ขั้นหมื่นปราณ ขั้นขุนปราณ นักรบปราณ และขั้นหมื่นปราณอีกคน ยอดฝีมือคนแล้วคนเล่าที่เดินผ่านเด็กหนุ่มผู้ที่พึ่งฝึกฝนพลังปราณของเขา
่ชีวิตที่ผ่านมาที่ต้องใช้ชีวิตรับใช้คนอื่น เมื่อมีเวลาพักผ่อนก็จำเป็ต้องใช้มันไปกับการนอน และเมื่อตื่นมาก็จะโดนใช้แรงงานอย่างต่อเนื่อง โดยแทบที่จะไม่ได้พบเจอใครเลย นอกจากคนของตระกูลที่เขารับใช้อยู่
แต่เมื่อมีงานประลองที่ส่งเทียบเชิญให้กับผู้มีฝีมือที่แกร่งกล้าทั่วประเทศ ที่อายุไม่เกินยี่สิบเอ็ดปี เหล่าอัจฉริยะที่เป็อนาคตของประเทศดีอาดูเอลก็ต่างเดินทางมาร่วมงานประลองในครั้งนี้หลายพันคน
จนทำให้เด็กหนุ่มที่ได้เปิดหูเปิดตาของเขาครั้งแรก ก็ได้ร่วมกับเหล่าผู้อยากรู้อยากเห็นอีกนับหลายคนแกล้งเดินไปมาหน้าทางเข้างานประลองขนาดใหญ่ เพื่อให้ได้ใกล้ชิดพบเห็นเหล่ายอดฝีมือพวกนั้น
เมื่อไม่ได้มีอภิสิทธิ์ ดังเช่นพวกตระกูลขุนนางต่างๆ ที่สามารถเรียกให้เหล่าผู้ฝึกปราณไปเข้าพบได้ พวกเขาก็มีวิธีของพวกเขาเองที่จะได้ใกล้ชิดเหล่ายอดฝีมือ พวกนั้น
“ขอทางหน่อยนะเ้าหนู”
เพียงเสียงอบอุ่นของยอดฝีมือ และมือที่แตะมาที่ไหล่ของเด็กหนุ่มอย่างแ่เบา ก็ทำให้เ้ารีบขยับหลีกทางให้กับชายหนุ่มยอดฝีมือคนนั้น ก่อนที่เมื่อเขาเดินผ่านไป จะมีเสียงกรีดร้องด้วยความชมเชย จากเหล่าบุรุษและสตรีชาวบ้านมากมายที่รู้จักเขา คอยต้อนรับอยู่
“ฮ่าฮ่าๆ คนที่เพิ่งขอทางฉันไปเมื่อกี้ เขาอยู่ในระดับไหนหรอ มีคนรู้จักเขาเต็มเลย”
“ระดับจอมปราณครับนายน้อย แต่ดูจากการที่เดินทางคนเดียวแล้ว เป็ไปได้ยังไงที่ระดับจอมปราณอายุไม่ถึงยี่สิบเอ็ดจะไม่ใช่คนของตระกูลขุนนางกัน”
“นั่นสิ แต่ทุกคนรู้จักเขากันหมดเลยนะ นี่พวกเราไม่รู้เื่คนดังขนาดนี้เลยหรอ”
“ไม่ต้องห่วงนะครับนายน้อย ยังไงผมก็ต้องไปหาข้อมูลของเขาแน่นอน…เพราะเขาอาจจะคุมค้าการลงทุนของเราก็ได้ครับ”
“ของนายคนเดียวต่างหาก…. พ่อฉันสอนไม่ให้ยุ่งกับการพนัน”
“ได้ครับได้ครับ เป็การลงทุนของผมคนเดียวก็ได้ แต่ถ้าได้เงินมานายน้อยห้ามยุ่งนะครับ “
“แน่นอนอยู่แล้ว แค่นายบอกวิธีแยกแยะของป่าที่ทานได้ให้กับ ฉันก็จะหากินเอง ถ้าฉันหาเงินได้เองเมื่อไหร่ละก็...นี่ฮ่าฮ่า ฉันตัดสินใจแล้วนะ ฉันจะรีบฝึกฝนตนเองเพื่อเพิ่มพลังปราณให้ได้เร็วที่สุด
ั้แ่ที่นายพาฉันออกมาจากการเป็คนรับใช้ ฉันก็ไม่รู้เลยว่าชีวิตจะทำยังไงต่อไปดี แต่ตอนนี้ฉันตัดสินใจได้แล้ว ว่าฉันจะรีบฝึกฝนพลังปราณของตัวเองให้ดี และหาอาชีพสุจริตดีๆที่ได้เงินเยอะๆทำ ถ้าถึงตอนนั้นนายอ้อนวอนขอให้ฉันเลี้ยงดูนาย ฉันก็อาจจะพิจารณานายไว้ก็ได้นะ”
ถึงแม้ว่าเ้าจะพูดถึงเป้าหมายในอนาคตของเขาออกมาให้กับฮ่าฮ่าฟัง และแสดงความอ่อนโยนที่จะเลี้ยงดูเขาไว้ออกมา แต่ท่าทีที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่พึงร้องไห้เพราะมีหมายจับบอกว่าจะดูแลตัวเขา กลับทำให้ฮ่าฮ่าพยายามใช้มือกั้นส่งเสียงหัวเราะของตัวเองออกมาอย่างสุดความสามารถ เพื่อไม่ให้นายน้อยของเขาหมดความมั่นใจ แต่ท่าทีที่โจ่งแจ้งของเขามีหรอเด็กหนุ่มจะไม่รู้
“นายหัวเราะอะไรกัน? …นายควรจะยินดีและช่วยฝึกฝนชั้น…ให้ฉันหาเงินเองได้เร็วๆ สิ”
“ครับๆ นายน้อย แต่ก่อนอื่นนายน้อยหาทางเขาสำนักและจบการฝึกฝนจากสำนักให้ได้ก่อนนะครับ จะได้มีงานรายได้ดีๆ มาเสนอ”
“แล้วองค์กรของนายล่ะ ถ้าทำงานกับเขาได้เงินดีไหม”
“องค์กรอะไรหรอครับนายน้อย?”
“...”
“...”
อยู่ดีๆ ที่เ้าถามถึงองค์กรของฮ่าฮ่าที่พ่อของเขาเคยทำงานด้วย ฮ่าฮ่ากับนึกถึงมันไม่ออกจนตัวของเ้าเองยังตะลึงกับความงงของผู้ช่วยฝึกฝนของเขา จนถึงกลับพูดอะไรไม่ออก ก่อนที่อยู่ๆ จะมีชายที่หนวดเครารุงรังอย่างกับคนป่าเดินผ่านพวกเขาทั้งคู่ไป
“ฮ่าฮ่าๆ คนนั้นละๆ ระดับขั้นอะไร ที่มีหนวดเต็มไปหมดเลย”
“จอมปราณ…ตะ แต่ว่านี้เขาอายุยังไม่ถึง21เลยหรอ”
หลังจากถึงเวลาที่นัดหมายกันไว้ เหล่าผู้ฝึกพลังปราณที่อายุไม่เกินยี่สิบเอ็ดปี ที่เดินทางมาถึงกันทั้งหมด ก็ถูกจับให้ไปรวมกันอยู่ที่ ลานกว้างของสนามจัดงานประลอง ที่มีเนื้อที่กว้างมากพอที่จะรองรับคนได้เป็หมื่นคน
เมื่อยอดฝีมือที่มาร่วมกันมีแค่หลักพัน ก็ทำให้ลานกว้างไม่ได้มีความแออัดมากนัก และเพียงพอที่จะให้ผู้ฝึกพลังปราณต่างๆ ได้จับกลุ่มเพื่อพูดคุยกัน และรอให้ทีมงานผู้จัดงานประลองได้ติดตั้งเครื่องวัดพลังปราณเสร็จ
ในระหว่างที่การวัดระดับพลังยังไม่ได้เริ่มขึ้น เหล่ายอดฝีมือบางคนก็พยายามทำตัวให้เป็จุดสนใจมากที่สุด เพื่อให้ผู้คนของตระกูลขุนนางที่นั่งกันอยู่บนที่นั่งรับรองพิเศษ ที่ถูกตั้งอยู่บนเสาสูงหลายสิบต้นรอบๆ ลานกว้าง และปล่อยให้ผู้คนทั่วไปที่เข้ามาดูงานประลองนั่งกันอยู่ตามอัศจรรย์โดยรอบ
ในเหล่ายอดฝีมือ มีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็คนของตระกูลขุนนางอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือพวกเขาหวังเพียงแค่ว่า ถ้ามีความสามารถมากพอเตะตาเหล่าตระกูลต่างๆ จะได้เข้าไปทำงานกับพวกเขา และสามารถสร้างความสุขสบายให้กับชีวิตตนเองได้
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดเลยก็คือ เหล่าผู้นำตระกูลต่างๆ รวมถึงชาวบ้านทั่วไปต่างส่งสายตามองไปที่ชายในผ้าคลุมคนหนึ่งเป็สายตาเดียวกัน และพวกเขาไม่รู้เลยว่าสายตาที่มองนั้นเพราะสนใจในความสามารถของชายหนุ่มในผ้าคลุมหรือเพราะหญิงสาวที่รายล้อมรอบตัวเขาอยู่
“ฮ่าฮ่า ดูสิ สายตาทุกคู่จ้องไปที่ชายในผ้าคลุมคนนั้นหมดเลย หรือว่าพวกเขาก็รู้อย่างนั้นเหรอ ว่าหมอนั่นเป็ระดับขั้นปีศาจ?”
“ไม่ใช่หรอกครับนายน้อย ปกติคนเขามองระดับพลังกันออกไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกครับ ที่เขาสนใจกันน่าจะเป็เพราะหญิงสาวที่รายล้อมอยู่มากกว่า … ก็ขนาดพวกตระกูลระดับสูง ที่ไม่ใช่กษัตริย์ ยังไม่มีสาวสวยขนาดนี้มาหลายล้อมเลยครับ
“นายจะบอกว่าทั้งหมดนี้ มองไปที่ชายคนนั้นเพราะแค่สาวๆ อย่างนั้นเหรอ”
“ส่วนใหญ่ก็ใช้แหละครับนายน้อย มันเป็ความฝันของชายหลายๆ คนนี้น่า…แล้วนายน้อยละครับไม่อิจฉาเหรอ”
“ไม่...ถ้าฉันมีแฟนฉันจะซื่อสัตย์กับแฟนของฉันคนเดียว”
“เป็เด็กดีจังเลยนะครับ”
“แล้วนายล่ะ อยากมีผู้หญิงล้อมรอบแบบชายในผ้าคลุมนั้นหรอ”
“ไม่หรอกครับนายน้อย ถ้าได้ชอบใครมากๆไปคนหนึ่งแล้ว มันไม่มีความรู้สึกไปเพื่อให้ใครได้หรอกครับ”
อยู่ดีๆ ท่าทางเหม่อลอย เสียงที่ดูเศร้าสร้อย และแววตาที่เหมือนกำลังนึกถึงบางอย่างอยู่ของฮ่าฮ่า มันก็ได้สร้างความประหลาดใจให้กับเ้าที่เคยเห็นใบหน้าแบบนี้ของเขาครั้งแรก และเมื่อนึกถึงท่าทียียวนและคำพูดกระแนะกระแหนต่างๆ ที่เขาชอบพูดออกมา มันก็ยิ่งทำให้เ้ารู้สึกประหลาดใจกลับท่าทีแบบนี้ของฮ่าฮ่าขึ้นไปอีก
“คนอย่างนายก็มีคนที่ชอบจริงๆ สินะ ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าเขาเป็คนยังไงที่ทำให้คนแบบนายชอบได้เนี่ย “
“ฮ่า ฮ่า นายน้อยไม่มีทางที่รู้หรือได้เจอเขาหรอกครับ… แต่นายน้อยอยากรู้จักคนที่ผมเกลียดไหมครับ”
“คนที่นายเกลียดอย่างนั้นหรอ? คนมีเยอะเลยละมั้ง”
“ใช่ครับ…แต่คนที่เกลียดที่สุดน่ะ กำลังเดินเข้ามาแล้ว”
เมื่ออยู่ดีๆ ดนตรีของเพลงสรรเสริญได้ถูกบรรเลงขึ้นมา จากเหล่านักดนตรี ที่ประจำการอยู่ตามจุดต่างๆ มันก็ทำให้เสียงพูดคุยที่พูดคุยกันไปมาของชาวบ้าน และเหล่าผู้ฝึกพลังปราณที่อยู่ที่ลานกว้าง ต้องเงียบลงพร้อมกับคุกเข่าของพวกเขา เพื่อรอการมาถึงของใครบางคน
ในขณะที่ดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญกำลังเล่นอยู่ ก็ปรากฏการณ์มาของ ผู้มีพลังปราณระดับขั้นเซียนหลายคน ที่แผ่ออร่าความแข็งแกร่งด้วยพลังปราณออกมา ก่อนที่พวกเขาจะเดินไปอยู่ตามจุดต่างๆ ของจัดงานประลองหลายต่อหลายคน
เมื่อเซียนเ่าั้ได้ประจำการตามจุดต่างๆแล้ว พวกเขาก็ได้ปล่อยพลังปราณออกมาพร้อมกัน ไปที่เสาปูนขนาดใหญ่สุด ที่มีโต๊ะรับรองสุดหรูหราถูกจัดไว้อยู่
จนเมื่อเสาปูนนั้นได้รับพลังเป่าจากเหล่าเซียน ปูนบางๆ ที่เกาะอยู่ที่เสาก็แตกตัวของมันออกจนเผยให้เห็นวัสดุที่แท้จริงของมันที่ทำมาจากทองคำทั้งหมด แต่นั่นก็ยังไม่ได้ทำให้พลังปราณที่ถูกปล่อยไปที่เสาของเหล่าเซียนยุติลง พวกเขายังคงตั้งหน้าตั้งตาในการปล่อยพลังปราณไปที่มันอยู่
จนเมื่อเสาทองคำนั้นได้รับพลังเป่าในระดับหนึ่ง แผ่นพื้นทองคำที่ติดอยู่ที่เสาก็เริ่มแยกตัวออกมาและถอดเป็บันไดลงเรื่อยๆ จนถึงทางเข้าของสนามการจัดงานประลอง พร้อมกับชายเ้าของที่นั่งหรูหรา้าสุด ที่ปรากฏตัวออกมา
เหล่าชาวบ้านและผู้ฝึกพลังปราณที่มาร่วมงาน ยังคงก้มหัวคุกเข่าของเขาอยู่อย่างนั้น พวกเขารู้ได้อย่างพร้อมเพรียงกันว่า มันเป็สิ่งต้องห้ามที่จะเงยหน้ามองใบหน้ากษัตริย์ของตน และพวกเขาไม่มีความจำเป็ที่จะต้องเงยหน้ามองมันเลย เพราะพวกเขาล้วนทราบถึงใบหน้าของกษัตริย์ตนที่ถูกเผยแผ่อยู่แล้ว
พวกเขาเพียงเพียงแต่ก้มหน้าจ้องมองพื้นอยู่อย่างนั้นและใช้หูฟังเพลงสรรเสริญที่ถูกบรรเลงพร้อมกับเสียงการก้าวเท้าขึ้นบันไดที่ดังออกมา เพื่อบ่งบอกการเดินขึ้นบันไดของกษัตริย์ที่เป็มหาเทพของพวกเขา
จนกระทั่งเสียงฝีเท้าเ่าั้เงียบลง สักพักจึงเกิดเสียงอ่อนโยนที่สร้างความซาบซึ้ง ให้กับเหล่าผู้ฝึกพลังปราณและชาวบ้านดังขึ้นมา
“ทำตัวตามสบายเถอะ”
เมื่อเสียงที่เต็มไปด้วยพลังปราณ ที่พูดออกมาอย่างแ่เบาแต่ได้ยินถึงหูของทุกคน พวกเขาก็เริ่มลุกยืนขึ้นอย่างสำรวม ในขณะที่กำลังก้มหน้าอยู่ ก่อนที่จะเ
ยหน้าของตัวเองและยืนอย่างเรียบร้อย เพื่อรอให้เพลงสรรเสริญจบลงหลังจากนั้น
หนึ่งในเหล่าเซียนที่ยืนอยู่ตามจุดต่างๆ ได้ลอยตัวของเข้ามายืนอยู่กลางลานกว้าง หน้าเครื่องวัดระดับพลังปราณพร้อมกับหันก้มหน้าไปโดยรอบเพื่อทักทายแก่เหล่าตระกูลขุนนางต่างๆ
“ท่านอดุลได้มาถึงแล้ว ต่อไปนี้เราจะเริ่มงานประลองของผู้ที่อายุต่ำกว่ายี่สิบเอ็ดปีที่จัดขึ้นทุกๆ ปีโดยอดุลท่าน เราจะให้ผู้ฝึกพลังปราณทุกท่าน ได้วัดระดับความสามารถกันก่อน และจากนั้นจะมีการประลองที่จัดขึ้นในรูปแบบต่างๆ เพื่อคัดผู้ชนะให้เหลือเพียงผู้เดียว และผู้ชนะก็มีโอกาสที่จะได้เข้าเฝ้าท่านอดุล เพื่อให้เป็เกียรติกับชีวิตตนเองด้วย”
เมื่อเสียงของเซียนที่ทำหน้าเป็พิธีกรประกาศถึงผลรางวัลของผู้ชนะที่ดูจะไม่ได้มีค่าอะไรมากมายออกมา มันกลับสร้างเสียงโห่ร้องดีใจให้กับชาวบ้านและผู้ฝึกพลังปราณที่มารวมตัวกัน รวมถึงฮ่าฮ่าที่เพิ่งบอกว่าตัวเองรังเกียจผู้ที่พึ่งมาถึงไป แต่กลับโห่ร้องดีใจกับเขาไปด้วย จนมันได้สร้างความงุนงงให้กับนายน้อยของเขาเป็อย่างมาก
“ เมื่อกี้ฉันนึกว่านาย พูดว่าเกลียดท่านอดุลซะอีก”
“ในใจจะคิดยังไงก็ช่างเถอะครับน้อย เวลาเขาดีใจก็ดีใจไปด้วยเถอะครับจะได้ไม่ดูแปลกแยก… หรือว่านายน้อยอยากเป็พวกเดียวกับชายในชุดคลุมคนนั้นหรอครับ”
“ทันทีที่เ้าได้ยินคำพูดของผู้ช่วยฝึกฝนของเขา เขาก็รีบหันมองไปทั่วๆ สถานที่จัดงานก่อนจะพบว่ามีแค่เขา กับชายในผ้าคลุมเท่านั้นที่ไม่ได้ดีใจไปด้วยเหมือนคนอื่น และมันทำให้เ้ารีบแสดงความดีใจตามออกมา เพราะกลัวจะถูกเหมารวมกับปีศาจคนนั้น”
“โกโรกา ระดับขั้นขุนปราณ”
“ฮุบรี ระดับขั้นหมื่นปราณ”
“หวังหวัง ระดับขึ้นขุนปราณ”
หลังจากจบคำอธิบายของเซียนที่ทำหน้าที่เป็พิธีกร เขาก็ได้ให้ผู้ฝึกพลังปราณเข้ามาวัดระดับพลังปราณก่อนที่จะประกาศระดับขั้นที่ได้และรายชื่อออกมา เพื่อให้เหล่านักพนันได้จดข้อมูลเ่าั้ เพื่อช่วยในการลงทุนของพวกเขา
“กรี้ดดดดด”
เพียงการปรากฏตัวของหนุ่มหล่อ หน้าตาอ่อนโยนที่เ้าได้เจอที่ทางเขาก่อนหน้านั้น เสียงผู้คนโดยรอบก็โห่ร้องออกมาพร้อมกับเสียงกรีดร้องของหญิงสาวที่ชื่นชมในตัวเขา
ไม่ว่าจะย่างก้าวของเขา ท่ายืน ท่วงท่าที่สอดมือเข้าไปัักับตัววัดระดับพลังปราณ หรือกระทั่งพลังปราณที่เขาปล่อยออกมาใส่เครื่องวัดระดับ มันก็ล้วนแล้วแต่จะสร้างเสียงฮือฮาและกรีดร้องให้กับหญิงสาวที่ชื่นชมในตัวเขา ก่อนที่เสียงผู้เป็พิธีกรจะประกาศผลออกมาพร้อมกับพยักหน้าของเขาอยากชื่นชม
“ไค จอมปราณ”
เมื่อระดับขั้นพลังปราณที่ชายหนุ่มมี มากที่สุดนับั้แ่เริ่มการวัดระดับพลังของครั้งนี้มันก็ยิ่งสร้างเสียงโห่ร้องฮือฮาด้วยความใมากขึ้นไปอีก พร้อมกับแววตาให้ความสนใจจากเหล่า ตระกูลขุนนางที่นั่งอยู่บนเสาสูงต่างๆ
แต่เมื่อปรากฏการณ์มาถึงของชายในชุดผ้าคลุม ที่เดินมาหยุดอยู่หน้าเครื่องวัดระดับพลังปราณพร้อมกับสาวสวยนับหลายคนที่เดินมาส่งเขา มันก็ทำให้เสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นก่อนหน้านี้ กลายเป็เสียงโห่ด้วยความไม่พอใจให้กับชายในผ้าคลุมที่มากไปด้วยสาวสวยนั้นแทน
เสียงโห่ร้องที่ดังขึ้นมาเ่าั้ ไม่ว่ามันจะเป็เสียงโห่ร้องด้วยความไม่พอใจหรือความอิจฉาที่พวกเขามี มันไม่ได้สร้างความขุ่นเคืองให้กับชายในผ้าคลุมเลย เขาเพียงยิ้มมุมปากเล็กน้อยให้กลับมัน และยื่นมือของเขาไปัักับเครื่องวัดระดับพลังปราณ เพราะหลังจากนี้เขาจะเป็คนที่ดับเสียงโห่ร้องเ่าั้ด้วยระดับพลังปราณของเขา
“ขัง ระดับต้นปราณ”
มันได้ผลจริงๆ เมื่อเสียงพิธีกรประกาศระดับพลังปราณของเขาออกมา เสียงโห่ร้องด้วยความไม่พอใจทั้งหมดก็เงียบหายไปทันที พร้อมกับท่าทีใของชายในชุดผ้าคลุมที่มองไปรอบๆ ตัวของเขาด้วยความประหลาดใจ
และก็เป็เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้นที่เสียงโห่เ่าั้เงียบลง เพราะหลังจากนั้น มันกลับมีเสียงหัวเราะ และนินทาของผู้คนโดยรอบมาแทนที่
“ฮ่าๆๆๆ” “ระดับต้นปราณใครเป็คนส่งเทียบเชิญไปหามันวะเนี่ย” “ฮ่าๆ ขอโทษนะที่เคยอิจฉา” “ถ้าอายุป่านนี้แล้วยังอยู่ระดับต้นปราณยังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าผู้ฝึกพลังปราณอีกหรอ” “ฮ่าๆ” “มีภรรยาสวยสวยหลายคนถือว่าเป็การปลอบใจที่ดี” “ไอ้ลูกเศรษฐีบ้านนอกใช้เส้นพ่อมารึไงวะ”
ถึงแม้ว่าชายในผ้าคลุมจะแสดงท่าทีที่งุนงงออกมาก็ตามแต่ แต่เสียงหัวเราะเยาะเย้ยเ่าั้ก็ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้นึกเอะใจอะไรเลย จนทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ที่ต้องวัดระดับพลังปราณต่อจากเขา ไม่แม้แต่จะคิดที่จะไปวัดระดับพลังเพื่อขัดเสียงหัวเราะเ่าั้ และเลือกหัวเราะไปกับมันด้วย
“ฮ่าฮ่า”
“นายน้อยก็หัวเราะกับเขาด้วยหรอครับ”
“ฉันเรียกชื่อนายต่างหาก!…นั่นเป็ฝีมือนายใช่ไหม ฉันรู้สึกได้นะว่านายดึงพลังปราณของฉันออกไปทำบางอย่าง นายไปแกล้งเขาทำไมกัน”
“จุ๊จุ๊จุ๊ อย่าเสียงดังสิครับนายน้อย นั้นน่ะเป็แผนการลงทุนของผมเลยนะครับ”