หลังจากที่ประกาศของหวังฉีจบลง
สายตานับหมื่นคู่ต่างจับจ้องไปยังลูกแก้วทดสอบพร์สิบลูกถูกนำออกมาวางเรียงกันอย่างงดงาม พวกมันถูกวางอยู่บนแท่นหยกที่ขัดเกลาจนเนียนเรียบดั่งแผ่นกระจก ด้านในของลูกแก้วทั้งสิบปรากฏเป็แสงเลือนรางที่หมุนวนราวกับหมอกสีเทา
ประกายแสงนั้นเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะและไม่หยุดนิ่ง มันช่างดูมีชีวิตและอำนาจเร้นลับอย่างบรรยายมิได้
และผู้ที่รับผิดชอบการเฝ้าตรวจสอบลูกแก้วเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็ผู้าุโจากสำนักหลักทั้งเก้าซึ่งล้วนมีชื่อเสียง
ท่ามกลางฝูงชนอันมหาศาลนั้นมีทั้งผู้มีพร์ ไปจนถึงผู้คนธรรมดาสามัญผู้ใฝ่ฝันจะมีโอกาสเปลี่ยนโชคชะตาของตน
หนุ่มสาวนับพันคนตั้งแถวอยู่เบื้องหน้าแต่ละลูกแก้ว พวกเขาทุกคนล้วนมีแววตาแห่งความคาดหวัง ความหวาดกลัว และความมุ่งมั่นปะปนกันอย่างเข้มข้น ความเงียบที่ปกคลุมทั่วลานคล้ายกับพายุที่กำลังรอเวลาโหมกระหน่ำ พลังแห่งความหวังถูกอัดแน่นไว้ในทุกลมหายใจ
หวังฉี ผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในตอนนี้ได้ก้าวออกมาอย่างสง่างาม
ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเมตตา หากดวงตาที่ทอดมองผู้คนเ่าั้กลับเปี่ยมไปด้วยความเฉียบคม
ชายชรายืนอยู่บริเวณเบื้องหน้าของลูกแก้ว และกล่าวออกมาอย่างสงบนิ่ง
“วันนี้พวกเรามีเวลาทั้งวัน ใครที่ทดสอบพร์ของตนเสร็จและไม่ได้ดั่งที่ใจของตนเองคาดหวังเอาไว้ หรือแสดงความไม่พอใจอะไรก็อย่าแสดงออก ถ้ามัวแต่สร้างปัญหา.. ข้าหวังฉีจะไม่ปล่อยพวกเ้าเอาไว้แน่!”
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยแรงกดดันอันแหลมคมยิ่งนัก คำพูดของเขานั้นราบเรียบและเย็นเยียบ แต่กลับสามารถตรึงทุกหัวใจให้หยุดเต้นชั่วขณะได้ รอยยิ้มที่แปะอยู่บนใบหน้านั้นยิ่งเพิ่มความเยือกเย็นให้บรรยากาศโดยรอบ
หนุ่มสาวนับพันขนลุกซู่โดยไม่รู้ตัว ต่างพยักหน้ารับอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหลบสายตา
จากนั้นหวังฉีก็เรียกชื่อผู้ตรวจสอบทั้งสิบคนออกมาอย่างชัดเจน
“หลี่เทีย.. เซินอิง.. หลินหยวน.. หย่าเหยียน.. อู๋ฉิง.. ตงเสวี่ย.. เย่ชุนหวู่.. หยานเจีย.. เหยียนเส้าเจ๋อ..”
“พวกเ้าทั้งเก้าคนเริ่มกันได้เลย แต่ถ้ามีคนไหนที่พวกเ้าถูกใจและ้ารับสมัครเข้าสู่สำนัก พวกเ้าเองก็อย่าใช้การข่มขู่เด็กน้อยเหล่านี้ละ ต้องให้พวกเขาสมัครใจที่จะเข้าร่วมด้วยตนเอง หรือยื่นข้อเสนออันน่าดึงดูดออกมาก็ได้!”
คำกล่าวนั้นเปรียบได้กับการสถาปนากฎเกณฑ์แห่งพิธีกรรมการทดสอบ ซึ่งเป็คำประกาศิตที่ไม่อาจถูกโต้แย้งได้
“รับทราบท่านหวังฉี!”
ผู้าุโทั้งเก้าต่างยกมือขึ้นคำนับอย่างเคารพยิ่ง จากนั้นจึงแยกย้ายไปยังจุดของตนประจำลูกแก้วแต่ละลูก
ดวงตาของพวกเขาล้วนเฉียบคมดุจอินทรีย์ที่จ้องมองเหยื่อ หากก็เปี่ยมไปด้วยเมตตาในฐานะผู้เฝ้าประตูแห่งโอกาส
การทดสอบพร์จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ บรรยากาศโดยรอบพลันเปลี่ยนไป
เสียงกระซิบของสายลมอันบางเบา คลื่นลมปราณที่เคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยน
บรรยากาศของสถานที่นั้นราวกับอยู่ในห้วงมิติแห่งการทดสอบ เพื่อมิให้เสียเวลาอันมีค่า การทดสอบจึงถูกแบ่งออกเป็สิบแถว
โดยมีศิษย์ผู้หวังเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ทยอยเข้าแถวและรอคอยการทดสอบของตนอย่างเป็ระเบียบ
ในแถวแรก ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผู้มีใบหน้าเปี่ยมด้วยแววแห่งความหวังซึ่งกำมือแน่นไว้เบื้องลำตัว ได้สูดหายใจเข้าลึกอย่างหนักแน่นก่อนจะยื่นมือขวาที่สั่นเทาไปัักับลูกแก้วทดสอบพร์ที่วางอยู่ด้านหน้า
แววตาของเขานั้นเปล่งประกายเจือด้วยความหวังอันเปราะบาง ราวกับกำลังวิงวอนให้โชคชะตาได้โปรดเมตตาแก่ชีวิตธรรมดาของตน
ทันทีที่ผิวมือแตะััลงไปบนพื้นผิวโค้งมนของลูกแก้ว แสงสีขาวที่ขุ่นมัวก็ค่อยๆสว่างขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย
จากนั้นก็ค่อยหมุนวนอยู่ภายในลูกแก้วอย่างเชื่องช้า ดุจดังม่านหมอกอันไร้ซึ่งทิศทางที่เพียงพอจะก่อเกิดประกายของศักยภาพ
ชั่วพริบตาต่อมา ประกายแสงขาวหม่นนั้นก็ค่อยๆดับลง
เหลือเพียงแสงสีขาวอ่อนที่สะท้อนออกมาผ่านผนึกใสของลูกแก้ว เผยให้เห็นผลลัพธ์อันแสนโหดร้าย
“สีขาว..”
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนั้น สีขาวถือเป็ระดับพร์ที่ต่ำที่สุดอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง มันคือสัญลักษณ์ของการไร้รากิญญา ไม่อาจรับพลังฟ้าดินได้ดั่งผู้บำเพ็ญเพียรทั่วๆไป การฝึกฝนจึงเชื่องช้าไม่ต่างอะไรไปจากเต่าคลาน
“ข้าน้อยกลับไปตัดต้นไม้เหมือนเดิมดีกว่า!”
เขากล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มเจื่อนๆที่บีบคั้นด้วยความผิดหวัง
สีหน้าของเขาพยายามกลั้นความเศร้า แต่ดวงตากลับเผยให้เห็นถึงความท้อแท้อย่างสุดซึ้ง
พร้อมกับก้มศีรษะลงเล็กน้อย รีบถอนมือออกจากลูกแก้ว แล้วถอยกลับออกมาจากแถวด้วยความรวดเร็ว
หลายคนที่อยู่ในแถวนั้นก็มีชะตากรรมไม่ต่างกัน บ้างมีประกายแสงสีขาว บ้างเป็สีเทาหม่น ซึ่งก็ล้วนแต่เป็สัญลักษณ์ของพร์ต่ำต้อยไร้แวว ขณะที่บางคนกลับมีแสงฟ้าอ่อนเปล่งประกาย หรือบางคนก็บังเกิดแสงสีม่วงแ่เบาภายในลูกแก้ว
สีฟ้าอ่อนคือระดับพร์ขั้นที่สาม ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับเข้าร่วมกับหนึ่งในสำนักทั้งเก้า ถือเป็ระดับพื้นฐานของผู้ฝึกฝนที่มีความหวังจะบรรลุระดับได้ในอนาคต หากไม่โดดเด่น
ส่วนสีม่วงนั้นคือระดับพร์ขั้นสี แสดงถึงจิติญญาที่สามารถรองรับพลังแห่ง์และโลกได้ในระดับที่มั่นคง มีโอกาสที่จะบรรลุขั้นสูงในอนาคตข้างหน้า
เมื่อมีคนแสดงพร์ระดับสีฟ้าอ่อนหรือสีม่วงออกมา สิ่งที่ตามมาคือสายตาของผู้าุโจากแต่ละสำนักที่เริ่มจับจ้อง
ผู้ที่มีพร์ผ่านเกณฑ์อย่างมั่นคงก็จะถูกเชิญชวนอย่างสุภาพจากเหล่าผู้เฝ้าดูที่ยืนอยู่รอบลาน
“เ้าหนู! ้าเข้าร่วมสำนักดาบอรุณรุ่งของข้าหรือไม่?”
ผู้าุโจากสำนักดาบอรุณรุ่งกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม พร้อมก้าวเท้าเข้าหาชายหนุ่มคนหนึ่งที่เพิ่งแสดงพร์สีม่วงออกมา
ชายคนนั้นเมื่อได้ยินคำกล่าวเชิญ น้ำตาที่คลอหน่วยอยู่ก่อนหน้าเพราะความกดดัน ทั้งหมดก็พลันเปลี่ยนเป็ความยินดีอย่างสุดซึ้ง
“ขะ.. ข้าน้อย้ามัน!”
“ขอบคุณผู้าุโขอรับ!”
ตัวของเขาโค้งคำนับอย่างนอบน้อมแล้วเดินตามศิษย์เข้าไปในซุ้มไม้ของสำนักดาบอรุณรุ่งทันที
เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ตลอด่เวลาแห่งการทดสอบ ผู้คนทยอยเข้าััลูกแก้วอย่างต่อเนื่อง เสียงร้องดีใจดังขึ้นเมื่อมีผู้แสดงพร์ระดับสูง ขณะที่เสียงถอนหายใจอันหนักอึ้งก็สะท้อนให้เห็นถึงความผิดหวังของผู้ที่ถูกปฏิเสธโดยโชคชะตา
การดึงตัวเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้น สำนักทั้งเก้าต่างจับตามองศิษย์ที่มีศักยภาพ ข้อเสนอมากมายถูกยื่นออกไป เรียกได้ว่าคึกคักอย่างถึงที่สุด