าได้ครบหมดหรือยัง…
“อาหารแช่แข็ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ผัก ผลไม้ น้ำผลไม้ นมจืด ขนม และน้ำชา.... เอาแค่ก่อนละกัน”
เมื่อถึงคิวของอี้เฟยเขาก็ยิ้มสุภาพนุ่มนวลให้พนักงานก่อนทันทีเลย เขามองการคิดคำนวณเงินในยุคสมัยปัจจุบันอย่างสนใจ อึ้งและทึ่งอีกครั้ง... พนักงานหยิบสินค้าของเขาแล้วนำไป ‘สแกน’ กับเครื่องอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าสำหรับ ‘เครื่องอ่านบาร์โค้ด’ ส่วน ‘บาร์โค้ด’ ก็คือคล้ายกับรหัสของตัวสินค้าซึ่งจะอยู่บนตัวของสินค้านั้นเอง
อืม พอเข้าใจละ... คือเจ๋งมากครับ!
อี้เฟยเป็จุดสนใจของผู้อื่นั้แ่ก้าวเข้ามาจนกระทั่งเขาซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตเสร็จแล้วกำลังจะกลับบ้าน เขาก็เริ่มจะรู้สึกชินๆเฉยๆกับสายตาของผู้อื่นมากมายจริงๆแล้วนะ
และในขณะนั้นเองที่เขากำลังถือข้าวถือของกำลังจะเดินออกจากซูเปอร์มาร์เก็ต อยู่ๆก็สาวน้อยนางหนึ่งเดินเข้ามาเอ่ยเรียกเขาก่อนด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักอึกอักสุดๆไปเลย ใบหน้าขาวๆของสาวน้อยนั้นก็แดงก่ำมากด้วยอย่างเห็นได้ชัดเจนเลยว่าเ้าตัวกำลังเขินอายและประหม่าเป็อย่างมาก
“พ-- พี่คะ ข— ขะ ขอ ถ่ายรูปหน่อยได้ไหมคะ!”
อี้เฟยมองสาวน้อยตรงหน้าที่พูดประโยคอย่างตะกุกตะกักอึกอักอยู่สักพักก่อนที่จะหลับหูหลับตาพูดให้จบประโยคติดกันให้เข้าใจ พร้อมกับโค้งศีรษะแล้วยื่นโทรศัพท์มาตรงหน้าให้เขา... อย่างกับกำลังจะบอกว่า ‘ขอความกรุณาด้วยนะคะ’ อะไรประมาณนั้นเลย
“ฮื้ม ถ่ายรูป? ถ่ายรูปผมเหรอ...” อี้เฟยเอียงศีรษะน้อยๆก่อนเอ่ยถามสาวน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มสบายๆ พร้อมกับส่งรอยยิ้มละมุนนุ่มนวลไปให้ด้วย
สาวน้อยคนนั้นถึงกับนิ่งงันไปเลย ด้วยท่าทางแบบนั้นของเ้าตัวอี้เฟยก็อยากจะหัวเราะมีเสียงจริงๆ เขายกยิ้มแล้วตอบกลับไปอย่างอนุญาตพลางเอื้อมมือสวยไปรับโทรศัพท์ของอีกฝ่ายมา
“รูปเดียวนะครับ ผมรีบ”
สาวน้อยพยักหน้างึกงักๆรัวๆหลายทีแล้วกดปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ให้เขา เอ๊ะ เดี๋ยวนะ แต่ว่ารูปพื้นหลังหน้าจอนั่น… ไม่ใช่รูปเขาอี้เฟยหรอกรึ?!
แล้วอะไรคือ... เสี่ยวเซียนคือกำลังใจชีวิต !
---------------------------------------
Talk
อ้าวเฮ้ย เธอ! อยู่ๆมาขอท่านอ๋องถ่ายรูปก่อนฉันงี้ได้ยังไง!
ละอะไรคือตั้งภาพหน้าจอพื้นหลังเสร็จสรรพเลย อะไรคือกำลังใจชีวิต!
โฮ้ ดราม่าอ่ะ... ตอนนี้ใครโผล่มาแวบๆให้เดาเล่น[55555] ล้อเล่นเน้ออออ อย่าเดาเลยเดี๋ยวมีคนรู้ทันไรท์ เดี๋ยวไรท์ไม่มีความเซอร์ไพรส์อะไรทำมาหากินต่อ [55555]
ตอนนี้ท่านอ๋องได้มาที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแล้ว และยังมาเจอสาวน้อยขอถ่ายรูปอีกด้วยละ ตอนหน้ามาร่วมกันเป็กำลังใจให้ท่านอ๋องด้วยกันอีกเถอะ!
อ่านแล้วเป็เช่นไรบ้างก็ฝากคอมเมนต์เพื่อเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ :)