ณ สำนักเพลิงสืบทอด พื้นที่อาศัยของศิษย์สายนอก
เมื่อฟางชุนนั้นเป็นคนนำศิษย์ใหม่ทั้งหมดเข้ามาภายในพื้นที่ มันก็จะมีศิษย์สายนอกบางคนที่แวะเข้ามาทักทายฟางชุน อยู่บ้างแม้จะไม่มากเท่ากับหวังอู่แต่ก็มีมากพอสมควร
ที่พื้นที่อาศัยของศิษย์สายนอกนั้นเป็นบ้านไม้เรียงกันอยู่นับ 1000 หลัง
“ พวกเจ้านั้นสามารถเลือกบ้านที่อยู่อาศัยของพวกเจ้าได้เลย บ้านที่ไม่มีคนอยู่นั้นจะไม่ได้ติดแผ่นป้ายชื่อเอาไว้ ถ้าหากพวกเจ้านั้นเลือกบ้านได้เสร็จสิ้นเมื่อไหร่ พวกเจ้านั้นก็อย่าได้ลืมติดแผ่นป้ายชื่อไว้ด้วยแล้วกัน ”
“ แล้วก็อีก 2 เดือนหลังจากนี้นั้น จะมีการประลองของศิษย์สายนอกที่เข้ามาใหม่ขึ้นพวกเจ้าทั้ง 30 คนต้องไปต่อสู้กันที่หอแห่งการต่อสู้ ผู้ที่ได้อันดับ 1 นั้นจะมีรางวัลพิเศษให้ ” หลังจากฟางชุนนั้นพูดกล่าวทั้งหมดแล้วเค้าก็ได้เดินจากไปทันที
จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงเมื่อได้ฟังตัวของเค้านั้นก็ไม่ได้คิดสนใจอะไรมากนัก ตอนนี้เค้าได้หันมองบ้านไม้ที่ไม่มีแผ่นป้ายชื่ออยู่หลังหนึ่งก่อนที่ตัวของเค้าจะได้เดินเข้าไปภายในบ้าน
“ หยุดก่อน ” ยังไม่ทันที่ตัวของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นจะได้เดินเข้าไปในบ้านไม้ที่เข้าเลือก เสียงของชายหนึ่งในกลุ่มศิษย์ใหม่นั้นได้หันมาเรียกหยุดเค้าเอาไว้
จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นไม่สนใจเสียงแล้งเสียงกาอยู่แล้วตัวของเค้านั้นเดินเข้าไปภายในบ้านไม้ที่เค้าเลือกต่อ เมื่อชายหนุ่มเห็นอย่างนั้นเค้าก็ไม่สามารถทำอะไรได้ตัวของเค้าได้หน้าเสียอยู่ตรงนั้น
“ เจ้า !!! เจ้าชื่อหมิงฉีใช่หรือไม่ถ้าหากเจ้านั้นแน่จริงก็อย่าได้ทำเพียงหลบซ่อนอยู่ภายในบ้าน ” ชายหนุ่มได้ตะโกนออกมาเพื่อแก้ไขสถานการณ์ด้วยความที่เสียงที่ตะโกนนั้นเสียงดังทำให้ตอนนี้นั้นไม่ใช่มีเพียงศิษย์ใหม่เท่านั้นที่รอฟัง แต่ยังมีศิษย์เก่าคนอื่นๆได้ออกมาสังเกตุการณ์บ้างแล้ว
จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้ยินเสียงที่ชายหนุ่มผู้นี้พูดทุกอย่างแต่เค้าก็รำคาญเกินกว่าจะตอบ
5 นาทีต่อมาความเงียบได้เข้ามาอยู่ในบรรยากาศรอบ ๆ
“ เป็นเจ้าหมิงฉี !!! ที่ได้ทำร้ายนายน้อยตระกูลซูถ้าเจ้านั้นไม่อยากตายก็ให้ไปกับข้าข้านั้นสามารถไกล่เกลี่ยช่วยเจ้าได้ในเรื่องนี้ ข้านั้นคือเซี้ยถู เป็นนายน้อยตระกูลเซี้ย เพื่อนสนิทคนสำคัญของนายน้อยตระกูลซูผู้นั้น ” เซี้ยถูนั้นพูดเข้าประเด็นออกมา
เป็นเจ้าคนนี้นี้เองที่ได้ทำร้ายนายน้อยตระกูลซูไป ตอนนี้นั้นศิษย์สายนอกทุกคนในที่แห่งนี้ล้วนรู้ถึงจุดประสงค์ของเซี้ยถูทั้งหมดแล้ว
อีก 5 นาทีต่อมาความเงียบได้กลับมาครอบงำบรรยากาศรอบๆอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะได้มีเสียงของจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงตอบกลับออกมา
“ ปัญญาอ่อน !!! ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นเพียงพูดออกมาแม้เสียงจะไม่ได้ดังมากนักแต่ด้วยความเงียบทำให้ศิษย์บริเวณนั้นได้ยินกันหมด
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ เสียงขำได้ดังลั่นบริเวณนั้นทันใด
“ ข้าก็ว่ามันนั้นปัญญาอ่อนเรื่องที่มันพูดหลอกเด็ก 5 ขวบ เด็กคนนั้นข้าว่ามันก็ยังไม่เชื่อเลย ”
“ โง่จริงๆ ”
“ ข้าว่าตระกูลเซี้ยรุ่นนี้นั้นตกอับแล้วแหละมีนายน้อยปัญญาอ่อนแบบนี้ ”
“ เจ้าหมิงฉี !!! เจ้านั้นควรหุบปากหากไม่กล้าออกมา ” เซี้ยถูนั้นไม่สามารถทำอะไรได้เลยได้ตะโกนตอบกลับไปอย่างนั้น
“ ข้าล่ะรำคาญเสียงหมาเห่าเสียจริง เอาอย่างนี้ถ้าเจ้านั้นอยากให้ข้าไปพบนายน้อยตระกูลซูข้านั้นสามารถไปกับเจ้าได้แต่มันก็มีข้อแม้เงื่อนไขสำหรับข้าเหมือนกัน ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงเค้าพูดออกมาเสียงดัง ตัวของเค้านั้นรำคาญจริงๆถ้าเกิดว่าทุกวันนั้นต้องมีใครหน้าไหนก็ไม่รู้คอยมาตะโกนอยู่หน้าบ้านไม้ของเค้า
“ เจ้าพูดมาได้ ” เซี้ยถูนั้นพูดพร้อมความคาดหวังขึ้นมา คนอื่นๆบริเวณนั้นก็รอฟังอยู่ด้วย เงินรางวัล 5000 เหรียญทองแดงที่ซูโยวนั้นตั้งเอาไว้ไม่ใช่เงินน้อยๆ
“ ข้านั้นจะให้โอกาสแก่ศิษย์ภายนอกหน้าใหม่ทุกคนที่ไม่ใช่เพียง ตัวโง่งมผู้นี้ ”
“ เจ้า !!!! ”
“ ใครหน้าไหนก็ตามที่อยากให้ข้านั้นไปพบนายน้องตรกูลซู 2 เดือนหลังจากนี้นั้นเมื่อถึงวันประลองศิษย์ใหม่เมื่อนั้นขอเพียงเจ้ากล้าประลองเป็นตายกับข้า ถ้าหากเจ้าฆ่าข้าได้พวกเจ้านั้นสามารถส่งหัวของข้าไปให้นายน้อยตระกูลซูได้เลย ข้ารับรองว่าเจ้าหมาน้อยตระกูลซูนั้นจะต้องตบรางวัลให้แก่พวกเจ้าอย่างงดงามเป็นแน่ แต่ถ้าหากแค่การประลองเป็นตายพวกเจ้ายังไม่กล้าก็อย่าได้มาส่งเสียงดังรบกวนข้าอีก ” จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นตะโกนเสียงดังออกมานอกบ้านกลัวพวกเค้าทุกคนนั้นไม่ได้ยิน
“ อวดดี ”
“ ข้าจะรอดูความตายของเจ้านี้ ”
“ ฮ่าๆๆๆ ได้ข้าจะรอวันนั้น ” เซี้ยถูพูดขึ้นมาก่อนที่จะได้เดินไปหาบ้านไม้ของตนอยู่ตัวของเค้านั้นอายุได้ 13 ปี ระดับการฝึกตนอยู่รวบรวมปราณขั้นที่ 5 เทียบเท่ากับหมิงฉี ตัวเค้าที่เกิดมาในตระกูลเซี้ยนั้นคิดว่าตนนั้นเกิดมาภายในเมืองแห่งนี้การฝึกฝนทักษะต่างๆนั้นต้องเชี้ยวชาญกว่าคนบ้านนอกอย่างหมิงฉีแน่นอน วันนั้นที่นายน้อยตระกูลซูพลาดท่านั้นจากที่เค้าได้ฟังเรื่องราวจากผู้เห็นเหตุการณ์ก็คือหมิงฉีผู้นี้นั้นเล่นทีเผลอ
* จริง ๆ แล้วจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นยังอยู่ในขั้นรวบรวมปราณที่ 4 เท่านั้นนะครับแต่เนื่องจากตัวของเค้าได้ไปปรับแต่งค่ายกลตรวจสอบอายุและระดับการฝึกตนทำให้คนอื่นๆต่างก็คิดว่าจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงนั้นอยู่ขั้นรวบรวมปราณขั้นที่ 5
ไม่ใช่เพียงแค่เซี้ยถูเท่านั้นที่แยกย้าย ทุกคนตอนนี้นั้นที่เห็นเหตุการสงบลงแล้ว ก็ต่างแยกย้าย ศิษย์ใหม่หลายๆคนตอนนี้ต่างก็แยกย้ายไปด้วยความโลภทั้งสิ้น
ภายในบ้านไม้จักพรรดิสรรค์ฉีหมิงได้เลือกหยิบเตาหลอมโอสถระดับ 1 ดาวขั้นพื้นฐานออกมา เตาหลอมประกายดาวนี้คือชื่อของเจ้า เตาหลอมนี้คือเตาหลอมโอสถที่เค้าได้หลอมสร้างขึ้นใช้หลอมโอสถปราณว่ายุคลั่งคราวก่อน
หลังจากหยิบเตาหลอมโอสถออกมาก็ได้หยิบวัตถุดิบทั้งหมดที่เหลือออกมาเมื่อทำการจัดเตรียมวัตถุดิบเสร็จจักพรรดิสรรค์ฉีหมิงก็ได้โยนวัตถุดิบเหล่านั้นเข้าเตาหลอม
3 ชั่วโมงต่อมา
ฟุบ
ภายในเตาหลอมตอนนี้นั้นมีเม็ดโอสถทั้งหมด 20 กว่าเม็ด
“ โอสถรวบรวมปราณ ” ข้านี้คิดไม่ผิดจริงๆ ที่ได้บรรลุศาสตร์ทุกแขนง เมื่อเห็นโอสถรวมรวมปราณความบริสุทธิ 9 ส่วนเค้าอดที่จะภูมิใจในตัวเองออกมาอีกครั้งไม่ได้ ชาติก่อนในขั้นรวบรวมปราณตัวของเค้าไม่เคยได้มีโอสถดีๆใช้เลยกว่าจะทะลวงเสริมสร้างปราณได้นั้นอายุขัยก็ปาไป 70 ปีแล้ว
โอสถนี้นั้นส่วนผสมไม่ได้จัดว่าหายากอะไรนักแต่วิธีการหลอมของมันนั้นค่อนข้างยากพอสมควรมันเป็นโอสถที่ดีที่สุดสำหรับการฝึกตนในขั้นรวบรวมปราณ ตัวของโอสถมันนั้นไม่ได้มีฤทธิเหมือนโอสกถปราณวายุคลั่งที่ช่วยทะลวงขั้นอย่างทันที แต่มันนั้นสามารถช่วยการรวบรวมปราณได้เร็วขึ้นตามชื่อของมัน
“ ข้าจะใช้มัน 3 วันต่อ 1 เม็ด ”