บทที่7 เงามหึมาใต้ท้องทะเล
ใน่บ่ายของวันที่สี่แห่งการสร้างโลก หลินเฟิงตัดสินใจยกระดับความซับซ้อนของจักรวาลจำลองขึ้นไปอีกขั้น เขาเริ่มใช้ระบบควบคุมเพื่อจัดวางตำแหน่ง "หมู่ดาว" และ "จักรราศี" ตามที่เขาคุ้นเคย ทั้งดาวนักษัตรและดาวหางพุ่งทะยานถูกจัดวางลงบนแผ่นฟ้าจำลองด้วยปลายนิ้วของเขา
ทว่าในฐานะผู้กำหนดกฎเกณฑ์ เขาไม่้าให้โลกใบนี้เป็เพียงเงาของโลกความจริง เขาจึงดัดแปลงตำแหน่งและวิถีของดวงดาวตามจินตนาการของตนเอง
ปลายนิ้วของหลินเฟิงจิ้มลงบนแผ่นฟ้าจำลองรัวๆ ราวกับกำลังพรมกลีบดอกไม้ลงบนผืนน้ำ ปากก็ท่องชื่อกลุ่มดาวและราศีที่เพิ่งคิดสดๆ ร้อนๆ ออกมาเป็จังหวะคล้องจองกันอย่างเมามัน ราวกับกำลังท่องคาถาหรือตารางธาตุ!
"ดวงซ้ายสุดนั่นคือ ดาวมารโลหิต... ขยับไปนิดติด ดาวทิศอุดร... สะท้อนขึ้นไป ดาวัซ่อนเร้น... แล้วกระเด็นไปจบที่ ดาวเร้นนภา!"
เขาหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นดวงดาวสว่างวาบขึ้นตามคำพูด ปลายนิ้วตวัดลากเส้นแสงยาวเหยียดข้ามซีกฟ้าไปอีกฝั่ง
"ยังไม่พอ! ตรงนี้ต้องเป็ชุดจักรราศีหลักสิบสองราศี..."
"เริ่มจาก ราศีพยัคฆ์คำราม... ราศีฉลามคลั่งสมุทร... ราศีบุรุษหลงกล... วนไปหา ราศีวิมลจันทรา... ถัดมาคือ ราศีพฤกษาเงินคราม... งดงามดั่งเงาพราย
“ ต่อมา ราศีัวารี... ราศีวิหคเพลิง... ราศีคางคกสามตา... พุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า ราศีม่านเมฆาบังเงา... แล้วจบด้วย ราศีเต่าศิลา!"
เมื่อร่ายจบ หลินเฟิงก็ตบมือฉาดใหญ่ด้วยความสะใจ ทอดสายตามองผลงานศิลปะบนผืนฟ้าที่สว่างไสวระยิบระยับเป็รูปทรงประหลาดๆ
"เพอร์เฟกต์! ตระการตา ท่องง่ายจำง่าย คล้องจอง กันเป๊ะๆ!" เขาพึมพำอย่างภาคภูมิใจ
โดยที่เขาหารู้ไม่เลยว่า... ไอ้บทสวด "คล้องจอง" ที่เขาร่ายออกมาเล่นๆ อย่างสนุกปากในวันนี้ จะถูกสิ่งมีชีวิตเบื้องล่างในอีกหลายหมื่นปีข้างหน้า นำไปจารึกเป็ 'โองการศักดิ์สิทธิ์แห่ง์' ที่ต้องท่องจำกันแบบผิดเพี้ยนไม่ได้แม้แต่พยางค์เดียว!
ความคิดสร้างสรรค์ในครั้งนี้จะกลายเป็ชนวนเหตุของปัญหาที่ใหญ่ที่สุดในอนาคต เมื่อความอยากรู้อยากเห็นของสิ่งมีชีวิตในโลกจำลองพุ่งทะยานไปสู่ท้องฟ้า จนถึงขั้นที่เขาอาจต้องไปขอคำแนะนำจาก "พระเ้า" ผู้ยิ่งใหญ่ในภายหลัง
และแล้ว... แสงแห่งความหวังก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งบนพื้นผิวโลก
เมื่อม่านควันและก๊าซพิษเริ่มเจือจางลง หลินเฟิงก็สังเกตเห็นจุดแสงสีฟ้าเล็กๆ ที่เริ่มสว่างขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพัง มันคือสายพันธุ์ที่วิวัฒนาการอย่างปาฏิหาริย์มาจากบัวดาราต้องสาป... เขาขนานนามมันว่า “หญ้าเงินคราม”
พืชสายพันธุ์ใหม่นี้ผุดขึ้นจากผิวน้ำตื้นๆ มีลักษณะคล้ายใบไม้เรียวยาวสีน้ำเงินเข้มที่เปล่งประกายเรืองรอง ทว่ามีความอ่อนนุ่มเล็กน้อยเพื่อพริ้วไหวตาม กระเเสน้ำ พวกมันแพร่พันธุ์และเติบโตอย่างรวดเร็วราวกับจะชดเชยเวลาที่สูญเสียไปในยุคแห่งหายนะ
ยามกลางวัน พวกมันจะแผ่ใบเพื่อดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์อย่างเงียบเชียบ
ยามกลางคืน พวกมันจะปลดปล่อยแสงสีน้ำเงินนวลตาออกมา สว่างไสวไปทั่วจนกลายเป็ทัศนียภาพที่งดงามเกินกว่าจะเชื่อว่าเป็เพียงโลกจำลอง ก่อนที่เเสงสีฟ้าจะปรากฏขึ้นเป็จุดๆใต้ทะเล ให้ความรู้สึกเหมือนฝูงหิ่งห้อยกำลังกระพริบไปมาใต้ผืนน้ำริมชายฝั่ง
หลินเฟิงมองดูความงามนั้นด้วยรอยยิ้ม โลกของเขากำลังฟื้นตัว และครั้งนี้... มันอาจจะเป็รากฐานที่แข็งแกร่งพอสำหรับการมาถึงของเหล่าอสูรกายตัวจริง!
แต่ธรรมชาติไม่เคยหยุดนิ่งเพียงแค่นั้น ภายใต้การจับจ้องของเขา ระบบนิเวศใหม่เริ่มแตกแขนงออกไปอย่างน่าอัศจรรย์
ใน ทวีปที่หนึ่ง บริเวณชายฝั่ง ใต้น้ำเต็มไปด้วยเถ้าถ่านซากปรักหักพัง หลินเฟิงสังเกตเห็นการถือกำเนิดของ “มอสส์เถ้าดารา” พืชน้ำสีเทาประกายเงินที่ทำหน้าที่ราวกับพนักงานทำความสะอาดของโลก มันดูดซับก๊าซพิษและซากพืชเก่าใต้ทะเลเพื่อเปลี่ยนให้เป็แร่ธาตุบริสุทธิ์หล่อเลี้ยงมหาสมุทร ให้สิ่งมีชีวิตที่กำลังวิวัฒนาการ
และท่ามกลางดงหญ้าเงินครามที่พริ้วไหว สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เขาเคยตั้งชื่อเล่นๆ ไว้เมื่อนานมาแล้ว ก็ได้วิวัฒนาการทะลุขีดจำกัดจนกลายเป็ “กุ้งมายาผลึก” สัตว์เปลือกแข็งตัวจิ๋วที่ลำตัวโปร่งแสงจนมองทะลุได้ พวกมันแหวกว่ายอย่างเริงร่าและคอยตอดกินละอองแสงสีฟ้าที่หลุดร่วงจากหญ้าเงินคราม กลายเป็จุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหาร! ที่พึ่งพาอาศัยกัน
เขาเลื่อนหน้าต่างนิมิตรไปยัง ทวีปที่สอง ดินแดนที่เคยแผดเผาท้องทะเลจนแดงเผือด ราวกับทะเลสีเื บุปผาหยาดโลหิต พายุและมรสุมพัดพาบางอย่างเข้ามา
พืชสายพันธุ์สุดขั้วแทงยอดทะลุรอยแยกของหินใต้มหาสมุทรขึ้นมา
มันคือ “เถาวัลย์หนามิญญาเพลิง” พืชที่ทนก๊าสพิษจาก พืชบุปผาหยาดโลหิตปล่อยออกมา มีหนามแหลมคมดุจใบมีด ภายในก้านที่ดำสนิทของมันสูบฉีดของเหลวสีแดงระอุราวกับลาวา ทำให้น้ำโดยรอยเดือดพร่าน ราวกับเป็ออนเซนใต้มหาสมุทร พวกมันคือตัวแทนแห่งความดุร้ายและทรหดที่รอดพ้นจากนรกมาได้
หลินเฟิงกวาดสายตาไปยัง ทวีปที่สาม ซึ่งตั้งอยู่อีกซีกโลกและแทบไม่ได้รับผลกระทบจากาในยุคแรก ที่นั่นธรรมชาติได้เลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขาเบิกตากว้างเมื่อเห็นป่าของ “ หยาดน้ำค้างมรกรต โบราณ” มีรูปร่างคล้ายหยาดน้ำค้าง สีเขียวมรกรต ใต้น้ำพวกมันรวมตัวกันจนมีขนาดั์เกาะติดบนโขดหินใต้มหาสมุทร จนกลายเป็ทุ่งหญ้าเขียวชะอุ่มใต้มหาสมุทรใกล้ชายฝั่ง
และขยายด้วยแตกตัวเป็ละอองใต้น้ำ เรืองแสงสีเขียวอมเหลืองลอยอ้อยอิ่ง...ตามกระแสน้ำ ดินแดนลี้ลับที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเพาะพันธุ์สัตว์อสูรสายซุ่มโจมตี
“ยอดเยี่ยม...” หลินเฟิงพึมพำ ดวงตาเป็ประกายวาววับ ทว่าในสายตาพระเ้า การสร้างโลกแบบนี้ อาจจะไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่เขากำหนด บางทีการเลือกของพระเ้า อาจจะเป็ตัวแปรสำคัญ ที่เปลี่ยนความน่าจะเป็ของพระเ้าไปจนสิ้น !!!
ในขณะที่หลินเฟิงกำลังดำดิ่งอยู่กับการเฝ้ามองปฐมบทแห่งอารยธรรมในสวนเอเดนจนลืมวันลืมคืน... เขาไม่รู้เลยว่า "โลกแห่งความจริง" ภายนอกกำลังเผชิญกับเหตุการณ์ที่สั่นะเืมวลมนุษยชาติ!
ตัดฉากมาที่โลกมนุษย์...
เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ดังสนั่นแหวกฝ่าพายุและเมฆดำทะมึน มันกำลังบินโฉบอยู่เหนือผืนมหาสมุทรที่บ้าคลั่ง ภายในเครื่องไม่ได้มีแค่นักบิน แต่เต็มไปด้วย หน่วยปฏิบัติการพิเศษในชุดเกราะสีดำสนิท มือของพวกเขากระชับปืนไรเฟิลจู่โจมแน่น
สายตาทุกคู่จ้องมองลงไปยังเกลียวคลื่นมหึมาเบื้องล่างด้วยความตึงเครียด….
ที่ขอบประตูเฮลิคอปเตอร์... นักข่าวภาคสนามสองคนกำลังเสี่ยงตาย คนหนึ่งแบกกล้องถ่ายทอดสดบนบ่า ส่วนอีกคนกำไมโครโฟนแน่น ะโรายงานข่าวแข่งกับเสียงลมกรรโชก
"คุณผู้ชมครับ! ตอนนี้เรากำลังบินอยู่เหนือจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวใต้น้ำระดับรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์! แรงสั่นะเืทำให้น้ำทะเลม้วนตัวเป็เกลียวคลื่นที่น่ากลัวมากครับ! และที่แปลกประหลาดที่สุดคือ... กองทัพได้ส่งหน่วยรบพิเศษมาที่นี่ด้วย!"
ภาพตัดสลับไปยังห้องนั่งเล่นของบ้านเรือนหลายสิบล้านหลังคาเรือน ผู้คนทั่วโลกกำลังหยุดหายใจและจ้องมองหน้าจอโทรทัศน์ที่กำลังถ่ายทอดสดภาพผิวน้ำที่กระเพื่อมรุนแรงผิดธรรมชาติ มันไม่ใช่เกลียวคลื่นจากแผ่นดินไหว... แต่มันเหมือนมีสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมากำลังดันน้ำขึ้นมา!
และในวินาทีที่ไม่มีใครคาดคิด...
ท่ามกลางกระแสน้ำที่ปั่นป่วน "เงาดำทะมึน" ขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นเบื้องล่าง! มันใหญ่โตเกินกว่าวาฬสีน้ำเงินหรือเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำใดบนโลก รูปร่างของมันเลือนรางแต่อัดแน่นไปด้วยพลังอำนาจที่น่าสะพรึงกลัว เงาดำนั้นแหวกคลื่นเคลื่อนผ่านใต้ผิวน้ำไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะดำดิ่งหายวับไปในความมืดมิดของก้นบึ้งมหาสมุทร
ทว่า... เลนส์กล้องของนักข่าวสามารถจับภาพเสี้ยววินาทีนั้นเอาไว้ได้!