“ข้า…ข้า”
หญิงสาวอึกอักเล็กน้อย
“ตอบให้ดี หากภายหน้าข้ารู้ว่าเ้าโกหกคงจะรู้นะว่าต้องเจออันใด”
ชายหนุ่มเอ่ยขู่หญิงสาวหน้าตาเฉย โดยที่ก้มหน้าอ่านตำราไม่ได้หันมามองหน้านางแม้แต่น้อย
“ข้า…ข้ารู้หนังสือเ้าค่ะ”
ซิงอีะโออกไปในขณะที่ก้มหน้าไปกับพื้น
“เ้าเคยเป็แค่ขอทานไยถึงรู้หนังสือ”
ชายหนุ่มพูดพลางลุกขึ้นเดินไปยังชั้นวางตำราด้วยท่าทางสบายๆ “นางจะแก้ตัวเช่นใด ขนาดชาวบ้านธรรมดายังหายากนักที่จะรู้หนังสือ” จางเหว่ยกล่าวกับตนเองในใจพลางยิ้มที่มุมปาก
“เอ่อ…คือว่าข้า…อ่อ! ข้าเคยเป็ขอทานอยู่หน้าสำนักศึกษา บางวันข้าก็แอบเข้าไปฟังได้ยินผ่านๆ มาบ้าง แต่ข้าไม่เก่งหรอกเ้าค่ะ สมองอันน้อยนิดของข้าไหนเลยจะเทียบคนทั่วไปได้ ท่านอย่าเก็บมาใส่ใจเลยเ้าค่ะ”
ซิงอีพูดพลางลุกขึ้นและรินชาเดินไปหาชายหนุ่ม จากนั้นยื่นชาให้เขาและแย้มยิ้มจนเห็นฟันขาว
“สำนักศึกษาที่ใดกัน ถึงแค่ได้ยินผ่านๆยังทำให้เ้ารู้ได้ขนาดนี้”
“สำนักศึกษาทางตอนใต้เ้าค่ะ”
“บอกชื่อสำนักมา!”
ชายหนุ่มออกคำสั่งเสียงเข้ม ทำให้หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย “จะถามอันใดเยอะแยะขนาดนี้” ซิงอีกล่าวกับตนเองในใจ
“สำนักศึกษาจันทร์เ้าเ้าค่ะ เป็สำนักศึกษาในบริเวณชายแดนท่านไม่เคยได้ยินหรอกเ้าค่ะ”
หญิงสาวคิดชื่อสำนักศึกษามั่วๆ ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พลางยื่นชาไปให้เขาอีกรอบ
แป๊ะ!
เสียงของตำราที่ทำจากต้นไผ่กระทบลงบนชั้นเมื่อชายหนุ่มเก็บไว้ที่เดิม จากนั้นหันหน้ามาทางหญิงสาว จ้องมองไปที่ดวงตาของนางเพื่อหาว่าสิ่งที่นางพูดเป็ความจริงหรือไม่ และสาวเท้าเข้าไปหานางเรื่อยๆ “สำนักศึกษาจันทร์เ้าอะไรของเ้ากัน ดูก็รู้ว่านางโกหกชัดๆ” จางเหว่ยกล่าวกับตนเองในใจ ขณะที่สาวเท้าเข้าใกล้นางเรื่อยๆ เช่นกัน ซิงอีที่เห็นท่าทางของชายหนุ่มก็ขยับเท้าถอยหลังไปทีละก้าว แต่หญิงสาวก็ต้องรู้สึกสถานการณ์ตรงหน้าไม่ดีเอาเสียเลยเมื่อแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นตำราอีกชั้นที่อยู่ด้านหลัง นางไม่สามารถถอยออกไปได้อีกแล้ว
“ใครส่งเ้ามา”
ชายหนุ่มเอ่ยถามหญิงสาวอีกครั้ง
“ไม่มีใครส่งข้ามาทั้งนั้นเ้าค่ะ”
หญิงสาวเอ่ยปฏิเสธด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย เพราะตอนนี้หน้าตาของชายหนุ่มน่ากลัวยิ่งนัก และหากว่านางไม่สามารถตอบคำถามเขาได้ คงต้องถูกฆ่าทิ้งเป็แน่
“บอกมา!”
ปัง!
เพล้ง!
เสียงของฝ่ามือกระทบกับชั้นวางตำราเสียงดัง เมื่อจู่ๆ ชายหนุ่มก็คว้าไปที่ข้อมือหญิงสาวที่กำลังถือถ้วยชาอยู่และยันไปที่ชั้นตำรา ทำให้ถ้วยชาที่เดิมถูกหญิงสาวถืออยู่ตกแตกกระจายที่พื้น น้ำชาร้อนๆ ตกลงไปราดที่ปลายเท้าเรียวยาวสวยของหญิงสาว ทำให้เดิมจากขาวผ่องจนเกิดสีแดงระเรื่อตรงบริเวณที่ถูกน้ำชาราดโดนเมื่อถุงเท้าผ้าสีขาวโดนน้ำจึงเห็นด้านในเนื้อผ้า ถึงจะรู้สึกแสบร้อน แต่ซิงอีก็ไม่กล้าที่จะส่งเสียงโอดโอย เพราะชายตรงหน้านางตอนนี้น่ากลัวเสียกว่า ใบหน้าของจางเหว่ยอยู่ห่างจากนางไม่มากสายตาคมกริบของชายหนุ่มมองทะลุผ่านดวงตาของนางเหมือนกับเขาสามารถรู้ทุกอย่างโดยที่นางไม่ทันได้บอก หญิงสาวรู้สึกกลัวและอึดอัดเป็อย่างมาก เพราะนางก็ไม่รู้จะตอบชายหนุ่มได้เช่นไรเหมือนกัน แต่แล้วนางก็ได้ยินเสียงเรียกของ์เมื่อจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนเปิดประตูเรือนเข้ามา
“คุณชายขอรับ”
เสียงของชายหนุ่มที่เดินเข้ามาใหม่นามว่าป๋อเหลียนเอ่ยเรียก ทำให้จางเหว่ยรีบปล่อยมือออกจากหญิงสาว และเดินออกมาจากมุมห้อง ซิงอีที่เห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ และรีบเก็บถ้วยชาที่แตก ออกไปจากเรือนทันทีโดยที่ไม่ได้ขออนุญาตชายหนุ่ม
“มีอันใด”
จางเหว่ยเอ่ยถามผู้ช่วยของหนิงเกาที่เข้ามาหาตน
“ท่านหนิงเกาให้ข้ามารายงานแทนขอรับ”
“เหตุใดเขาไม่มาเอง มีปัญหาอันใดงั้นหรือ”
“การปล้นราบรื่นดีขอรับ แต่ท่านหนิงเกาได้รับาเ็จากการโดนธนูที่บริเวณหัวไหล่เล็กน้อย ตอนนี้กำลังทำการรักษาอยู่ขอรับ”
ป๋อเหลียนรีบเอ่ยขึ้น ชายหนุ่มจึงพยักหน้า
“ให้เขาพักผ่อนสักอาทิตย์ ส่วนเ้าไปคอยสังเกตการณ์ว่าทางนั้นเป็เช่นไรบ้างหลังจากถูกปล้น และมารายงานข้า”
“ขอรับ เพียงแต่ว่า…”
“หากบ่าวไป ใครจะเป็ผู้ช่วยท่านขอรับ”
ป๋อเหลียนเอ่ยถามเ้านายตน เพราะตอนนี้ท่านหนิงเกาก็ได้รับาเ็ เขาก็ต้องแฝงตัวเข้าวัง งานต่างๆไม่เหลือคนที่เ้านายของตนไว้วางใจได้สักคน
“เ้าไปเถอะ”
จางเหว่ยเอ่ยเสียงเรียบ และนั่งลงอ่านตำราต่อ
“ขอรับ”
ป๋อเหลียนที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่อยากรบกวนเ้านายของตนต่อจึงรีบออกไปจากเรือนทันที
จางเหว่ยอ่านตำราต่อได้ไม่นานก็เดินออกจากเรือนบ้าง
.
ด้านซิงอี หลังจากออกจากเรือนรุ่ยยเซียงก็ได้เวลาพักทานอาหารกลางวัน บ่าวรับใช้ที่ไม่ได้คอยรับใช้เื่อาหารการกินก็จะทานอาหารตรงเวลาปกติ ซิงอีไม่ได้มีหน้าที่คอยนำอาหารไปให้เหล่าเ้านายก็นั่งที่โต๊ะม้าหินอ่อนบริเวณที่ไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก หญิงสาวก้มลงไปดูที่เท้า เพราะตอนนี้มันกลายเป็สีแดงระรื่นไปแล้ว และรู้สึกแสบเล็กน้อยจากนั้นจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ขณะที่เอามือเท้าคางกับโต๊ะ “เหตุใดข้าถึงได้ซวยเช่นนี้” หญิงสาวกล่าวกับตนเองในใจ และถอนหายใจออกมาอีกครั้ง หยาดน้ำตาค่อยๆไหลลงมาเรื่อยๆโดยที่นางไม่รู้ตัว มันเป็ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็คำพูดได้ ทั้งเหงา โดดเดี่ยว และเหนื่อยไม่ว่าจะเป็ร่างกายหรือจิตใจ
“ใครทำเ้าให้ร้องให้เช่นนี้หรือ”
เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ ซิงอีมองไปตามทิศทางของเสียงทันที
“คารวะคุณชายผู่เย่วเ้าค่ะ”
ซิงสาวพูดพลางรีบลุกขึ้นทำความเคารพทันที ผู่เย่วเพียงพยักหน้าเล็กน้อยให้นางและยิ้มด้วยความอ่อนโยน จากนั้นนั่งลงที่โต๊ะหินอ่อน ชายหนุ่มเหลือบตาไปเห็นเท้าของหญิงสาวที่แดงระเรื่อหลังจากที่ถอดรองเท้าดูและยังไม่ได้สวมกลับ เขาอยู่ที่นี่มานานแล้วเพราะบริเวณที่แห่งนี้เงียบสงบไม่ค่อยมีใครมามากนัก แต่ไม่คิดว่าจู่ๆหญิงสาวจะเข้ามานั่งที่นี่
“เ้านั่งเถอะ”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ”
ซิงตอบและรีบใส่รองเท้ากลับให้เรียบร้อย
“นั่งเถอะ นั่งเป็เพื่อนข้า”
ชายหนุ่มยังคงเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยนและยิ้มให้นาง ซิงอีที่มองท่าทีของชายหนุ่มที่ไม่ถือตัวและสีหน้าที่เเสดงถึงความจริงใจจึงเข้าไปนั่งในฝั่งตรงข้าม
“ท่านมาอยู่ที่นี่นานแล้วหรือเ้าค่ะ”
หญิงสาวเอ่ยถาม ชายหนุ่มเพียงพยักหน้ารับ
“เช่นนั้นท่านก็เห็นทุกอย่างหมดแล้ว…”
สิ้นคำหญิงสาว ชายหนุ่มก็พยักหน้าอีกเช่นเคย
“ข้าทำเื่ขายหน้าคุณชายแล้ว”
ซิงอีพูดขณะที่นึกถึงน้ำตาที่ไหลออกมาเองดื้อๆกับการถอดรองเท้าเมื่อสักครู่ คนที่นี่ถือเื่นี้เป็อย่างมาก ชายที่สามารถเห็นเท้าของหญิงสาวได้ต้องเป็สามีของนางเพียงเท่านั้น ถือว่าเป็วัฒนธรรมที่แปลกประหลาด
“ไม่เป็อันใดหรอก บริเวณแห่งนี้ไม่ค่อยมีคนมามากนั้น เ้าไม่คิดว่าข้าจะอยู่ที่นี่ก็มิแปลก”
“จริงเ้าค่ะ”
“เมื่อสักครู่เ้าร้องให้เพราะเื่อันใดหรือ”
ผู่เย่วเอ่ยชวนหญิงสาวคุยหลักจากบรรยากาศเงียบไปนาน
“อ่อ ข้าเพียงคิดถึงครอบครัว คิดถึงท่านพ่อท่านแม่ และน้องชายเ้าค่ะ”
ซิงอีคิดถึงครอบครัวของนางในโลกใบเก่าที่จากมา นี่ก็เกือบเดือนแล้วที่นางจากมาไม่รู้ทุกคนจะเป็เช่นไรบ้าง จะใมากแค่ไหนเมื่อรู้ว่านางประสบอุบัติเหตุตกกำเเพงสูงเช่นนั้น หญิงสาวคิดไปก็ทำหน้าเศร้าออกมา
“ครอบครัวของเ้าตายหมดแล้ว จึงทำให้เ้าต้องมาเป็ขอทานเช่นนั้นหรือ”
ผู่เย่วเอ่ยถามหญิงสาว ซิงอีที่ได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะลืมความเศร้าเมื่อได้ยินคำถามที่ชายหนุ่มถาม เขาจะคิดเช่นนั้นก็ไม่แปลกเพราะโลกใบนี้นางเคยเป็แค่ขอทานมาก่อนเท่านั้น
“เ้าค่ะ”
“เช่นนั้นให้เ้าคิดซะว่าข้าเป็สหายของเ้าก็ได้”
ชายหนุ่มเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง ดูจากหน้าตาลักษณะ ผิวพรรณ รวมถึงท่าทางกริยา ไหนจะไหวพริบที่เขาได้เห็นการต่อราคาสูตรอาหารของนางเมื่อเช้านี้ แต่ก่อนนางคงไม่ได้เป็แค่ชาวบ้านธรรมดาเช่นนี้แน่ เพราะอะไรกันที่ทำให้นางต้องลำบากจนถึงเช่นนี้ คิดมาถึงเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอดสงสารหญิงสาวไม่ได้ ครอบครัวตายจากไปหมดแล้วคงโดดเดี่ยวมากเป็แน่
“ได้เช่นไรกันเ้าคะ ข้าเป็เพียงบ่าวรับใช้เท่านั้น”
ซิงอีรีบปฏิเสธทันที
“ข้าอยู่ที่นี่มานาน ยังไม่เคยมีสหายแม้สักคน”
ผู่เย่วเอ่ยออกไปตามตรง เขารู้สึกถูกชะตากับหญิงสาวเป็อย่างมาก ซิงอีที่เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกสงสารชายหนุ่ม
“หลังเลิกจากงานที่เ้าทำในแต่ละวัน หรืออยู่นอกจวนเราก็คือสหายกัน หากอยู่ในจวนเ้าก็ทำงานของเ้าไปเถอะ” ผู่เย่วคิดหาทางไม่ให้หญิงสาวปฏิเสธ
“เช่นนั้นก็ได้เ้าค่ะ”
หญิงสาวพูดพลางยิ้มให้ชายหนุ่ม นี่นับเป็รอยยิ้มแรกของซิงอีที่ยิ้มออกมาจากข้างในจริงๆ หลังจากที่ได้เข้ามาอยู่ในโลกใบนี้
“ข้าต้องขอตัวก่อน นี่จะหมดเวลาพักของข้าแล้ว” หญิงสาวพูดพลางลุกขึ้นทำความเคารพเล็กน้อย ผู่เย่วพยักหน้าและยิ้มอ่อนโยนให้หญิงสาว ซิงอีจึงเดินออกไปทำงานของตนต่อ
ตลอดทั้งบ่ายซิงอีไม่รู้สึกลำบากมากนัก เพราะคุณชายหน้าั์เ้าของจวนไม่ได้อยู่ที่เรือนรุ่ยเซียงแล้ว หญิงสาวจึงเพียงแค่ยืนเฝ้าอยู่หน้าจวนจนหมดเวลางาน และกลับเข้าห้องพัก
“เฮ้อออออ”
ซิงอีถอนหายใจออกมาเมื่อล้มตัวลงไปนอนที่เตียงนุ่ม นางคิดว่าจะนั่งพักเล็กน้อยก่อนไปอาบน้ำ ถึงนี้จะเริ่มเข้าหน้าหนาวแล้วคนที่นี่จะอาบน้ำแค่วันละครั้ง แต่หญิงสาวก็เลือกจะตื่นแต่เข้ามาอาบน้ำทุกวันเช้าเย็น เพราะในโลกใบเก่านางอาบเช่นนี้ตลอด ต่อให้น้ำเย็นแค่ไหนก็เลือกที่จะอาบน้ำอยู่ดี หากตื่นเช้าหน่อยก็แอบต้มน้ำอาบตอนที่ทุกคนยังไม่ตื่น
ก๊อกๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ซิงอีจึงลุกจากเตียงรีบไปเปิดทันที
“มีอันใดหรือ”
ซิงอีเอ่ยถามบ่าวรับใช้หญิงหน้าห้อง
“นี่คือของที่บ่าวรับใช้เรือนคุณชายฝากมาให้ บอกว่าสหายเ้าฝากมา”
ซิงอีรับมาและปิดประตูห้อง จากนั้นเปิดดูในกล่องทันที พบว่าเป็ยาทาผิวจึงทำให้หญิงสาวยิ้มออกมาทันที เขาน่าจะเห็นรอยแดงที่เท้านางเป็แน่ จากนั้นจึงวางมันไว้และเดินออกไปอาบน้ำชำระร่างกายที่เรือนอาบน้ำรวม
ใข้เวลาอาบน้ำประมาณ 2 เค่อซิงอีก็กลับเข้าห้องพัก หญิงสาวหยิบตลับยาขึ้นมาเพื่อจะทาที่เท้า แต่ยังไม่ทันได้ทาก็ได้ยินเสียงเคาะห้องดังอีกครั้ง ซิงอีรีบไปเปิดประตูเห็นว่าเป็บ่าวรับใช้คนเดิม
“สหายข้าฝากอันใดมาอีกงั้นหรือ”
“ครั้งนี้ไม่ใช่สหายของเ้า แค่เป็คุณชายจางเหว่ยเรียกเ้าไปพบที่เรือน เ้ารีบไปเดี๋ยวนี้เลยนะ”
บ่าวรับใช้พูดเสร็จก็เดินออกไปทันที
“นี่มันไม่ใช่เวลางานของข้านะ”
หญิงสาวพึมพำกับตนเอง เมื่อนึกถึงหน้าเ้าของจวนที่ชอบทำหน้าั์ข่มขู่นางตลอดเวลา จากนั้นเลือกที่จะเก็บตลับยาเข้าที่เเขนเสื้อ และเดินคอตกไปเรือนจวี๋ฮวาทันที หากช้ากว่านี้เกรงว่าจะทำให้ชายหนุ่มโมโหเป็แน่
——-
เค่อ 1 เค่อ คือ15 นาที
1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
1 ชั่วยามมี 8 เค่อ
1วันมี 100 เค่อ
ยามจื่อ คือ 23.00 - 24.59 น.
ยามโฉ่ว คือ 01.00 - 02.59 น.
ยามอิ๋น คือ 03.00 - 04.59 น.
ยามเหม่า คือ 05.00 - 06.59 น.
ยามเฉิน คือ 07.00 - 08.59 น.
ยามซื่อ คือ 09.00 - 10.59 น.
——————————
ยายน้องมีเพื่อนคนแรกแล้ว แต่เพื่อนคนนี้ไรท์รู้สึกจะได้กลิ่นตุๆรึเปล่านะ สงสัยจะไม่คิดเเค่เพื่อน555
ไรท์จะพยายามลงทุกวันน๊าาาทุกคนฝากทุกคนกดหัวใจที่หน้าปก ติดตาม คอมเม้นเป็กำลังใจให้ไรท์ด้วยน๊าาา????