ทีปกรรู้สึกได้ว่ามือข้างหนึ่งของตนกำลังกำอะไรบางอย่าง พอแบมือออกมาก็ทำให้รู้สึกประหลาดใจเมื่อดอกไม้สีชมพูที่เขมทัตให้ในความฝัน กลับมาอยู่ในมือโดยไม่บุบสลายเลยสักนิด เมื่อยกมือขึ้นดมก็ได้กลิ่นของเขมทัตที่โชยมาจากดอกไม้ดอกนั้น
“รู้สึกดีจัง เหมือนมีคุณอยู่ข้าง ๆ” ทีปกรพูดเบา ๆ คนเดียวทั้งยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อนึกถึงชายผู้ที่ทำให้หัวใจเต้นแรง
“ขอทางหน่อยครับ” เสียงตะโกนจะด้านหลังดังขัดจังหวะความคิดของทีปกร สองพี่น้องต่างหลีกทางให้กับเสียงนั้น และหันกลับไปมองชายหนุ่มสองคนจากหน่วยกู้ภัยช่วยกันยกศพซึ่งห่อด้วยผ้าดิบสีขาวเดินออกมาจากในบ้าน เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ก็เห็นส่วนหัวของศพยังมีเลือดไหลซึมออกมาเปรอะผ้าเป็นวงแดง
“ได้ยินตำรวจคุยกันว่าข้าวของกระจัดกระจายเต็มห้องเลยล่ะ แล้วก็มีอุปกรณ์เสพยาด้วย” ธาริณีกระซิบบอกน้องชายเมื่อเห็นศพของอิฐผ่านมา ทีปกรกำดอกไม้สีชมพูที่อยู่ในมือจนแน่น เพราะยังรู้สึกกลัววิญญาณของอิฐที่ตนได้เจอเมื่อครู่
“อย่า…” เสียงตะโกนดังขึ้น ทำให้สองพี่น้องต้องมองเข้าไปในบ้านของป้าดีอีกครั้ง ส่วนชาวบ้านที่รออยู่ด้านนอกต่างก็ชะโงกหน้าเข้ามาในบ้านเช่นกันด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เสียงใครอะ ดังมาจากบ้านป้าดีใช่ไหม” ธาริณีถามน้องชายด้วยความตกใจ
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่เสียงไม่คุ้นเลย”
“อย่า… อย่าจับผม อย่าทำผมเลย ผมไม่ได้ฆ่าป้าดี ผมไม่ได้ฆ่าไอ้อิฐ มันฆ่าตัวตายเอง ผมไม่ผิด ปล่อยผม” เสียงแหบพร่าตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง และในที่สุดตำรวจก็คุมตัวชายหนุ่มร่างผอมบางเดินออกมาจากในบ้าน
“นั่นมันเพื่อนอิฐนี่นา” ทีปกรกระซิบบอกพี่สาว
“ไอ้นี่มันซ่อนตัวอยู่ในตู้…” เสียงตำรวจคุยกันและพาผู้ต้องหาขึ้นไป ส่วนตำรวจอีกไม่กี่คนก็หาหลักฐานภายในบ้านต่อไป
วันที่ 25 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 14.58 น.
“นี่ไงห้อง 2609” ทีปกรชี้ไปยังเลขห้องพักในโรงพยาบาลให้เกียกกายดู ก่อนจะเคาะประตูและเดินเข้าไปในห้องนั้น
สองเพื่อนรักเดินผ่านเตียงคนไข้สองเตียงตรงไปหาคนที่นอนอยู่บนเตียงด้านในสุดติดกำแพง หญิงชราซึ่งกำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างได้ยินเสียงฝีเท้ากำลังเดินเข้ามาใกล้ตนจึงเหลือบตามอง แต่เมื่อคนตรงหน้าไม่ใช่คนที่ตนอยากเจอ จึงได้แต่ถอนหายใจและหันกลับไปมองนอกหน้าต่างดังเดิม
“โห… เซ็งขนาดนั้นเลยเหรอป้า” เกียกกายพูดขึ้นเพราะอดไม่ไหวที่ต้องมาเห็นหน้าไม่รับแขกของป้าดี
“ไอ้กาย” ทีปกรกระตุกแขนเสื้อเกียกกายเพื่อส่งสัญญาณให้เพื่อนรักหยุดพูด
“เป็นไงบ้างครับป้าดี แม่ฝากผลไม้มาให้ผมวางไว้ตรงนี้นะครับ” ทีปกรกล่าวทักทายป้าข้างบ้านและวางผลไม้ไว้ตรงโต๊ะหัวเตียง
“ฉันยังไม่ตาย” ป้าดีตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ
“แหมป้า พูดแบบนี้คงหายแล้วมั้ง กลับไปนอนบ้านเหอะจะได้ไม่เปลืองที่นอนโรงพยาบาล เอาไหมเดี๋ยวผมบอกหมอให้” เกียกกายพูดสวนกลับทันควัน
“ไอ้เด็กบ้านี่ ฉันป่วยอยู่นะ” ป้าดีหันกลับมาพูดตอบโต้เกียกกาย ทั้งยังมองค้อนดั่งที่เคยทำ
“ขนาดป่วยปากยังขนาดนี้ ถ้าหายดีจะขนาดไหนเนี่ย เอาเรื่องอยู่นะป้า…” เกียกกายยังคงพูดจายียวน จนเพื่อนรักต้องกระตุกแขนเสื้อเป็นครั้งที่สอง
“ไอ้กาย พอได้แล้ว ถ้าทนไม่ไหวก็ออกไปรอข้างนอก” ทีปกรดุเพื่อนรักเสียงดังขึ้นกว่าตอนแรก จึงทำให้เกียกกายสงบปากสงบคำ และทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ด้านข้างเตียงป้าดี
“เออเงียบก็ได้ เห็นแก่ไอ้ทีหรอกนะ”
“พี่ธาบอกว่าอีกไม่กี่วันป้าก็จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วนะครับ” ทีปกรเอ่ยขึ้นและมองสีหน้าของป้าดีซึ่งดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับสองวันก่อน
“ขอบใจนะ” ป้าดีพูดออกมาโดยที่ตายังคงเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
“เอ่อ… ผมถามได้ไหมครับว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้น” ป้าดีเริ่มน้ำตาคลอเมื่อได้ยินคำถามแทงใจจากทีปกร ทำให้เจ้าตัวถึงกับรู้สึกผิด
"คือ… ถ้าป้าไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรนะครับ ผมไม่ควรถามเลยจริง ๆ” ความเงียบเข้าแทรกซึมทำให้เกียกกายรู้สึกอึดอัด จนต้องกระซิบกระซาบบอกเพื่อนรัก
“ทีกลับบ้านเถอะ” ทีปกรพยักหน้าให้กับเกียกกาย ทั้งยังมองป้าดีด้วยความเห็นใจ
“ถ้างั้นพวกผมไม่รบกวนป้าแล้วดีกว่า ผม…” ทีปกรยังไม่ทันพูดจบประโยค ป้าดีก็พูดแทรกขึ้นแต่สายตายังคงเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
“เช้าวันนั้นฉันสั่งกับข้าวไว้แล้วกะว่าจะออกไปเอา…” ป้าดีหยุดนิ่งถอดหายใจ เพราะยังคงรู้สึกเจ็บปวดใจกับสิ่งที่หลานแท้ ๆ ทำกับตน เล่าออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ