บทที่ 23 เรียกข้าว่าพี่ซูฝานสิ
ความรู้สึกผิดพลาดหรือ?
หลังจากฟังอยู่พักหนึ่ง เมื่อไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ซูฝานจึงละสายตากลับมา เก็บถุงเก็บของสองใบขึ้นมา แล้วตรวจสอบคร่าว ๆ
เป็ไปตามที่คาดไว้จริง ๆ
ซูฝานขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า “จ้าวอวี่ผู้นี้ จ้างคนทำงานแล้วไม่ให้ค่าตอบแทนเลยหรือ”
แต่ละคนมีศิลาิญญาสามสิบสี่สิบก้อน รวมกันก็เจ็ดสิบแปดสิบก้อน และยังมีโอสถฟื้นาแอีกหกเม็ด
คิดดูแล้ว คงเป็คนสองคนนั้นที่ประจบประแจงเอาใจจ้าวอวี่ ยอมเป็แรงงานให้โดยไม่รับค่าตอบแทน
นี่แหละคือบทเรียน อย่าได้เป็สุนัขคอยเอาใจผู้ใดเลย
“อ๊ากก!!!”
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้งจากป่าฝั่งตรงข้าม
ครั้งนี้ดังกว่าครั้งก่อนมาก
ซูฝานได้ยินอย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่ามีคนต่อสู้กันอยู่บนูเาฝั่งตรงข้าม เขาเก็บถุงเก็บของทั้งสองใบ แล้วะโข้ามไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำ
แม่น้ำกว้างเพียงสี่ถึงห้าจั้งเท่านั้น ด้วยวรยุทธ์ที่เขามีอยู่ในตอนนี้ สามารถข้ามไปได้อย่างง่ายดาย
ว่องไวนัก
หุบเขาแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
ปรากฏเสียงด่าทอดังแสบแก้วหู
ซูฝานค่อย ๆ ย่องเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง แอบอยู่ด้านนอกทางเข้าหุบเขา แล้วชะโงกหน้าไปมองด้านใน
ชายฉกรรจ์หนุ่มสองคนยืนอยู่ในหุบเขา
บุรุษร่างอ้วนกลมผู้หนึ่งนอนอยู่บนพื้น เืท่วมทั้งร่าง ใบหน้าซีดขาวเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและสิ้นหวัง
“ที่แท้ก็เป็เขานี่เอง” ซูฝานพยักหน้าอย่างเข้าใจ
หลี่โหย่วเต๋อ ชายอ้วนที่เปิดโต๊ะพนันในสนามประลอง และทำเงินได้มากมายผู้นั้น
“ไอ้หมูอ้วนตายซาก วิ่งต่อไปสิ วันนี้ข้าอยากรู้นักว่าเ้าจะวิ่งไปได้ถึงไหน?”
ชายฉกรรจ์สองคนจ้องมองหลี่โหย่วเต๋อด้วยสายตาดุดัน
บนร่างกายของเขามีาแฉกรรจ์อยู่หลายแห่ง
โดยเฉพาะคนที่อยู่ทางด้านซ้าย บนแผ่นหลังมีแผลจากคมดาบสามแผล ลึกจนเห็นกระดูก เืสด ๆ ไหลออกมาไม่หยุด
“คนเดียวสู้สองคน ทั้งยังทำให้อีกฝ่ายาเ็สาหัสได้?”
ซูฝานลูบคางพลางครุ่นคิด
‘เ้าอ้วนผู้นี้มีฝีมือไม่เบาเลยทีเดียว’
‘แต่ทำไมคนทั้งสองคนนี้ถึงได้ลงมือกับหลี่โหย่วเต๋อ’
‘อ้อ… ใช่แล้ว! ฆ่าคนชิงสมบัติ’
หลี่โหย่วเต๋อชนะพนัน ได้ศิลาิญญามาไม่น้อย สองคนนั้นคงจ้องจะเอาศิลาิญญาพวกนี้แน่ ๆ
เป็ไปตามคาด
หลังจากด่าทอหลี่โหย่วเต๋อไปสองสามคำ ทั้งสองก็เริ่มค้นตัวเขา
หลี่โหย่วเต๋อที่กำลังร้อนรนและไร้ที่พึ่ง จู่ ๆ ก็สังเกตเห็นซูฝานที่อยู่ด้านข้าง ทันใดนั้นก็ส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาทันที
ซูฝานยิ้มยิงฟัน เขาไม่สนใจเื่ยุ่งยากพวกนี้ จึงหมุนตัวเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ
หลี่โหย่วเต๋อที่กำลังร้อนใจราวกับไฟเผา กลอกตาไปมาแล้วะโเสียงดังลั่น “จ้าวอวี่ไอ้ถ่อยนี่เป็เต่าหดหัวหรือไร ตัวเองไม่กล้ามา ส่งพวกเ้ามาแทนกระนั้นหรือ”
“จ้าวอวี่?”
ซูฝานหรี่ตาลงเล็กน้อย ค่อย ๆ หยุดฝีเท้า หันกลับไปมองชายร่างกำยำสองคนในหุบเขา
ที่แท้ก็เป็สมุนของจ้าวอวี่
หลี่โหย่วเต๋อเห็นดังนั้น ความหวังก็ลุกโชนขึ้นในใจ การเอ่ยชื่อจ้าวอวี่ออกมาได้ผลจริง ๆ
“จัดการกับเ้าคนไร้ค่าเช่นเ้า จะต้องให้พี่ใหญ่จ้าวอวี่ลงมือเองด้วยหรือ?”
“ถูกต้อง ในฐานะพี่ใหญ่แห่งยอดเขาที่หนึ่ง เพียงแค่นั่งอยู่ในถ้ำพำนัก คอยชี้แนะทิศทางก็พอแล้ว”
ชายร่างกำยำทั้งสองแค่นหัวเราะด้วยสีหน้าดูแคลน
“ชี้แนะ?” หลี่โหย่วเต๋อหัวเราะเยาะด้วยความโกรธ “เขาคิดว่าตัวเองเป็ฮ่องเต้ผู้เฒ่าหรือไร?”
“หากเ้าจะกล่าวเช่นนั้น ก็มิใช่เื่ผิดแต่อย่างใด”
ค่อย ๆ เป็ค่อย ๆ ไป
ชายร่างกำยำสองคนขมวดคิ้ว จ้องมองหลี่โหย่วเต๋อด้วยสายตาดุร้าย แล้วถามว่า “ถุงเก็บของของเ้าอยู่ที่ใด”
หลี่โหย่วเต๋อหัวเราะเยาะ “พวกเ้าคงมิได้คิดอย่างไร้เดียงสาหรอกนะว่าข้าจะพกถุงเก็บของติดตัวมาด้วย”
“ซ่อนไว้ที่ใด” ทั้งสองคนกล่าวด้วยโทสะ
หลี่โหย่วเต๋อปิดปากเงียบ
“อยากตายนักรึ!” สองคนนั้นกำหมัด พุ่งเข้าทำร้ายหลี่โหย่วเต๋อด้วยความคลุ้มคลั่ง โดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าด้านหลังของพวกเขามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งถือก้อนหินขนาดเท่าชามสองก้อน กำลังย่องเข้ามาใกล้
ก้อนหินสีดำสนิท แข็งกระด้าง มีเหลี่ยมมุม ส่วนปลายแหลมคมราวกับเหล็กแหลม
“ถึงตายข้าก็ไม่มีวันบอก!”
หลี่โหย่วเต๋อยกมือทั้งสองขึ้นป้องกันศีรษะ ในดวงตาเปล่งประกายดุร้ายน่าสะพรึงกลัว
‘ไอ้สมุนหมาเอ้ย ข้าจะปล่อยให้พวกเ้าเหิมเกริมไปก่อน รอให้พวกเ้าได้ลิ้มรสชาติของการมาหาเื่ข้าเอง’
“หากเ้าไม่ยอมพูด พวกข้าจะทำให้เ้าได้รู้ว่าการมีชีวิตอยู่นั้นแย่ยิ่งกว่าตาย!”
ชายร่างกำยำทั้งสองหัวเราะอย่างโเี้
“จะให้ผู้ใดมีชีวิตอยู่แต่เหมือนตายแล้วหรือ?” เสียงเย้ยหยันดังขึ้นจากเื้ั
“ใคร?” ทั้งสองคนใ รีบหันหน้าไปมอง เห็นเพียงหินสองก้อนพุ่งเข้าใส่หน้าผากของพวกเขาอย่างรุนแรง
ความเ็ปแล่นปราดมาทั่วร่าง
ทั้งสองร้องครวญครางด้วยความเ็ป สมองมึนงง
เืสดไหลลงมาตามหน้าผากของพวกเขา
“ซูฝาน เป็เ้าหรือ...”
ทั้งสองคนสะบัดศีรษะที่มึนงงไปมา ในที่สุดก็มองเห็นใบหน้าของซูฝานได้ชัดเจน
“ถูกต้อง เป็ข้าเอง ตื่นเต้นรึไม่ ประหลาดใจงั้นหรือ?”
ซูฝานหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะใช้หินแหลมคมสองก้อนฟาดขมับของทั้งคู่ดุจลมพัดผ่านหู
“อ๊าก...”
ขมับเป็จุดอ่อนที่บอบบาง เมื่อถูกโจมตีอย่างรุนแรงเช่นนี้ ผู้ใดจะทนไหว? ทั้งสองคนล้มลงกับพื้นในทันที กุมขมับร้องครวญครางด้วยความเ็ป
“สารเลว! กล้าดีอย่างไรมาทำร้ายข้า? ข้าจะฆ่าพวกเ้า!” หลี่โหย่วเต๋อพลิกตัวลุกขึ้นวิ่ง ไม่สนใจาแบนร่างกาย กัดฟันกรอดพุ่งเข้าไป ระดมหมัดพร้อมด้วยบาทาใส่ทั้งสองคนนั้นอย่างบ้าคลั่ง ไม่มีความปรานีแม้แต่น้อย
“โเี้นัก” ซูฝานยังคงกำหินไว้ในมือ มองหลี่โหย่วเต๋อด้วยความสนใจ
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง
ชายฉกรรจ์ทั้งสองนอนจมกองเื ใบหน้าบวมปูดจนจำแทบมิได้ แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงจะขยับตัว
อย่างไรก็ตาม หลี่โหย่วเต๋อยังไม่หายแค้น เขาปลดเข็มขัดกางเกงออก แล้วปัสสาวะรดใส่หน้าของคนทั้งคู่
ซูฝานมุมปากกระตุก
‘เ้าอ้วนผู้นี้… ช่างต่ำช้าเหลือเกิน’
‘นกเขานั่นก็ช่างเล็กจ้อย อายุสิบห้าสิบหกแล้ว ยังเล็กกว่าเด็กอายุสิบสองปีอย่างข้าเสียอีก โตมาเสียเปล่า ไร้อนาคตสิ้นดี’
“สะใจจริง!”
หลี่โหย่วเต๋อสั่นเทาเล็กน้อย รัดเข็มขัดให้แน่น กัดฟันทนความเ็ปทั่วร่าง หันไปมองซูฝานพลางกล่าวด้วยความซาบซึ้ง “น้องชายตัวน้อย ขอบคุณเ้ามาก หากมิใช่เพราะเ้า พี่อ้วนคนนี้คงตายแน่แล้ว”
“น้องชายตัวน้อยหรือ?”
ซูฝานชะงักไปเล็กน้อย สายตาของเขาเหลือบมองไปยังนกเขาน้อยที่เ้าอ้วนจ้ำม่ำเพิ่งเก็บเข้าไป ‘นั่นต่างหากถึงจะเรียกว่าน้องชายตัวน้อย!’
“เล็กแต่ว่องไวเชียวนะ” หลี่โหย่วเต๋อหน้าแดงก่ำ
ซูฝานกลอกตาขึ้นบน แล้วแค่นเสียงว่า “น้องชายอะไรกัน เรียกพี่ซูฝานสิ”
“อะไรนะ?” หลี่โหย่วเต๋อตกตะลึง
‘คงจะฟังผิดไปกระมัง!’
‘เด็กน้อยเช่นเ้า กล้าดีอยากเป็พี่ชายรึ?’
ซูฝานแยกเขี้ยว ขณะที่ชั่งน้ำหนักก้อนหินในมือ พร้อมกับเผยรอยยิ้มสดใส
ทรวงอกของหลี่โหย่วเต๋อพลันรู้สึกเสียววาบ ราวกับเห็นปีศาจน้อยกำลังแยกเขี้ยวอ้าปากอยู่ตรงหน้า
“พี่ซูฝาน พูดดี ๆ กันก่อน” หลี่โหย่วเต๋อยิ้มประจบ
คนที่อยู่ใต้ชายคาผู้อื่น ย่อมต้องก้มหัวให้
แม้ว่าพลังบำเพ็ญของเขาจะแข็งแกร่งกว่าเด็กน้อยผู้นี้ และฝึกฝนจนถึงขอบเขตหลอมกายาขั้นสมบูรณ์แล้ว แต่น่าเสียดายที่ร่างกายาเ็สาหัส แม้แต่พลังต่อสู้หนึ่งในสิบส่วนก็ยังแสดงออกมาไม่ได้
วิธีการของเด็กน้อยผู้นี้ เขาได้เห็นกับตาแล้ว มิอาจหาเื่ได้จริง ๆ!
ซูฝานกล่าวด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ “เด็กดี ต่อไปต้องฟังคำพี่นะ พี่จะพาเ้าไปกินของอร่อย ดื่มสุราชั้นดี เข้าใจรึไม่?”
“เข้าใจขอรับ”
หลี่โหย่วเต๋อพยักหน้ารัว ๆ
‘เ้าตัวเล็ก รอก่อนเถอะ รอให้ข้าหายดีเมื่อใด จะจัดการเ้าให้หนักเป็ร้อยเท่า’
“ถุงเก็บของอยู่ไหน?”
ซูฝานถามด้วยรอยยิ้มตาหยี
แม้ว่าศิลาิญญาจะไม่ได้ช่วยในการฝึกฝนของเขามากนัก แต่ในเส้นทางบำเพ็ญเซียน ศิลาิญญาเป็สิ่งที่ขาดไม่ได้
เพราะศิลาิญญาคือสกุลเงินที่ใช้กันทั่วไปในแวดวงผู้ฝึกตน
ไม่ว่าจะซื้อทรัพยากรใด ๆ ในการฝึกฝน ล้วนต้องใช้ศิลาิญญาทั้งสิ้น
รอยยิ้มของหลี่โหย่วเต๋อชะงักค้าง
‘ไอ้โจรน้อยผู้นี้ มิได้มีเจตนาดีจริง ๆ’
ซูฝานแยกเขี้ยวพลางกล่าว “วางใจได้ ข้าไม่้ามากนัก แค่ครึ่งหนึ่งก็พอ”
“ครึ่งหนึ่งรึ?”
หลี่โหย่วเต๋อสีหน้าแข็งค้าง
“เหตุใดเ้าไม่ไปปล้นเสียเลยเล่า?”
“มันผิดศีลธรรม!”
‘โจรน้อยผู้นี้ช่างกล้าปล้นชิงกลางวันแสก ๆ’
ซูฝานโยนหินสองก้อนในมืออย่างสนุกสนานพลางเอ่ยว่า “ชีวิตของเ้า มันไม่คุ้มค่ากับศิลาิญญาครึ่งหนึ่งนี้หรือ? น้องชายน้อย เ้าต้องคิดให้ดีว่า ระหว่างชีวิตกับศิลาิญญา อะไรสำคัญกว่ากัน”