ลมเหมันต์พัดมาต้องกระทบผิวกายของหลินเยว่ชิง ภายใต้เสื้อผ้าที่แทบจะไม่กันหนาวเลยนั้นทำให้นางตัวสั่นขึ้นมา แต่ว่าน่าแปลกที่ลมหนาวเพียงแค่นี้ก็ไม่ถึงกับทำให้นางต้องวิ่งหาที่หลบเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
ที่ด้านหน้าของสำนักอูซือหลินเยว่ชิงเดินออกมาอย่างเลื่อนลอย สายตามองไปข้างหน้าก็จริงแต่ทว่าในใจกำลังคิดอย่างสับสนวุ่นวาย นางรู้สึกว่าที่ผ่านมาตนเองได้ล่วงเกินฮองเฮาแห่งแคว้นไปไม่น้อย ทั้งพูดจาไม่ดี ทั้งทำกิริยาที่ไม่เหมาะสม ถึงแม้ว่าิญญาตนนี้จะเป็อดีตฮองเฮาก็เถอะถึงอย่างไรเสียตนเองก็ไม่ควรแสดงกิริยาแบบนั้น
นางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเสียจนเดินเลี้ยวไปผิดทาง เลี้ยวซ้ายไปโดยไม่มองว่าทางนี้เป็ฝั่งตรงข้ามกับทางกลับสำนักบุปผา์ กว่าจะรู้ตัวก็เดินเลยไปหลายสิบก้าว เมื่อเห็นว่าอาคารที่อยู่ข้างหน้านั้นผิดแปลกไปจึงได้หันหลังกลับมาเดินไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง
ขวดยาในมือเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ที่หน้าผากเองก็มีเหงื่อผุดซึมออกมาเล็กน้อยเช่นกัน อาการเช่นนี้แสดงออกมาว่าหลินเยว่ชิงกำลังประหม่าเพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดกับิญญาฮองเฮาอย่างไรดี
‘ข้าควรจะขอโทษนางดีหรือไม่’ หลินเยว่ชิงคิด
ิญญาของจ้าวเลี่ยงเฟิ่งเดินตามหลังนางมาติดๆ เมื่อเห็นอากัปกิริยาของหลินเยว่ชิงแล้วก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร อย่าว่าแต่หลินเยว่ชิงเลย ไม่ว่าจะเป็ผู้ใดก็ตามหากรู้ว่านางเป็ใครแล้วย่อมต้องใเป็ธรรมดา แล้วที่ผ่านมาแม่นางน้อยผู้นี้ก็ไม่เคยถามหรือว่าอยากรู้อะไรเกี่ยวกับตัวนางเลย นางเลยไม่ได้บอกออกไป แต่ก็รู้ว่าอย่างไรหลินเยว่ชิงก็ต้องรู้ฐานะของตนเองสักวันหนึ่ง
อีกอย่างต่อไปในภายภาคหน้าจ้าวเลี่ยงเฟิ่งตั้งใจจะทำบางอย่างและต้องให้หลินเยว่ชิงช่วยด้วย เพราะฉะนั้นการให้นางได้รู้ถึงตัวตนั้แ่ตอนนี้ถือเป็การดี
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดกับหลินเยว่ชิงต่อว่าอย่างไร เมื่อเห็นกิริยาของนางแปลกไปก็เข้าใจว่าคงอยากที่จะคิดทบทวนอยู่เงียบๆ สักพัก ดังนั้นจึงเดินตามไปอย่างเงียบๆ แม้แต่ตอนที่อีกฝ่ายเดินหลงทางก็ไม่ได้เอ่ยทัก
ที่ด้านข้างของสำนักศึกษามีรถม้าจอดอยู่เรียงราย ทั้งหมดล้วนเป็รถม้าของจวนต่างๆ ที่มารับส่งบุตรีของสกุลนั้นๆ เพื่อมาเรียนที่นี่ หลินเยว่ชิงกับจ้าวเลี่ยงเฟิ่งเดินอย่างเงียบๆ ไม่พูดอะไรจนมาถึงที่ที่รถม้าของสกุลหลินจอดอยู่
ตอนนี้เป็่ต้นยามเซินทว่าหลินเสี่ยวหรงกลับมาถึงที่รถม้าแล้ว และกำลังยืนกอดอกมองมาที่หลินเยว่ชิงด้วยใบหน้าแสดงถึงความโกรธ สายตานั้นแฝงไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายราวกับว่าหลินเยว่ชิงทำอะไรผิดร้ายแรง
เมื่อเห็นหลินเสี่ยวหรงยืนอยู่ที่ด้านหน้าของรถม้าหลินเยว่ชิงก็ชะงักฝีเท้าเล็กน้อย คิดว่าวันนี้ตนทำให้พี่สาวต่างมารดาผู้นี้โกรธและก็คงหนีไม่พ้นเื่ที่นางสอบบรรเลงกู่ฉินได้คะแนนเป็อันดับหนึ่ง เื่นี้หลินเสี่ยวหรงคาดหวังไว้มากทั้งคาดหวังว่าตัวเองจะเป็ผู้ที่สอบได้อันดับหนึ่งและเื่ที่จะไม่ต้องคืนของให้กับตนด้วย
หลินเยว่ชิงคิดเอาไว้แล้วว่าวันนี้หลินเสี่ยวหรงจะต้องโกรธมาก อาจจะทิ้งให้นางต้องเดินกลับจวนเองอย่างครั้งที่แล้ว หลังจากออกจากสำนักอูซือจึงได้มารอที่นี่ในทันทีก่อนเวลาถึงครึ่งชั่วยาม แต่ก็ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะมายืนรออยู่ก่อนแล้ว
ถึงอย่างไรก็ต้องเผชิญหน้ากันอยู่ดี จากที่ชะงักเท้ากลับกลายเป็ใจดีสู้เสือหลินเยว่ชิงสืบเท้าต่อไปที่รถม้าอย่างมั่นคงถึงแม้ในใจจะรู้สึกหวั่นอยู่บ้าง ในครั้งนี้นางไม่ได้หันกลับมามองจ้าวเลี่ยงเฟิ่งก่อนตัดสินใจ แต่มันเป็ความกล้าหาญของนางล้วนๆ
ปฏิกิริยาของหลินเยว่ชิงทำเอาจ้าวเลี่ยงเฟิ่งพอใจขึ้นมา แม่นางน้อยผู้นี้กลัวหลินเสี่ยวหรงน้อยลงแล้วใช่หรือไม่...
หลินเสี่ยงหรงที่ไปเรียนเสริมในตอนบ่ายไม่มีกะจิตกะใจที่จะนั่งเรียนต่อ เนื่องจากคิดถึงเื่การสอบบรรเลงกู่ฉินเมื่อเช้านี้อยู่ตลอดเวลา เหตุใดคนไม่เอาไหนอย่างหลินเยว่ชิงถึงสามารถสอบได้อันดับที่หนึ่ง แต่นางกับไม่ติดหนึ่งในสามเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่มีความมั่นใจอยู่เต็มเปี่ยม
จะต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้หลินเยว่ชิงผู้นี้เปลี่ยนแปลงไป นางอาจจะทุจริตในการสอบหรือไม่ก็ใส่ยาอะไรให้อาจารย์กินก็เป็ได้ ทว่าก็หาหลักฐานมาพิสูจน์ไม่ได้จนถึงขั้นถูกอาจารย์ตำหนิกลับมา ถึงอย่างไรก็ยังเชื่อว่าไม่มีทางที่คนอย่างหลินเยว่ชิงจะทำได้สำเร็จ
หลินเยว่ชิงเดินยังไม่ทันถึงรถม้าหลินเสี่ยวหรงที่เห็นว่านางมาแล้วก็เดินปรี่เข้ามาด้วยความโมโหแล้วลากตัวนางขึ้นรถม้าไป หลินเสี่ยวหรงมีอารมณ์เดือดดาล ใบหน้าทั้งหมดแดงขึ้นมาเส้นเืที่ขมับก็ปูดโปน นางถลึงตาใส่หลินเยว่ชิงเหมือน้าจะเอาเื่
เมื่อเข้ามาภายในรถม้าแล้วหลินเสี่ยวหรงก็เหวี่ยงหลินเยว่ชิงลงกับพื้นจนล้มกระแทกพื้นไม้อย่างแรง ทำให้หลินเยว่ชิงรู้สึกเจ็บที่สะโพกและบริเวณข้อศอกข้างที่กระแทกจนร้องออกมาคำหนึ่ง หลินเยว่ชิงมิได้สู้กลับเพียงแต่พยายามใช้มือยันให้ตัวเองลุกขึ้นมานั่งบนที่นั่ง ทว่าก็ถูกหลินเสี่ยวหรงผลักลงไปกับพื้นอีก
“นั่งอยู่ตรงนั้น สำนึกผิดไปจนกว่าจะถึงจวน” หลินเสี่ยวหรงตะคอก
ในใจของหลินเสี่ยวหรงนั้นอยากจะทำกับหลินเยว่ชิงให้มากกว่านี้ แต่เป็เพราะว่าที่นี่เป็หน้าสำนักศึกษานางไม่อาจแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมออกมาได้ อีกทั้งยังมีสายตาของผู้คนมากมาย ดังนั้นจึงคิดว่าลากกลับไปจัดการที่จวนดีที่สุด
จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเห็นสิ่งที่หลินเสี่ยวหรงทำกับหลินเยว่ชิงแล้วก็มีโทสะขึ้นมาไม่น้อย นี่คงไม่ใช่ครั้งแรกที่หลินเสี่ยวหรงใช้กำลังบังคับหลินเยว่ชิงแบบนี้ เมื่อสักครู่ไม่มีจังหวะได้ถามหลินเยว่ชิงว่ายินยอมให้ตนเข้าร่างหรือไม่เนื่องจากเหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน แต่เมื่อตามขึ้นรถม้ามาแล้วเห็นหลินเสี่ยวหรงปล่อยสหายน้อยของตนจึงได้โล่งใจ แต่ภาพของหลินเยว่ชิ่งที่นั่งก้มหน้าอยู่บนพื้นรถม้าก็อดที่จะสงสารไม่ได้
อดีตฮองเฮาแห่งแคว้นได้แต่ทอดถอนหายใจ หารู้ไม่ว่าแม้หลินเยว่ชิงจะก้มหน้าอยู่เช่นนั้น ทว่ามือที่กุมกันอยู่ใต้ชายผ้ากลับบีบกันแน่น ใบหน้าที่ก้มลงกำลังซ่อนดวงตาที่มีแววแข็งขืนขึ้นอย่างไม่้าจำยอม
บนรถม้าไม่มีเสียงพูดคุยกันเลยมาตลอดทาง หลินเยว่ชิงที่นั่งอยู่บนพื้นได้แต่ก้มหน้าส่วนหลินเสี่ยวหรงเองก็จ้องมองหลินเยว่ชิงราวกับว่ากลัวนางจะะโหนีออกจากรถม้าอย่างไรอย่างนั้น จ้าวเลี่ยงเฟิ่งเองก็จ้องมองหลินเสี่ยวหรงไม่วางตาเช่นกันเผื่อว่านางจะทำร้ายหลินเยว่ชิง
เมื่อมาถึงจวนแล้วหลินเสี่ยวหรงก็ไม่ได้ปล่อยให้หลินเยว่ชิงกลับเรือนของตัวเอง แต่กลับดึงหลินเยว่ชิงลงมาจากรถม้าแล้วกระชากแขนอย่างแรงให้เดินตามไป
“ท่านแม่อยู่ที่ใด” หลินเสี่ยวหรงเอ่ยถามสาวใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูจวน มือยังคงไม่คลายจากการบีบแขนของหลินเยว่ชิง
“อยู่ที่ศาลากลางสระเ้าค่ะ” สาวใช้ตอบด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่เรียบเฉยราวกับเห็นการกระทำที่หลินเสี่ยวหรงทำต่อหลินเยว่ชิงเป็เื่ธรรมดา ไม่ได้ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
เมื่อได้คำตอบแล้วหลินเสี่ยวหรงก็ลากหลินเยว่ชิงมาที่ศาลากลางน้ำและเหวี่ยงนางลงกับพื้นต่อหน้าซินเฟย คราวนี้ร่างของหลินเยว่ชิงกระแทกลงบนพื้นหินของศาลากลางสระจนสะโพกที่เจ็บอยู่แล้วเจ็บหนักกว่าเดิม
หลินเสี่ยวหรงเล่าเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นตอนที่สอบบรรเลงกู่ฉินเมื่อเช้าให้มารดาฟังและฟ้องว่าหลินเยว่ชิงทำให้ตนต้องอับอายขายหน้า จนแม้กระทั่งเพื่อนร่วมชั้นเรียนยังพูดจาถากถางดูแคลนนาง อีกทั้งยังถูกอาจารย์ตำหนิอีก ซินเฟยที่กำลังจิบชาอย่างรื่นรมย์พอได้ยินก็ถึงกับไม่พอใจขึ้นมา
“เ้ากล้าดีทำให้ลูกสาวของข้าอับอายอย่างนั้นหรือ” ซินเฟยพูด นางลุกขึ้นยืนและกำลังจะเดินมาที่หลินเยว่ชิง
หลินเยว่ชิงได้ฟังดังนั้นกลับขมวดคิ้วมองผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็ฮูหยินรองของจวนสกุลหลิน พลางคิดว่าเื่ทั้งหมดเป็เพราะหลินเสี่ยวหรงทำตัวเองแท้ๆ นางหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเริ่มกล่าวความจริงออกไป
“เป็เพราะเสี่ยวหรงเอาของของข้าไป และเสนอให้ข้าสอบบรรเลงกู่ฉินให้ได้เป็อันดับหนึ่งจึงจะคืนให้ เหตุใดพอข้าทำได้ขึ้นมาจริงๆ กลายเป็ข้าที่เป็คนผิด” เสียงหลินเยว่ชิงพูดโพล่งออกมาเพราะความอัดอั้น น้ำเสียงของนางแข็งกร้าวราวกับว่าเป็คนละคน จนสองแม่ลูกถึงกับงงงันชะงักไปครู่หนึ่ง
หลินเยว่ชิงในตอนนี้ไม่อยากถูกรังแกอีกแล้วจึงไม่ได้เอ่ยคำขอโทษอย่างทุกครั้ง นางเริ่มใจสู้ขึ้นมาเพราะคิดว่าไม่ใช่ความผิดของตัวเอง และเมื่อนึกย้อนกลับไปแล้วทุกอย่างก็ไม่ใช่ความผิดของนาง หลายต่อหลายครั้งที่นางโดนรังแกแต่ก็จำต้องยอมเพราะอยากมีชีวิตที่สงบสุข แต่ที่ผ่านมาการยอมไม่ได้ช่วยอะไรเลย ชีวิตนางไม่เคยสงบสุขเพราะพวกเขาไม่เคยคิดที่จะหยุดรังควานนาง
จริงอย่างที่ฮองเฮาบอกทุกอย่าง ยิ่งยอมพวกนางสองแม่ลูกยิ่งได้ใจ...